พลังแห่งความรู้และคำสั่งไล่ออกจากบ้าน

คำประกาศกร้าวของแม่เฒ่าซุนดุจดั่งอสนีบาตฟาดลงกลางลานบ้าน ทว่าสำหรับซูเยว่ในยามนี้ มันกลับเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่นางรอคอย

นางลดไม้กวาดในมือลงช้าๆ แต่ยังคงยืนหยัดอย่างทระนงขวางกั้นระหว่างสามีและบุตรชายกับสองแม่ลูกจอมข่มเหง ความบ้าคลั่งในแววตาเมื่อครู่สลายไปสิ้น เหลือเพียงความเยือกเย็นอันน่าพรั่นพรึงที่สาดส่องออกมาจากดวงตาคู่หงส์คู่งาม

“ไล่พวกข้าหรือ?” น้ำเสียงของนางเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นความรู้สึกใดๆ “ท่านแม่พูดจริงหรือ?”

แม่เฒ่าซุนที่ยังคงเจ็บแสบจากรอยไม้กวาด เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของซูเยว่ ก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังหวาดกลัว จึงเชิดหน้าขึ้นอย่างผยอง “แน่นอน! บ้านตระกูลหลินไม่ต้อนรับสะใภ้อกตัญญูที่กล้าลงไม้ลงมือกับแม่สามี! ข้าจะไล่พวกแกสามคนพ่อแม่ลูกไปให้พ้น! ไปเป็นขอทานอยู่ข้างนอกเสียให้สมอยาก!”

หลินต้าเฉียงที่พยุงกายลุกขึ้นได้ด้วยความช่วยเหลือของเสี่ยวเป่าตัวน้อย หน้าซีดเผือด “ท่านแม่! ท่านพูดอะไรออกมา! เยว่เอ๋อร์เพียงแต่พลั้งมือไป...”

“พลั้งมือรึ!” หวังชุยฮวากรีดเสียงแหลมแทรกขึ้นมาทันที “พี่ใหญ่ดูเอาเถิด นี่น่ะหรือเรียกว่าพลั้งมือ! นางตั้งใจจะตีข้ากับท่านแม่ให้ตายชัดๆ! คนแบบนี้จะเก็บไว้ในบ้านได้อย่างไร!”

ทว่าซูเยว่กลับไม่สนใจถ้อยคำยุยงของหวังชุยฮวาแม้แต่น้อย นางกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง

‘ระบบ? ไม่มี... มิติวิเศษ? ก็ไม่มี... พลังเหนือธรรมชาติ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...’

นางทบทวนความทรงจำจากชาติก่อนอย่างรวดเร็ว ในฐานะบัณฑิตเกียรตินิยมสาขาเกษตรศาสตร์ยุคใหม่ผู้ทำงานคลุกคลีอยู่กับดินและการวิจัยพืชพันธุ์มานานนับสิบปี สิ่งที่นางมีติดตัวมายังโลกใบนี้...มิใช่พลังวิเศษที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นขุมทรัพย์มหาศาลแห่งความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในสมอง!

ความรู้เรื่องการวิเคราะห์สภาพดิน...การปรับปรุงบำรุงดินที่เสื่อมสภาพ...การคัดเลือกและเพาะปลูกพืชพันธุ์ให้ได้ผลผลิตสูงสุด...เทคนิคการจัดการน้ำ...การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ...ความรู้เหล่านี้ในยุคปัจจุบันอาจเป็นเพียงเรื่องพื้นฐาน แต่ในยุคสมัยที่การเกษตรยังคงพึ่งพิงฟ้าฝนและประสบการณ์เก่าก่อนเช่นนี้ มันคือ ‘พลังพิเศษ’ ที่ล้ำค่าที่สุด!

เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ แสงแห่งความมั่นใจก็ฉายประกายเจิดจ้าขึ้นในดวงตาของซูเยว่

เนินดินแดงท้ายหมู่บ้านที่ผู้คนรังเกียจ...ดินเปรี้ยวที่ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น...ในสายตาของผู้อื่นมันคือดินแดนต้องสาป แต่ในสายตาของนาง มันคือผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า รอคอยให้นางบรรจงวาดภาพทิวทัศน์อันอุดมสมบูรณ์ลงไป!

