ระบบ AI เสี่ยวจี้และการสแกนที่ดิน
ภาพเส้นแสงสีฟ้าครามที่โปร่งแสงและสว่างไสว ค่อยๆ ถักทอประสานกันกลางอากาศ ก่อร่างเป็นโครงสร้างภาพจำลองเสมือนจริงที่ซ้อนทับอยู่บนภูมิทัศน์อันทรุดโทรมของบ้านตระกูลซู หลินหว่านหรูเบิกตากว้าง ทว่าบุคคลอื่นในลานบ้าน ทั้งหม่าซิ่วอิงและหวังชุ่ยฮวา กลับไม่มีทีท่าว่ามองเห็นความผิดปกตินี้เลยแม้แต่น้อย
นี่คือภาพที่ปรากฏขึ้นในโสตประสาทและจอประสาทตาของเธอแต่เพียงผู้เดียว!
[ติ๊ง! ระบบผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ ‘เสี่ยวจี้’ รายงานตัว ยืนยันสิทธิ์ผู้ใช้งานระดับสูงสุด... เปิดโหมดสแกนภูมิประเทศและวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานแบบเรียลไทม์]
เสียงจักรกลที่แฝงความนุ่มนวลคุ้นหูดังขึ้นในหัว ทันใดนั้น ภาพโฮโลแกรมสามมิติก็พุ่งเป้าไปที่ทิศทางของภูเขาอวิ๋นอู้เบื้องหลังหมู่บ้านชิงซี ข้อมูลตัวอักษรสีทองสว่างไสวไหลเลื่อนลงมาอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ
[พื้นที่เป้าหมาย: ที่ดินตีนเขาอวิ๋นอู้ ขนาดสิบห้าหมู่]
[สถานะปัจจุบัน: ดินทรายปนหินกรวดร้อยละเจ็ดสิบ ขาดแคลนแร่ธาตุหน้าดิน ไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม]
หลินหว่านหรูลอบขมวดคิ้ว ข้อมูลเบื้องต้นนี้ไม่ต่างจากที่หวังชุ่ยฮวาเยาะเย้ยไว้ ที่ดินผืนนี้คือสุสานพืชผลชัดๆ ทว่าในวินาทีถัดมา เส้นแสงสีแดงเข้มกลับลากผ่านกลางภาพจำลองที่ดินรกร้างผืนนั้น พร้อมกับสัญลักษณ์รูปธงและการก่อสร้างที่ผุดขึ้นมาในพิกัดดังกล่าว
[เปิดใช้งานฟังก์ชันพยากรณ์การพัฒนาพื้นที่ล่วงหน้า...]
[ผลการวิเคราะห์: ในอีกสองปีข้างหน้า ราชสำนักมีราชโองการตัดเส้นทางสัญจรหลักสายใหม่เพื่อย่นระยะทางระหว่างเมืองหลวงและหัวเมืองทางใต้ เส้นทางดังกล่าวจะพาดผ่านหน้าดินรกร้างตีนเขาอวิ๋นอู้ผืนนี้พอดี! และเนื่องจากเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเมือง ทางการจะดำเนินการก่อสร้าง ‘จุดพักม้าและสถานีขนส่งเสบียง’ ในบริเวณนี้]
[ประเมินมูลค่าศักยภาพแฝง: ทำเลทองระดับสูงสุด เหมาะแก่การพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและตลาดชุมชนในอนาคต!]
หัวใจของอดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สาวเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง เลือดในกายสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น สัญชาตญาณนักล่าทำเลทองของเธอกรีดร้องว่านี่คือขุมทรัพย์มหาศาล! ที่ดินตาบอดที่ทุกคนมองว่าเป็นขยะ แท้จริงแล้วคือเพชรเม็ดงามที่รอเวลาเจียระไน หากทางการตัดถนนเส้นหลักผ่าน ที่ดินรกร้างสิบห้าหมู่นี้จะมีมูลค่าพุ่งทะยานขึ้นนับร้อยนับพันเท่า! การครอบครองที่ดินผืนนี้ ก็เท่ากับกำกุญแจสู่การเป็นเศรษฐีนีแห่งยุคไว้ในมือแล้ว
"เป็นอย่างไรเล่า! นิ่งเงียบไปทำไม หรือว่าดีใจจนพูดไม่ออกที่ข้ายกที่ดินตั้งกว้างขวางให้!" หม่าซิ่วอิงแค่นเสียงหยันเมื่อเห็นสะใภ้รองยืนนิ่งงันไป หญิงชราคิดว่าอีกฝ่ายคงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
หลินหว่านหรูดึงสติกลับมาจากหน้าจอระบบอย่างรวดเร็ว เธอรู้ดีว่าหากแสดงความดีใจหรือตอบตกลงง่ายๆ คนเจ้าเล่ห์อย่างหม่าซิ่วอิงและบ้านใหญ่จะต้องเกิดความระแวงเป็นแน่ พวกเขาอาจเปลี่ยนใจไม่ยกที่ดินให้ หรืออาจใช้เป็นข้ออ้างมารีดไถในภายหลัง ในโลกธุรกิจอสังหาฯ กฎข้อแรกของการเจรจาซื้อขายที่ดินคือ 'จงปกปิดความต้องการที่แท้จริงเอาไว้ให้ลึกที่สุด'
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก บีบน้ำตาให้รื้นขึ้นมาที่หางตา ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินอย่างหมดแรง สองแขนโอบกอดซูเสี่ยวเป่าที่กำลังยืนสั่นเทาเอาไว้แน่น
"ท่านแม่! ไฉนท่านจึงใจร้ายกับพวกเราแม่ลูกถึงเพียงนี้!" เสียงหวานที่เคยเรียบเฉย บัดนี้สั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว หลินหว่านหรูแสร้งร่ำไห้ปานจะขาดใจ "ที่ดินนาขั้นบันไดสิบหมู่นั่น เป็นที่ดินที่สามีผู้ล่วงลับของข้าเอาหยาดเหงื่อแรงกายเข้าแลก บุกเบิกมาด้วยความยากลำบาก ทว่าท่านกลับยึดมันไปทั้งหมด แล้วโยนเศษดินหินกรวดที่ตีนเขาอวิ๋นอู้มาให้! ที่ดินพรรค์นั้นแม้แต่หญ้าป่าสักต้นยังไม่งอกงาม ท่านทำเช่นนี้... ไม่เท่ากับบีบให้ข้ากับเสี่ยวเป่าต้องไปผูกคอตายใต้ต้นไม้หรือเจ้าคะ!"
