ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ใหญ่
ความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับเรือนร่างจะแหลกสลายปลุกสติของซูเยว่ให้ตื่นขึ้นจากห้วงมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด นางรู้สึกถึงแรงกระแทกหนักหน่วงที่ฟาดลงบนแผ่นหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละครั้งล้วนส่งความเจ็บแปลบแล่นปราดไปทั่วทุกอณูของร่างกาย
นางคือซูเยว่ วิศวกรการเกษตรมือฉกาจแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ความทรงจำสุดท้ายของนางคือภาพรถบรรทุกที่เสียหลักพุ่งเข้าชนกลางแปลงทดลองของตนเอง...แล้วเหตุใดบัดนี้จึงมานอนจมกองฝุ่นในลานบ้านดินแห่งนี้เล่า?
พลันนั้นเอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก!
ภาพของสตรีผู้มีชื่อและแซ่เดียวกันกับนางปรากฏขึ้นในมโนสำนึก สตรีนางนี้คือสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลินแห่งหมู่บ้านชิงสือ ชีวิตของนางมีแต่ความขมขื่น ทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำราวกับวัวกับม้า แต่กลับไม่เคยได้กินอิ่มท้องสักมื้อ ทั้งยังต้องคอยรองรับอารมณ์ของแม่สามีจอมข่มเหงและน้องสะใภ้จอมยุยง สภาพร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดสารอาหารและความเหนื่อยล้าสะสม ประกอบกับการถูกทุบตีอย่างหนักในวันนี้ คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมสิ้นใจไปอย่างน่าอนาถ
“อีตัวกินจุ! ยังกล้าอู้งานอีกรึ! ข้าจะตีให้ตาย!” เสียงแหลมสูงเสียดแทงแก้วหูของหญิงชราผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมกับกิ่งเหมยในมือที่ฟาดลงมาอีกครั้งอย่างไม่ปรานี
ซูเยว่เบิกตากว้าง ความเจ็บปวดทางกายและความทรงจำอันขมขื่นของเจ้าของร่างเดิมผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นในแววตา นางไม่ใช่ซูเยว่คนเดิมที่อ่อนแอและขลาดเขลาอีกต่อไปแล้ว!
นางพลิกตัวหลบการฟาดฟันครั้งถัดไปได้อย่างฉิวเฉียด สองตาจับจ้องไปยังต้นตอของเสียงนั้น หญิงชราในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความอำมหิต นางคือแม่เฒ่าซุน แม่สามีของร่างนี้ ข้างกายนางมีสตรีวัยสาวอีกคนหนึ่งยืนเท้าสะเอวส่งเสียงยุยงอยู่ไม่หยุด นางคือหวังชุยฮวา สะใภ้รองของตระกูลหลิน
“ท่านแม่ ตีนางให้หนักอีกเจ้าค่ะ! ดูสิว่านางยังจะกล้าขโมยมันเทศไปซ่อนไว้อีกหรือไม่! พวกเราทำงานกันเหนื่อยแทบตาย แต่นางกลับคิดจะแอบกินคนเดียว!” หวังชุยฮวากล่าวเสริมอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
ซูเยว่เหลือบมองเศษมันเทศดิบชิ้นเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยที่ตกอยู่บนพื้น นั่นคือ ‘หลักฐาน’ ที่พวกนางใช้กล่าวหาว่านางแอบกินอาหาร ทั้งที่ความจริงแล้ว มันเป็นเพียงเศษที่เหลือจากการปอกเปลือกซึ่งนางตั้งใจจะเก็บไว้ให้ลูกชายที่หิวโซต่างหาก!
“ท่านย่า...ท่านป้า...อย่าตีท่านแม่เลยนะขอรับ...”
เสียงเล็กๆ สั่นเครือดังขึ้นจากข้างตัว ซูเยว่ก้มลงมองก็พบเด็กชายร่างผอมแห้ง ผมเผ้าเหลืองกรอบราวกับหญ้าแห้ง ใบหน้าซีดเซียวปราศจากสีเลือด ในมือเล็กๆ ยังคงกำเศษมันเทศชิ้นนั้นไว้แน่น เด็กคนนี้คือหลินเสี่ยวเป่า ลูกชายวัยห้าหนาวของนาง
ภาพเด็กน้อยที่หวาดกลัวจนตัวสั่นแต่ยังพยายามกางแขนปกป้องมารดา เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงโทสะของซูเยว่ นางกัดฟันกรอด ความรู้สึกรักและหวงแหนในสายเลือดพลันบังเกิดอย่างรุนแรง นี่คือลูกของข้า! ใครก็ห้ามมารังแก!
“หยุดนะ!” ซูเยว่ตวาดลั่น ร่างที่เคยอ่อนปวกเปียกกลับมีเรี่ยวแรงมหาศาลขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ นางผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เคยขลาดกลัวพลันฉายแววคมปลาบดุจพยัคฆ์ร้าย จ้องมองแม่สามีและน้องสะใภ้เขม็ง
แม่เฒ่าซุนและหวังชุยฮวาถึงกับผงะไปชั่วขณะ พวกนางไม่เคยเห็นซูเยว่ในท่าทีเช่นนี้มาก่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเป็นเพียงวัวเชื่องที่พวกนางจะด่าทอหรือทุบตีอย่างไรก็ได้ ไม่เคยแม้แต่จะปริปากเถียงสักคำ
“มองอะไร! คิดจะแข็งข้อรึ!” แม่เฒ่าซุนได้สติกลับคืนมา ความรู้สึกเสียหน้าที่ถูกสะใภ้ใหญ่จ้องหน้าทำให้นางยิ่งโมโหเงื้อมือจะฟาดลงมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ซูเยว่ไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอีกต่อไปแล้ว! นางคว้าไม้กวาดที่วางพิงอยู่ข้างผนังกระท่อมขึ้นมาถือไว้มั่น ยกขึ้นปัดป้องกิ่งเหมยของแม่เฒ่าซุนจนกระเด็นหลุดมือ!