“ดี!” ซูเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทำลายวงสนทนาที่กำลังครุกรุ่น “ในเมื่อท่านแม่ต้องการขับไล่พวกข้า...ข้าก็จะไป!”

คำตอบรับที่ง่ายดายเกินคาดทำให้ทุกคนตกตะลึงไปชั่วขณะ แม้กระทั่งแม่เฒ่าซุนก็ยังอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดว่าสะใภ้ใหญ่ที่เคยแต่ก้มหน้าก้มตาจะยอมรับการถูกไล่ออกจากบ้านโดยไม่ร้องไห้ฟูมฟายหรือคุกเข่าอ้อนวอนแม้แต่น้อย

หลินต้าเฉียงเป็นคนแรกที่ได้สติ เขารีบคว้าแขนภรรยาไว้ “เยว่เอ๋อร์! เจ้าพูดอะไรออกมา! พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนได้?”

ซูเยว่บีบมือใหญ่กร้านของสามีเบาๆ ส่งสายตาปลอบประโลมให้เขา “ท่านพี่วางใจเถิด ข้ามีหนทาง”

จากนั้นนางก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับแม่เฒ่าซุนอีกครั้ง “แต่การจะแยกบ้านกันนั้น มิใช่เรื่องที่จะพูดกันปากเปล่าได้ เพื่อป้องกันปัญหาในภายภาคหน้า ข้าขอให้ผู้ใหญ่บ้านจ้าวมาเป็นพยานในการทำเอกสารแบ่งแยกครอบครัวอย่างเป็นทางการ!”

คำพูดของนางไม่เพียงแต่ทำให้แม่เฒ่าซุนหน้าเปลี่ยนสี แต่ยังทำให้ชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูอยู่รอบๆ พากันพยักหน้าเห็นด้วย การมีเอกสารลายลักษณ์อักษรถือเป็นการตัดขาดที่สมบูรณ์และถูกต้องตามธรรมเนียม

แม่เฒ่าซุนกัดฟันกรอด นางรู้ดีว่าหากเรื่องถึงหูผู้ใหญ่บ้านจ้าวผู้เที่ยงตรง นางอาจถูกตำหนิว่าขับไล่ลูกชายที่ขาพิการและหลานชายออกจากบ้านอย่างไร้เมตตา แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของซูเยว่และเสียงซุบซิบของชาวบ้าน นางก็รู้ว่าตนเองไม่มีทางเลือกอื่น

“ได้! ในเมื่อแกหน้าด้านถึงเพียงนี้ ข้าก็จะให้สมใจ!” นางตะคอก “แล้วพวกแกจะเอาอะไรไปอยู่ที่ไหน?”

ซูเยว่ยิ้มเย็น “เรื่องนั้นท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าได้ยินมาว่าที่ดิน ‘เนินดินแดง’ ท้ายหมู่บ้านยังเป็นของตระกูลหลินอยู่ใช่หรือไม่? ที่ดินผืนนั้นแห้งแล้งปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น คงไม่มีค่าอะไรในสายตาท่านแม่... เช่นนั้นก็โปรดยกมันให้พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกเถิด ถือเสียว่าเป็นการชดเชยที่ท่านพี่ทำงานรับใช้ตระกูลหลินมาหลายปีจนขาพิการ!”

ข้อเสนอนี้ทำให้หวังชุยฮวากลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “ฮ่าๆๆ! พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเสียสติไปแล้วหรือ? ที่ดินต้องสาปนั่นน่ะรึ? ขนาดหญ้ายังไม่อยากจะขึ้นเลย! เอาไปเถอะ! เอาไปเลย! ข้าอยากจะเห็นนักว่าพวกท่านจะเอาอะไรกิน!”

