อาหารมื้อแรกจากป่าชางหลาง

แสงอรุณรุ่งสาดส่องจับขอบฟ้า ทาบทาแนวป่าทึบเบื้องหน้าให้กลายเป็นเงาดำทะมึนน่าเกรงขาม ซูเยว่กระชับมีดพร้าขึ้นสนิมในมือแน่น ไอเย็นยามเช้าและกลิ่นดินชื้นแฉะปะทะใบหน้า แต่มิอาจทำให้ความเด็ดเดี่ยวในแววตาของนางสั่นคลอนได้แม้เพียงน้อยนิด

เบื้องหลังคือกระท่อมผุพังที่บรรจุไว้ซึ่งชีวิตอีกสองชีวิตที่ฝากความหวังไว้กับนาง เบื้องหน้าคือภูเขาชางหลาง สถานที่ซึ่งร่ำลือกันว่าเต็มไปด้วยอันตรายและเสียงหอนโหยหวนของฝูงหมาป่า

นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าเหยียบย่างสู่ชายป่าอย่างมั่นคง แม้ในใจจะประหวั่นพรั่นพรึง แต่นางรู้ดีว่าความกลัวมิอาจเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่าได้

ในความทรงจำจากชาติภพก่อน ป่าคือคลังสมบัติแห่งธรรมชาติสำหรับผู้ที่มีความรู้ ซูเยว่มิได้มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึกอย่างบุ่มบ่าม นางปฏิบัติตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับสามีอย่างเคร่งครัด สายตาของนางกวาดสำรวจไปตามพื้นดินบริเวณชายป่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่มองหาเพียงสัตว์ป่า แต่กำลังมองหาพืชพันธุ์ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาไม้

นางเดินเลียบไปตามแนวพุ่มไม้เตี้ยๆ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวสังเกตเห็นกลุ่มใบไม้สีเขียวเข้มรูปทรงคุ้นตาที่ขึ้นแทรกอยู่กับวัชพืชอื่นๆ มันมีใบหยักเป็นแฉกแผ่ออกเป็นวงกลมแนบติดกับพื้นดิน ตรงกลางมีช่อดอกเล็กๆ ที่เริ่มจะแทงยอดขึ้นมา ซูเยว่ทรุดกายนั่งลงทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความยินดี

นี่มัน ‘จี้ไช่’ หรือผักคนเลี้ยงแกะ!

ในยุคปัจจุบัน มันอาจเป็นเพียงผักป่าธรรมดา แต่สำหรับนางในยามนี้ มันคือขุมทรัพย์ล้ำค่าที่สวรรค์ประทานให้ จี้ไช่เป็นพืชที่มีชีวิตชีวาแข็งแกร่ง สามารถเติบโตได้ดีแม้ในสภาพอากาศหนาวเย็น รสชาติของมันหวานกรอบ ทั้งยังเปี่ยมด้วยคุณค่าทางอาหาร

ซูเยว่ไม่รอช้า นางใช้ปลายมีดพร้าค่อยๆ แซะลงไปในดินรอบๆ โคนต้นอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ได้ทั้งรากและใบติดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด นางค่อยๆ บรรจงเก็บทีละต้นๆ จนได้ปริมาณพอสมควรสำหรับหนึ่งมื้อ จากนั้นจึงเดินสำรวจต่อไป

ไม่ไกลจากดงจี้ไช่มากนัก สายตาของนางก็พลันสะดุดเข้ากับขอนไม้ผุพังที่ล้มพาดอยู่ริมทาง บนขอนไม้นั้นมีเห็ดสีน้ำตาลเข้มลักษณะคล้ายใบหูขึ้นซ้อนกันเป็นชั้นๆ นางรีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆ และรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้ามอมแมมอีกครั้ง

เห็ดหูหนู! เป็นเห็ดป่าที่ปลอดภัยและจดจำได้ง่ายที่สุดชนิดหนึ่ง นางใช้ความรู้จากชาติก่อนตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่เห็ดพิษที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เมื่อมั่นใจแล้วจึงค่อยๆ ใช้มีดเฉือนเก็บเห็ดที่ยังสดใหม่อย่างเบามือ

