ทะลุมิติมาเป็นม่ายพร้อมลูกติด

ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วเข้าสู่โสตประสาท ประหนึ่งศีรษะถูกตอกด้วยตะปูเหล็ก ทว่าสิ่งที่ปลุกให้สติสัมปชัญญะของหลินหว่านหรูตื่นขึ้นอย่างแท้จริง หาใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นเสียงแผดด่าทอที่ดังลั่นทะลุเยื่อแก้วหู

"นังตัวซวย! สามีตายไม่ทันข้ามเดือนก็ทำตัวเป็นภาระ นั่งงอมืองอเท้ากินข้าวผลาญเสบียงบ้านตระกูลซูของข้า คิดว่าตัวเองเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่หรืออย่างไร รีบไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!"

หลินหว่านหรูพยายามลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานไม้ผุพังที่มีรอยหยดน้ำซึม กลิ่นอับชื้นของเชื้อราและกองฟางเก่าคลุ้งอยู่ในอากาศ ก่อนที่ความทรงจำสายหนึ่งจะไหลบ่าเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำหลาก...

ที่แท้เธอก็ทะลุมิติมาเสียแล้ว!

จากอดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สาวฝีปากกล้า ผู้ผ่านสมรภูมิการเจรจาธุรกิจระดับหมื่นล้านและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับต้องมาอยู่ในร่างของ 'หลินหว่านหรู' สะใภ้รองแห่งตระกูลซูแห่งหมู่บ้านชิงซี ผู้เพิ่งสูญเสียสามีไปอย่างกะทันหัน ซ้ำร้ายยังถูกคนในครอบครัวสามีรังเกียจเดียดฉันท์

เบื้องหน้าของเธอคือสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นและแววตามาดร้าย 'หม่าซิ่วอิง' ผู้เป็นแม่สามี ยืนกอดอกจ้องมองมาด้วยความรังเกียจราวกับมองเห็นขยะโสโครก ขนาบข้างด้วย 'หวังชุ่ยฮวา' สะใภ้ใหญ่ของบ้านที่กำลังยิ้มเยาะด้วยความสะใจ มือหยาบกร้านของหวังชุ่ยฮวากำลังรื้อค้นห่อผ้าใบเล็กบนเตียงอย่างถือวิสาสะ

"เสื้อผ้าพวกนี้เป็นเงินของตระกูลซูที่ซื้อให้ตอนแต่งเข้าบ้าน ในเมื่อเจ้าจะถูกไล่ออกไปแล้ว ก็จงทิ้งมันไว้เสีย! อ้อ... เสบียงข้าวสารครึ่งถุงนั่นก็ด้วย คนตายไปแล้วยังจะเอาของดีๆ ไปกินทำไมให้เสียของ" หวังชุ่ยฮวาเอ่ยเสียงแหลมพร้อมกับกระชากห่อผ้าที่มีเสื้อผ้าเก่าๆ และถุงข้าวสารขนาดเล็กมาไว้ในอ้อมแขนของตน แววตาเต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน

"อย่านะ! คืนของของท่านแม่ข้ามานะ!"

จู่ๆ ร่างเล็กจ้อยของเด็กชายวัยเพียงห้าขวบก็ถลันเข้ามาขวางหน้าเตียงไม้เก่าซอมซ่อ 'ซูเสี่ยวเป่า' กางแขนผอมแห้งราวกับกิ่งไม้แห้งของตนออกเพื่อปกป้องมารดา แม้ใบหน้ามอมแมมจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและร่างกายจะสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่ดวงตากลมโตกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างสตรีวัยผู้ใหญ่ยังต้องอาย

"หลีกไปไอ้เด็กเหลือขอ!" หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่น ง้างมือขึ้นหมายจะผลักร่างเล็กๆ นั้นให้พ้นทาง

ทว่า... ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกระด้างนั้นจะทันได้สัมผัสตัวเด็กชาย ข้อมือของสะใภ้ใหญ่กลับถูกคว้าหมับเอาไว้กลางอากาศ!

แรงบีบนั้นมหาศาลจนหวังชุ่ยฮวาร้องโอ๊ยออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบกับสายตาเย็นเยียบประดุจก้นบึ้งของบ่อน้ำแข็งพันปีจากสตรีที่เพิ่งสลบไสลไปเมื่อครู่ หลินหว่านหรูยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง แววตาอ่อนแออมทุกข์ของสะใภ้รองผู้หัวอ่อนได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงรัศมีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวของผู้ที่เคยชี้เป็นชี้ตายในวงการธุรกิจ

"คิดจะแตะต้องลูกชายข้า หรือแม้แต่ของๆ ข้า... เจ้าถามความสมัครใจของข้าแล้วหรือยัง สะใภ้ใหญ่?" น้ำเสียงของหลินหว่านหรูราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่

ความเด็ดขาดที่แผ่ซ่านออกมาทำให้ทั้งหม่าซิ่วอิงและหวังชุ่ยฮวาถึงกับผงะไปชั่วขณะ หลินหว่านหรูไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เธออาศัยจังหวะนั้นดึงร่างของซูเสี่ยวเป่าเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก ความอบอุ่นและเสียงสะอื้นของเด็กน้อยปลุกสัญชาตญาณความเป็นแม่และจิตวิญญาณแห่งการปกป้องในใจเธอให้ลุกโชน ในชาติก่อนเธอโดดเดี่ยวไร้ครอบครัว มาชาตินี้สวรรค์ส่งเด็กที่กตัญญูและกล้าหาญเพียงนี้มาให้ เธอตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องปกป้องและเลี้ยงดูซูเสี่ยวเป่าให้มีชีวิตที่สุขสบายที่สุดให้จงได้!