แม่เฒ่าซุนเองก็แสยะยิ้มอย่างสมใจ นางรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นฝ่ายมีชัยอย่างงดงาม การกำจัดส่วนเกินของครอบครัวออกไปได้ แถมยังได้มอบที่ดินไร้ค่าให้ไปเป็นภาระ ยิ่งคิดก็ยิ่งพอใจ “ดี! ข้ายกที่ดินผืนนั้นให้พวกแก! ตอนนี้ก็ไสหัวไปได้แล้ว!”

ทว่าซูเยว่ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ “เดี๋ยวก่อนท่านแม่”

“มีอะไรอีก!” แม่เฒ่าซุนเริ่มหมดความอดทน

“พวกเราสามคนจะไปแต่ตัวได้อย่างไร” ซูเยว่กล่าวอย่างใจเย็น พลางชี้ไปยังห้องเก็บฟืนเก่าซอมซ่อที่เคยเป็นที่ซุกหัวนอนของพวกนาง “พวกเราขอเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ที่พวกเราใส่กันอยู่สองสามชุด กับหม้อดินใบนั้นที่ปากบิ่นแล้วก็พอ ถือเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายติดตัว”

การร้องขอที่ดูสมเหตุสมผลและน่าสมเพชนี้ ทำให้แม่เฒ่าซุนรู้สึกเหนือกว่าอย่างที่สุด นางโบกมืออย่างรำคาญ “เอาไป! เอาไปให้หมด! ของไร้ค่าพวกนั้น ข้าไม่ต้องการอยู่แล้ว!”

สิ้นคำอนุญาต ซูเยว่ก็ไม่รอช้า นางจูงมือหลินต้าเฉียงผู้ยังคงมึนงงและเสี่ยวเป่าผู้หวาดกลัวแต่ก็เชื่อฟัง เดินตรงไปยังห้องเก็บฟืน นางหยิบเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่ปะแล้วปะอีกสองสามชิ้นห่อด้วยผ้าผืนใหญ่ ก่อนจะเดินไปหยิบหม้อดินใบเขื่องที่มุมห้อง แม้ปากหม้อจะบิ่นไปส่วนหนึ่ง แต่ตัวหม้อยังคงแข็งแรงดี

ภาพครอบครัวสามคนที่หอบหิ้วสมบัติเพียงน้อยนิดเดินออกมาจากห้องแคบๆ นั้น ช่างดูน่าเวทนายิ่งนักในสายตาของทุกคน แต่ในดวงตาของซูเยว่กลับมีเพียงประกายแห่งความมุ่งมั่น

นางเดินมาหยุดอยู่หน้าแม่เฒ่าซุนอีกครั้ง โค้งคำนับเล็กน้อยตามมารยาท “ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตา นับจากนี้ไป ครอบครัวของหลินต้าเฉียงหาได้เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่ตระกูลหลินอีกต่อไป ทุกข์สุขร้ายดี พวกเราจะรับผิดชอบกันเอง”

กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองอีกเป็นครั้งที่สอง

หลินต้าเฉียงมองแผ่นหลังภรรยาที่ดูบอบบางแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาก้มลงอุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นแนบอก ก่อนจะก้าวเดินตามไปอย่างเงียบงัน ขาข้างที่เป๋ของเขากะเผลกไปบนทางเดินดิน แต่ในใจกลับรู้สึกว่าก้าวเดินในครั้งนี้...มั่นคงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงบนร่างของคนสามคน พ่อ แม่ และลูก ที่กำลังเดินจากบ้านใหญ่ที่เคยอาศัยมาทั้งชีวิต มุ่งหน้าสู่เนินดินแดงท้ายหมู่บ้านอันเป็นสัญลักษณ์ของความสิ้นหวัง พร้อมกับสมบัติเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ และหม้อดินบิ่นๆ หนึ่งใบ... ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงเสียงหัวเราะเยาะหยันและสายตาดูแคลนของอดีตคนในครอบครัว โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า...นี่มิใช่การเดินทางสู่จุดจบ แต่เป็นการเดินทางสู่การเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ที่กำลังจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน