สำรวจเนินดินแดง
เสียงหอนอันโหยหวนของฝูงหมาป่าที่ดังมาจากภูเขาชางหลางดุจดังเสียงเพรียกจากปรโลก มันเสียดแทงทะลุผนังดินบางๆ และหลังคาฟางที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จสิ้นเข้ามาในกระท่อม กัดกินความอบอุ่นใจที่เพิ่งเริ่มก่อตัวจนหมดสิ้น
หลินเสี่ยวเป่าตัวน้อยสั่นเทิ้มราวกับลูกนกในสายลมหนาว สองแขนเล็กๆ กอดรัดลำคอมารดาแน่นขึ้น ใบหน้าซุกซ่อนอยู่กับบ่าของซูเยว่ ไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวมองความมืดนอกกระท่อม ซูเยว่ลูบหลังบุตรชายเบาๆ ส่งผ่านความอบอุ่นและความมั่นคงเท่าที่นางจะทำได้ แม้นางเองก็รู้สึกเย็นเยียบไปทั่วสันหลังเช่นกัน
ทว่าผู้ที่สะท้านสะเทือนที่สุดกลับเป็นหลินต้าเฉียง ดวงตาของเขาที่เคยทอประกายแห่งความภาคภูมิใจ บัดนี้กลับหม่นแสงลงและแฝงไว้ด้วยความเคร่งขรึมและตื่นตัวถึงขีดสุด สัญชาตญาณของอดีตพรานป่าผู้เจนจัดในผืนป่าแห่งนี้กำลังกรีดร้องเตือนภัย เสียงหอนเช่นนี้มิใช่หมาป่าที่ออกล่าเพียงลำพัง แต่มันคือเสียงประสานของฝูงหมาป่าที่กำลังออกหาอาหาร และจำนวนของมันต้องไม่ใช่น้อยๆ
"ต้าเฉียง" ซูเยว่เอ่ยเรียกสามีเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่น "ปิดประตูให้สนิท หาหินก้อนใหญ่มาขวางไว้"
หลินต้าเฉียงขานรับในลำคอ เขามิได้เอ่ยคำใดออกมาอีก แต่ร่างกายขยับไหวอย่างรวดเร็ว แม้ขาข้างหนึ่งจะกะเผลก แต่ทุกท่วงท่ากลับมั่นคงและเด็ดขาด เขานำแผ่นไม้ผุๆ ที่เคยเป็นประตูมาปิดช่องทางเข้าออก ก่อนจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดดันก้อนหินขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นบันไดชั่วคราวเข้ามาขวางทับไว้อีกชั้นหนึ่ง ค่ำคืนนั้น ทั้งสามชีวิตในกระท่อมซอมซ่อแทบไม่ได้ข่มตาหลับ เสียงหอนของอสูรร้ายแห่งพงไพรยังคงดังแว่วมาเป็นระยะๆ คลอเคล้าไปกับเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของภูตผี เป็นค่ำคืนที่ยาวนานและบีบคั้นหัวใจที่สุดในชีวิตของพวกเขา
เมื่อริ้วแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องผ่านขอบฟ้าทิศบูรพา ไล่ขับความมืดมิดและความหวาดกลัวที่เกาะกุมมาตลอดทั้งคืน เสียงหอนของฝูงหมาป่าก็เงียบหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความเหนื่อยล้าและความเงียบสงัดอันน่าอึดอัด
"ท่านแม่...เสี่ยวเป่าหิว"
เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าของหลินเสี่ยวเป่าทำลายความเงียบนั้นลง ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของเด็กน้อย บีบหัวใจของซูเยว่จนเจ็บปวด นางก้มลงมองบุตรชายที่ผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก ดวงตาที่ควรจะสดใสกลับโรยราไร้แวว ริมฝีปากแห้งผากซีดเซียว ในท้องของพวกเขามิได้มีเศษอาหารตกถึงเลยมาเกือบสองวันแล้ว
"เสี่ยวเป่า อดทนอีกหน่อยนะลูก เดี๋ยวแม่จะหาอะไรให้กิน" ซูเยว่ปลอบโยนพลางลูบศีรษะที่ยุ่งเหยิงของเขาเบาๆ
นางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รอความตายอยู่ในกระท่อมแห่งนี้ ความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะมีผู้ใดเมตตาหยิบยื่นอาหารให้เป็นสิ่งที่โง่เขลาที่สุด ในเมื่อตระกูลหลินบ้านใหญ่ยังขับไล่ไสส่งพวกเขาออกมาได้ราวกับหมูกับหมา แล้วจะหวังพึ่งพาผู้ใดได้อีกเล่า
ซูเยว่ก้าวออกจากกระท่อม สูดลมหายใจยามเช้าที่สดชื่นแต่เย็นเยียบเข้าเต็มปอด สายตาของนางกวาดมองไปทั่วอาณาเขตใหม่ของตน...เนินดินแดง ที่ดินผืนนี้คือความหวังเดียวที่นางมี ทว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับทำให้นางต้องขมวดคิ้วมุ่น
นางเดินไปที่ขอบเนิน ก้มลงหยิบดินสีแดงก่ำขึ้นมาหนึ่งกำมือ เนื้อดินในอุ้งมือหยาบกระด้าง บางส่วนเป็นเม็ดทรายร่วนซุย แต่เมื่อบีบแน่นเข้าด้วยกันกลับจับตัวเป็นก้อนเหนียวหนึบ ซูเยว่ใช้ปลายนิ้วบี้ก้อนดินเบาๆ มันแตกออกอย่างง่ายดาย ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงสีแดงที่ติดอยู่เต็มฝ่ามือ
"ดินเหนียวปนทราย...แถมยังขาดอินทรียวัตถุอย่างรุนแรง" นางพึมพำกับตัวเอง ความรู้ด้านปฐพีวิทยาจากชาติก่อนผุดขึ้นมาในหัวราวกับตำราที่เปิดอ่านได้ทันที