"นี่เจ้า... เจ้ายอมปล่อยมือข้านะ นังตัวซวย!" หวังชุ่ยฮวาพยายามสะบัดมือออก แต่กลับสู้แรงของหลินหว่านหรูที่บีบจุดเส้นเลือดตามหลักสรีรวิทยาไม่ได้

หลินหว่านหรูสะบัดข้อมือของสะใภ้ใหญ่อย่างแรงจนอีกฝ่ายเซล้มไปชนกรอบประตู ก่อนจะปรายตามองหม่าซิ่วอิงด้วยแววตาที่คมกริบราวกับใบมีด

"ท่านแม่... หากท่านต้องการจะไล่ข้ากับเสี่ยวเป่าออกจากบ้าน ข้าก็หาได้ขัดข้องไม่ แต่อย่าได้คิดจะใช้วิธีตื้นเขินปานโจรปล้นชิงเช่นนี้" หลินหว่านหรูเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานชัดเจน "ข้าวของพวกนี้คือสินเดิมและหยาดเหงื่อแรงกายของสามีข้า หากพวกท่านกล้ายึดเอาไป ข้าก็จะอุ้มเสี่ยวเป่าไปคุกเข่าร้องทุกข์ที่หน้าศาลบรรพชนตระกูลซู ให้ชาวบ้านชิงซีทั้งหมู่บ้านได้มาดูเป็นขวัญตา ว่าบ้านใหญ่ตระกูลซูรังแกแม่ม่ายลูกกำพร้า ปล้นชิงแม้กระทั่งเสื้อผ้าเก่าๆ และข้าวสารก้นถุงของหลานชายสายเลือดแท้ๆ!"

คำขู่ที่แทงถูกจุดตายเรื่อง 'หน้าตาและชื่อเสียง' ทำให้ใบหน้าของหม่าซิ่วอิงเขียวคล้ำสลับซีดขาว ในยุคสมัยที่ความกตัญญูและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลสำคัญยิ่งกว่าชีวิต หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ตระกูลซูคงไม่มีที่ยืนในหมู่บ้านเป็นแน่

"เจ้า... นังสะใภ้ปากดี! กล้าข่มขู่ข้าเชียวหรือ!" หม่าซิ่วอิงชี้หน้าด่าด้วยความโกรธจัด แต่ก็ไม่กล้าสั่งให้หวังชุ่ยฮวาเข้าไปแย่งของอีก หญิงชราสูดลมหายใจลึก พยายามปรับสีหน้าให้ดุดันเพื่อรักษาอำนาจของตนไว้

"ดี! ในเมื่อเจ้าปีกกล้าขาแข็งนัก ก็เตรียมตัวไสหัวออกไปเสียวันนี้เลย! ข้าจะเรียกผู้ใหญ่บ้านมาทำสัญญาแยกบ้านให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่ขอบอกไว้ก่อน..." หม่าซิ่วอิงแสยะยิ้มเย็นชา แววตาฉายความเจ้าเล่ห์ "ในเมื่อเจ้าขอแยกบ้านเอง ที่ดินนาขั้นบันไดผืนงามสิบหมู่หลังหมู่บ้าน ต้องตกเป็นของบ้านใหญ่ทั้งหมด ส่วนตัวภาระอย่างเจ้ากับลูก... ข้าจะเมตตายก 'ที่ดินรกร้างตีนเขาอวิ๋นอู้' ให้ก็แล้วกัน!"

สิ้นคำประกาศนั้น หวังชุ่ยฮวาก็ลอบยิ้มเยาะด้วยความสะใจ ที่ดินตีนเขาอวิ๋นอู้นั้นเต็มไปด้วยหินกรวดและดินทรายปลูกพืชผลอันใดก็ล้วนแห้งตาย หากสองแม่ลูกนี่รับไป มีหวังได้อดตายเป็นผีเฝ้าเขาในไม่ช้า

หลินหว่านหรูหรี่ตาลง สัญชาตญาณนักอสังหาริมทรัพย์ของเธอเริ่มทำงานทันที 'ที่ดินรกร้างตีนเขา' อย่างนั้นหรือ? ในยุคสมัยนี้อาจมองว่าเป็นที่ดินตาบอดไร้ค่า แต่สำหรับนักพัฒนาที่ดินอย่างเธอ ทุกผืนดินย่อมมีมูลค่าแฝงเสมอ

ขณะที่หลินหว่านหรูกำลังจะเอ่ยปากโต้ตอบหรือเจรจาต่อรองเพื่อดูท่าที จู่ๆ ห้วงสติของเธอก็พลันสั่นสะเทือน เสียงจักรกลโปร่งใสที่คุ้นเคยจากยุคปัจจุบันก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาทโดยไม่มีใครอื่นได้ยิน

[ติ๊ง! ตรวจพบคลื่นสมองเข้ากันได้ระดับสูงสุด... ทำการปลุกระบบปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วย 'เสี่ยวจี้' สำเร็จ!]

[เริ่มทำการเชื่อมต่อข้อมูลภูมิศาสตร์... เตรียมเปิดโหมดสแกนพื้นที่รอบนอก...]

หลินหว่านหรูชะงักงัน นัยน์ตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อภาพโฮโลแกรมล้ำยุคที่ไม่มีใครมองเห็น กำลังค่อยๆ ปรากฏซ้อนทับกับภาพบ้านเก่าซอมซ่อเบื้องหน้า!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ระบบ AI เสี่ยวจี้และการสแกนที่ดิน]**