กระท่อมซอมซ่อท้ายหมู่บ้าน
เส้นทางที่ทอดจากบ้านใหญ่ตระกูลหลินสู่เนินดินแดงท้ายหมู่บ้านช่างเปลี่ยวร้างและห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คน ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าใด ความอุดมสมบูรณ์ของสองข้างทางก็ยิ่งลดน้อยถอยลง ต้นหญ้าเขียวชอุ่มกลับกลายเป็นพงหญ้าแห้งกรอบ พื้นดินที่เคยเป็นสีดำร่วนซุยก็แปรสภาพเป็นดินสีแดงฉานแข็งกระด้างราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผามานานนับปี
ลมเย็นยะเยือกที่พัดโชยมาปะทะร่าง ทำให้ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกอดไม่ได้ที่จะกระชับอ้อมแขนกอดตนเองให้แน่นขึ้น หลินเสี่ยวเป่าซุกใบหน้าเล็กๆ เข้ากับอกของบิดา ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวบัดนี้ฉายแววกังวลระคนสงสัย
ในที่สุด ร่างของคนทั้งสามก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งที่เรียกกันว่า 'บ้าน' ณ ปลายสุดของเนินดินแดง
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้แม้แต่ซูเยว่ผู้เตรียมใจมาแล้วยังต้องลอบถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา มันเป็นเพียงกระท่อมดินเก่าซอมซ่อที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ผนังดินเหนียวผสมฟางแตกระแหงเป็นร่องลึกหลายแห่ง ประตูไม้ผุพังเอียงกะเท่เร่ราวกับจะหลุดออกจากวงกบได้ทุกเมื่อ ส่วนหลังคาฟางนั้นเล่า ก็บางโหรงเหรงจนมองเห็นแผ่นไม้ที่ใช้ขึ้นโครงอยู่รำไร หากฝนตกลงมา คงไม่ต่างอะไรกับการยืนอยู่กลางแจ้ง
นี่ไม่ใช่บ้าน แต่คือซากปรักหักพังที่รอวันโรยราไปกับกาลเวลาโดยแท้
"เยว่เอ๋อร์... ข้า..."
เสียงของหลินต้าเฉียงแหบพร่าและสั่นเครือ เขาวางเสี่ยวเป่าลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนก้อนหินใกล้ๆ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกผิดและสิ้นหวัง เขาก้มลงมองขาข้างที่พิการของตนด้วยแววตาเจ็บปวด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาภรรยา
"ข้าขอโทษ... เป็นเพราะข้าไร้ประโยชน์ ทำให้เจ้ากับลูกต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ หากข้าไม่พิการ... หากข้ายังล่าสัตว์ได้เหมือนเดิม... พวกเราคงไม่ต้อง..." น้ำเสียงของเขาขาดหายไปในลำคอ เหลือเพียงหยาดน้ำใสๆ ที่คลอหน่วยอยู่เต็มสองตา
ซูเยว่มองภาพสามีที่กำลังโทษทัณฑ์ตัวเองแล้ว ในใจพลันรู้สึกอ่อนโยบาย่างประหลาด นางก้าวเข้าไปนั่งลงข้างๆ เขา ยื่นมือไปกุมมือใหญ่ที่หยาบกร้านของเขาไว้อย่างแผ่วเบา
"ต้าเฉียง ท่านกำลังพูดอะไรอยู่?" น้ำเสียงของนางหนักแน่นและจริงจัง "เงยหน้าขึ้นมองข้า"
หลินต้าเฉียงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับนางอย่างช้าๆ สิ่งที่เขาเห็นในดวงตาคู่นั้นมิใช่ความสงสารหรือสมเพชเวทนา แต่เป็นประกายแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
"ที่นี่คือบ้านของเรา" ซูเยว่กล่าว พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ "อาจจะยังไม่น่าอยู่ แต่มันคือสถานที่ที่เป็นของเราโดยสมบูรณ์ นับจากนี้ไปจะไม่มีแม่เฒ่าซุนคอยโขกสับ ไม่มีหวังชุยฮวาคอยยุแยง จะไม่มีใครมาแย่งข้าวของเสี่ยวเป่าไปกินอีก"
นางบีบมือเขาแน่นขึ้น "ขาของท่านอาจบาดเจ็บ แต่มันไม่ได้ทำให้ท่านไร้ค่า แขนของท่านยังแข็งแรงดี สองมือของข้าก็ยังอยู่ครบ เสี่ยวเป่าก็พร้อมจะช่วยเท่าที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้ เราสามคนมีครบทั้งสติปัญญาและพละกำลัง เหตุใดจะสร้างบ้านของเราขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือนี้ไม่ได้?"
คำพูดของซูเยว่ราวกับสายน้ำเย็นที่ชโลมลงบนจิตใจอันร้อนรุ่มของหลินต้าเฉียง ความสิ้นหวังที่เกาะกุมอยู่ค่อยๆ สลายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกตื่นตะลึงและ...ความหวัง เขาไม่เคยเห็นภรรยาในมุมนี้มาก่อน นางดูบอบบางแต่กลับเข้มแข็งยิ่งกว่าบุรุษอกสามศอกเสียอีก
"ข้า..."
"ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว" ซูเยว่ตัดบทพลางลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า "ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การนั่งจมอยู่กับความทุกข์ แต่คือการลงมือทำ"
แววตาของนางเปลี่ยนเป็นเฉียบคม สวมบทบาทผู้นำครอบครัวอย่างเต็มตัว "ตะวันใกล้จะตกดินแล้ว เราต้องรีบซ่อมแซมที่พักให้พออยู่ได้ก่อนค่ำคืนนี้จะมาเยือน"
นางหันไปทางหลินต้าเฉียง "ต้าเฉียง ท่านไปหาฟางแห้งบริเวณนี้มาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราต้องอุดรอยรั่วบนหลังคาก่อนเป็นอันดับแรก ข้าสังเกตเห็นว่าบนภูเขาชางหลางมีต้นหญ้าหางสุนัขป่าขึ้นอยู่เยอะ ฟางของมันเหนียวและทนทาน น่าจะใช้การได้ดี"
จากนั้นนางก็หันไปหาลูกชายที่ยืนมองตาแป๋วอยู่ข้างๆ "เสี่ยวเป่า มานี่เร็วลูก มาช่วยท่านแม่เก็บกวาดข้างในกัน เราจะช่วยกันปัดกวาดบ้านใหม่ของเราให้สะอาดเอี่ยมเลยนะ ดีไหม?"
หลินเสี่ยวเป่าแม้จะไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มให้กำลังใจจากมารดา เขาก็พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน "ขอรับท่านแม่! ข้าจะช่วยท่านแม่!"
สิ้นคำสั่งการ หลินต้าเฉียงก็ลุกขึ้นยืนทันทีราวกับทหารที่ได้รับคำสั่งจากแม่ทัพ ความลังเลและความท้อแท้ในแววตาของเขาสูญสลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง เขากัดฟันแน่น คว้าเคียวเก่าคร่ำคร่าที่พกติดตัวมาด้วย แล้วเดินกะเผลกๆ มุ่งหน้าไปยังเชิงเขาชางหลางที่อยู่ไม่ไกล
ซูเยว่มองตามแผ่นหลังของสามีไปจนลับสายตา ก่อนจะจูงมือลูกชายก้าวข้ามธรณีประตูที่ผุพังเข้าไปในตัวกระท่อม
ภายในกระท่อมมืดและอับชื้น มีกลิ่นดินและใบไม้แห้งคละคลุ้ง พื้นดินเต็มไปด้วยเศษใบไม้และหยากไย่ สองแม่ลูกช่วยกันใช้กิ่งไม้กวาดเอาขยะออกไปกองไว้ข้างนอก ซูเยว่ยังพบร่องรอยของสัตว์เล็กๆ ที่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ นางจึงใช้เศษผ้าเก่าอุดตามรูผนังเพื่อป้องกันลมและสัตว์ร้ายในตอนกลางคืน
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วยาม หลินต้าเฉียงก็กลับมาพร้อมกับฟางแห้งมัดใหญ่ เขาวางมันลงบนพื้นก่อนจะปีนขึ้นไปบนหลังคาอย่างคล่องแคล่ว แม้ขาข้างหนึ่งจะไม่เอื้ออำนวย แต่ทักษะของอดีตพรานป่าทำให้เขาสามารถทรงตัวบนโครงไม้ที่ผุพังได้อย่างน่าทึ่ง เขาเริ่มลงมือสอดและถักทอเส้นฟางเข้าไปในช่องว่างอย่างชำนิชำนาญ
ขณะที่แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า งานซ่อมแซมเร่งด่วนก็เสร็จสิ้นลงพอดิบพอดี หลังคาที่เคยโหรงเหรงบัดนี้ถูกอุดด้วยฟางจนหนาแน่น แม้จะไม่สวยงามแต่ก็ดูแข็งแรงพอที่จะกันน้ำค้างและลมหนาวได้ กระท่อมที่เคยเหมือนซากปรักหักพัง บัดนี้กลับดูคล้าย "บ้าน" ขึ้นมาบ้างแล้ว
ซูเยว่อุ้มเสี่ยวเป่าที่อ่อนเพลียจากการทำงานขึ้นแนบอก หลินต้าเฉียงปีนลงมาจากหลังคา ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยฝุ่นและหยาดเหงื่อ แต่ดวงตากลับทอประกายแห่งความภาคภูมิใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ทว่า ในขณะที่ความรู้สึกอบอุ่นและโล่งใจกำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจของคนทั้งสาม...
วู้...ว...โฮลลลล...
เสียงหอนอันโหยหวนและเย็นเยียบพลันดังขึ้นจากส่วนลึกของภูเขาชางหลางที่มืดมิด มันเป็นเสียงที่ฟังดูหิวกระหายและป่าเถื่อน ก้องกังวานไปทั่วทั้งเนินดินแดงจนน่าขนหัวลุก
หลินเสี่ยวเป่าสะดุ้งสุดตัว ซุกหน้าเข้ากับซอกคอของมารดาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สีหน้าของหลินต้าเฉียงที่เพิ่งจะผ่อนคลายกลับเคร่งขรึมลงในทันใด สัญชาตญาณพรานเก่าของเขากรีดร้องก้องในใจ...
นั่นคือเสียงของหมาป่า! และมันไม่ได้อยู่เพียงตัวเดียว