นางเดินสำรวจต่อไป สังเกตพืชพรรณที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน วัชพืชส่วนใหญ่มีใบเหลืองซีด ลำต้นแคระแกร็น ไม่สมบูรณ์แข็งแรงแม้แต่น้อย นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด...ดินผืนนี้ไม่เพียงแต่ขาดธาตุอาหาร แต่ยังมีสภาพเป็นกรดจัด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ดินเปรี้ยว" นั่นเอง ดินเช่นนี้ไม่ว่าจะปลูกพืชชนิดใดก็ยากที่จะเจริญงอกงาม รากพืชไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ และจะค่อยๆ อ่อนแอลงจนตายในที่สุด
"มิน่าเล่า...ชาวบ้านถึงเรียกมันว่าที่ดินต้องสาป" ซูเยว่ถอนหายใจยาว ในใจกลับไม่ได้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม...ในแววตาของนางกลับฉายประกายแห่งความท้าทายและความมุ่งมั่น
ในยุคปัจจุบัน การแก้ปัญหาดินเปรี้ยวนั้นมีหลากหลายวิธี แตในยุคโบราณที่ขาดแคลนเทคโนโลยีเช่นนี้ วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือการใช้วัสดุที่มีค่าเป็นด่างมาปรับสภาพดิน และสิ่งนั้นก็อยู่ไม่ไกลตัวนางเลย
"ขี้เถ้า..." นางคิดในใจ "ขี้เถ้าฟืนจากในเตา เป็นปูนขาวธรรมชาติชั้นดีที่สุด!"
แผนการฟื้นฟูผืนดินต้องสาปเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นในความคิดของซูเยว่อย่างรวดเร็ว นางจะต้องหุงหาอาหารเพื่อเอาขี้เถ้า จะต้องรวบรวมใบไม้แห้งและเศษหญ้ามาทำปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลาและความอดทน
แต่แผนการระยะยาวเหล่านั้น ไม่อาจบรรเทาความหิวโหยที่กำลังจะคร่าชีวิตครอบครัวของนางในตอนนี้ได้
"จ๊อก...กร๊อก..."
เสียงท้องร้องของนางเองดังขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม มันดังประสานกับเสียงท้องร้องของเสี่ยวเป่าที่ดังมาจากในกระท่อม กลายเป็นบทเพลงแห่งความอดอยากที่น่าเวทนาที่สุด
ซูเยว่หันขวับไปมองภูเขาชางหลางที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังกระท่อม ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามยอดเขา ทำให้มันดูยิ่งดูลึกลับและน่าเกรงขาม ภาพฝูงหมาป่าเมื่อคืนยังคงติดตา แต่ในความทรงจำของนางจากชาติก่อน ภูเขามิได้เป็นเพียงที่อยู่ของสัตว์ร้าย แต่มันยังเป็นคลังสมบัติแห่งธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ที่มีความรู้
ในป่าต้องมีเห็ดป่าที่กินได้ ต้องมีผักป่าที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ ต้องมีผลไม้ป่าที่พอจะประทังชีวิตได้
นางไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว!
ซูเยว่ตัดสินใจแน่วแน่ นางเดินกลับเข้าไปในกระท่อมด้วยสีหน้าที่เด็ดเดี่ยว หลินต้าเฉียงมองหน้านางด้วยความกังวล "เยว่เหนียง เจ้าจะทำอะไร?"
"ข้าจะขึ้นเขา" ซูเยว่ตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่มิอาจโต้แย้งได้ "เสี่ยวเป่ากับท่านรออยู่ที่นี่ ข้าจะไปหาอาหารกลับมา"
"ไม่ได้!" หลินต้าเฉียงค้านเสียงดังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "บนเขามีหมาป่า! มันอันตรายเกินไป!"
"แล้วการนั่งรอความตายอยู่ที่นี่ไม่อันตรายหรือ?" ซูเยว่สวนกลับทันควัน สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสามี "ท่านฟังนะต้าเฉียง ข้ารู้ว่าบนเขามีอันตราย แต่ข้าก็จะไปเฉพาะบริเวณชายป่าเท่านั้น ข้าจะไม่เข้าไปลึก ข้าสัญญา"
นางหันไปหยิบมีดพร้าขึ้นสนิมที่วางอยู่มุมห้องขึ้นมาถือไว้ในมือ มันเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่พวกเขามี
"ท่านอยู่ที่นี่ดูแลเสี่ยวเป่าให้ดี" น้ำเสียงของนางอ่อนลงเล็กน้อย "เชื่อใจข้าเถอะ"
หลินต้าเฉียงมองใบหน้ามอมแมมแต่ดวงตากลับสุกสว่างดั่งดวงดาวของภรรยา เขามองเห็นความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาในแววตาคู่นั้น คำพูดปฏิเสธมากมายจุกอยู่ที่ลำคอ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถเอ่ยมันออกมาได้
ซูเยว่ไม่รอให้เขาเปลี่ยนใจ นางหันหลังและก้าวออกจากกระท่อมอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้สองพ่อลูกมองตามแผ่นหลังที่บอบบางแต่กลับดูองอาจนั้นอย่างทำอะไรไม่ถูก
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบใบมีดพร้าในมือของนางจนเกิดประกายวูบวาบ ปลายทางของนางคือภูเขาชางหลาง...ที่ซึ่งเสียงหอนของความตายยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นที่เดียวที่มีความหวังแห่งการอยู่รอดรอนางอยู่