“กรี๊ด! นังลูกสะใภ้ชั่ว! แกกล้า...แกกล้าตีข้ารึ!” แม่เฒ่าซุนร้องเสียงหลง ไม่คาดคิดว่าซูเยว่จะกล้าต่อต้าน
“ถ้าพวกท่านยังไม่หยุด ข้าก็จะสู้!” ซูเยว่ประกาศกร้าว เสียงของนางยังแหบแห้ง แต่แววตานั้นเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางดึงหลินเสี่ยวเป่ามาหลบอยู่ด้านหลัง ใช้ร่างของตนเองเป็นโล่กำบัง
“พี่สะใภ้ ท่านบ้าไปแล้วหรือ! นั่นท่านแม่นะ!” หวังชุยฮวาแสร้งทำเป็นตกใจ แต่ในใจกลับลิงโลดที่เรื่องราวบานปลายใหญ่โต
สถานการณ์อันวุ่นวายทำให้บุรุษผู้หนึ่งที่กำลังสับฟืนอยู่หลังบ้านต้องรีบเดินกะเผลกเข้ามาดู เขาสวมเสื้อผ้าเก่าขาด บนใบหน้าซื่อตรงเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขาคือหลินต้าเฉียง สามีของซูเยว่และบิดาของหลินเสี่ยวเป่า
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น! หยุดมือก่อนเถิด!” หลินต้าเฉียงเห็นภรรยาและแม่ของตนเองกำลังเผชิญหน้ากันก็รีบร้อนเข้าไปขวาง พยายามจะแย่งไม้กวาดมาจากมือซูเยว่ “เยว่เหนียง วางไม้กวาดลงเถอะ มีอะไรค่อยๆ พูดจากัน”
“พี่ใหญ่ ท่านดูนางสิ! นางกล้าลงไม้ลงมือกับท่านแม่!” หวังชุยฮวาฉวยโอกาสฟ้องทันที
แม่เฒ่าซุนเห็นลูกชายคนโตเข้าข้างภรรยาก็ยิ่งเดือดดาล นางชี้หน้าด่ากราด “หลินต้าเฉียง! แกมันไอ้ลูกอกตัญญู! ขาเป๋จนทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันแล้วยังจะมาปกป้องเมียชั่วๆ ของแกอีกรึ! ไสหัวไปให้พ้น!”
ว่าแล้วนางก็ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดผลักอกหลินต้าเฉียงอย่างแรง!
หลินต้าเฉียงซึ่งมีขาข้างหนึ่งพิการอยู่แล้วไม่อาจทรงตัวได้ ร่างสูงใหญ่ของเขาล้มกระแทกพื้นอย่างแรงจนฝุ่นตลบ!
“ท่านพ่อ!” หลินเสี่ยวเป่าร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
ภาพสามีผู้ซื่อสัตย์แต่โชคร้ายล้มลงไปกองกับพื้นเพราะถูกแม่แท้ๆ ของตนเองผลักไสอย่างไร้เยื่อใยนั้น ทำให้เส้นความอดทนสุดท้ายของซูเยว่ขาดผึง!
ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดขี่ ความเจ็บปวดจากการถูกทุบตี และความสงสารในชะตากรรมของสามีและลูกชาย ระเบิดออกมาพร้อมกัน!
“ในเมื่อพูดจากันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องพูดมันแล้ว!”
ซูเยว่คำรามในลำคอ ดวงตาแดงก่ำราวกับโลหิต นางไม่สนใจเสียงห้ามปรามของหลินต้าเฉียงอีกต่อไป เงื้อไม้กวาดในมือขึ้นสูง ก่อนจะฟาดใส่แม่เฒ่าซุนและหวังชุยฮวาอย่างไม่ยั้งคิด!
เพียะ! เพียะ!
เสียงไม้กวาดกระทบร่างดังขึ้นสองครั้งซ้อน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของสองสะใภ้ แม่เฒ่าซุนและหวังชุยฮวาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าคนที่พวกนางเหยียบย่ำมาตลอดจะลุกขึ้นสู้ราวกับนางพญาเสือร้ายที่บาดเจ็บ พวกนางทำได้เพียงยกมือขึ้นปัดป้องอย่างทุลักทุเล ถอยกรูดไปข้างหลังอย่างไม่เป็นท่า
ซูเยว่ก้าวตามอย่างคุกคาม ในยามนี้ นางไม่เหลือเค้าของสะใภ้ใหญ่ผู้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว มีเพียงมารดาผู้พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกน้อยและภรรยาผู้ไม่ยอมให้ใครมารังแกสามีของตนเอง!
ไม้กวาดในมือนางรวดเร็วและบ้าคลั่งราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ ขับไล่สองแม่ลูกจอมข่มเหงจนมุมอยู่ที่กำแพงดิน
แม่เฒ่าซุนทั้งเจ็บทั้งอับอายจนใบหน้าบิดเบี้ยว นางชี้หน้าซูเยว่ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด “อี...อีลูกสะใภ้สารเลว! กล้าดีอย่างไรมาลงไม้ลงมือกับข้า! วันนี้...วันนี้ข้าจะไล่พวกแกทั้งหมดออกจากบ้านตระกูลหลิน!”