เสียงร้องห่มร้องไห้ที่ดังกึกก้องและน่าเวทนาของเธอ ทำเอาชาวบ้านชิงซีที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดชะงักและชะเง้อหน้ามองข้ามรั้วไม้ไผ่เข้ามา ไม่นานนัก ลานบ้านตระกูลซูก็ถูกล้อมรอบไปด้วยกลุ่มชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ เสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ขึ้นทันที
"สวรรค์เถอะ! ยายเฒ่าหม่านี่ช่างใจดำอำมหิตนัก หลอกเอาที่ดินทำกินไปหมด แล้วไล่สะใภ้แม่ม่ายกับหลานชายแท้ๆ ไปอยู่ตีนเขาอวิ๋นอู้รึ!"
"ที่ดินตรงนั้นปลูกอะไรก็ตายหมด ขืนไปอยู่มีหวังได้อดตายเป็นผีเฝ้าเขาแน่ๆ รังแกคนเกินไปแล้ว!"
เมื่อเห็นสายตาตำหนิติเตียนจากชาวบ้าน หม่าซิ่วอิงก็หน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธและอับอาย "นังแพศยา! เจ้ากล้าบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารงั้นรึ! ข้าเป็นแม่ผัว สั่งอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น!"
ทันใดนั้น ซูต้าเจียง พี่ชายคนโตของสามีที่แอบซุ่มดูสถานการณ์อยู่ในเรือน ก็รีบก้าวออกมารับหน้า เขาสวมหน้ากากของผู้เป็นลุงที่แสนดีและพี่ชายที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ทว่าแววตากลับฉายชัดถึงความโลภที่ปิดไม่มิด
"น้องสะใภ้รอง เจ้าอย่าได้โวยวายไปเลย..." ซูต้าเจียงปั้นหน้าถอนหายใจยาว แสร้งทำน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ "เจ้าต้องเข้าใจนะว่า บ้านใหญ่ของเรามีปากท้องต้องเลี้ยงดูอีกมาก ทั้งลูกจ้าง ทั้งหลานๆ การทำนาขั้นบันไดต้องใช้แรงงานบุรุษ เจ้าเป็นเพียงสตรีตัวเปล่ากับเด็กเล็ก จะเอาแรงที่ไหนไปไถนาเล่า? ท่านแม่หวังดี ยกที่ดินตีนเขาให้ตั้งสิบห้าหมู่ พื้นที่กว้างขวางกว่านาขั้นบันไดตั้งมากมาย เจ้าไม่เห็นความเมตตานี้หรอกหรือ?"
หลินหว่านหรูก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก ช่างเป็นคำพูดที่ไร้ยางอายสิ้นดี! เอาที่ดินทำกินไป แล้วยัดเยียดที่ดินรกร้างให้ โดยอ้างว่าให้พื้นที่มากกว่า นี่มันตรรกะของโจรปล้นชิงชัดๆ!
แต่ทว่า นี่แหละคือจังหวะที่เธอรอคอย!
เสียงซุบซิบของชาวบ้านดังหนักขึ้น ซูต้าเจียงและหม่าซิ่วอิงเริ่มมีสีหน้าร้อนรน พวกเขาหวาดกลัวว่าหากผู้ใหญ่บ้านมาถึงและเห็นชาวบ้านเข้าข้างหลินหว่านหรู สัญญาแยกบ้านที่หวังจะฮุบที่ดินรกร้างนี้อาจล้มเหลว
หลินหว่านหรูเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยยังคงแดงช้ำและอาบไปด้วยหยาดน้ำตา ทว่าลึกลงไปในแววตาคู่นั้นกลับทอประกายคมปลาบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก เธอสูดดมหายใจเข้าลึก แสร้งทำเป็นผู้ถูกกระทำที่ไร้ทางสู้ และจำต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา
"ก็ได้... ในเมื่อบ้านใหญ่และท่านแม่บีบคั้นถึงเพียงนี้ ข้าที่เป็นเพียงแม่ม่ายต่ำต้อยคงไม่อาจขัดขืนอันใดได้" หลินหว่านหรูเอ่ยเสียงสั่นพร่า ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นเยียบจนคนฟังต้องลอบขนลุก "ข้าจะยอมรับที่ดินรกร้างตีนเขาอวิ๋นอู้ก็ได้! แต่..."
เธอเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมลานบ้าน ก่อนจะทิ้งไพ่ใบสำคัญที่เตรียมไว้เพื่อผูกมัดตระกูลซูให้ดิ้นไม่หลุดไปตลอดกาล
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แกล้งโง่รับที่ดินตาบอด]**