หลังจากได้วัตถุดิบสำคัญสองอย่างแล้ว ซูเยว่ก็ไม่คิดจะเสี่ยงโชคไปไกลกว่านี้อีก นางหันหลังกลับมุ่งหน้าสู่กระท่อมทันที แสงแดดเริ่มทอประกายแรงขึ้น ส่องกระทบร่างบอบบางที่กำลังเดินกลับมาพร้อมกับ ‘ความหวัง’ ที่เก็บมาได้เต็มสองมือ

เมื่อเห็นเงาของซูเยว่ปรากฏที่หน้าประตู หลินต้าเฉียงที่นั่งรออย่างกระวนกระวายก็รีบลุกขึ้นยืนทันที “เยว่เหนียง! เจ้ากลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?”

หลินเสี่ยวเป่าวิ่งถลาเข้ามากอดขาของนาง ดวงตาแป๋วแหววเงยขึ้นมองอย่างมีความหวัง “ท่านแม่ ได้ของกินหรือไม่ขอรับ?”

ซูเยว่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้ นางลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยฝุ่นของลูกชายเบาๆ “ได้สิ เสี่ยวเป่า วันนี้เราจะมีน้ำแกงร้อนๆ กินกัน”

นางวางผักป่าและเห็ดที่เก็บมาได้ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ หลินต้าเฉียงมองของในมือนางด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง “นี่...นี่มันผักจี้ไช่กับเห็ดป่านี่นา เจ้าไปหามาจากที่ใดกัน?” ในความทรงจำของเขา ภรรยาไม่เคยมีความรู้เรื่องของป่าเช่นนี้มาก่อน

“ข้าเจอที่ชายป่านั่นแหละ” ซูเยว่ตอบสั้นๆ ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม นางเดินตรงไปยังมุมห้อง หยิบหม้อดินเผาใบเก่าที่มีรอยบิ่นขึ้นมา ก่อนจะนำไปล้างในอ่างไม้อย่างคล่องแคล่ว

จากนั้น นางก็นำผักจี้ไช่และเห็ดหูหนูมาล้างทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน คัดแยกเศษดินเศษใบไม้ออกจนหมดสิ้น ท่วงท่าการจัดการวัตถุดิบของนางดูชำนิชำนาญราวกับกุ๊กมืออาชีพ แตกต่างจากซูเยว่คนเดิมที่ทำอะไรเงอะงะไปเสียทุกอย่างโดยสิ้นเชิง

หลินต้าเฉียงมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ เขารู้สึกว่าภรรยาของเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่กล้าหาญขึ้น แต่ยังดู...สุขุมและเปี่ยมด้วยปัญญาอย่างน่าประหลาด

ซูเยว่ก่อไฟในเตาดินเก่าๆ ใส่น้ำสะอาดลงไปในหม้อจนเกือบครึ่ง รอจนน้ำเดือดพล่าน นางจึงใส่เห็ดหูหนูที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปก่อน เสียงน้ำเดือดซู่ซ่าพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของเห็ดป่าเริ่มลอยอบอวลไปทั่วกระท่อมซอมซ่อ กระตุ้นต่อมรับรสของสองพ่อลูกที่ท้องว่างมานานจนส่งเสียงร้องประท้วง

นางใช้กิ่งไม้เล็กๆ คนเบาๆ รออยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้รสหวานและความหอมของเห็ดซึมซาบออกมาอยู่ในน้ำแกงจนเต็มที่ นี่คือเคล็ดลับสำคัญที่สุดในยามที่ปราศจากเครื่องปรุงใดๆ ทั้งสิ้น การดึงรสชาติจากธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาให้ได้มากที่สุดคือสุดยอดแห่งศิลปะการปรุงอาหาร

เมื่อเห็นว่าน้ำแกงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ได้ที่แล้ว นางจึงใส่ผักจี้ไช่ที่ล้างสะอาดลงไปเป็นลำดับสุดท้าย จากนั้นจึงรีบยกหม้อลงจากเตาทันที การต้มผักจี้ไช่เพียงชั่วครู่ในน้ำเดือดจัดจะช่วยรักษาสีเขียวสดและความกรอบหวานของมันเอาไว้ หากต้มนานเกินไป ผักจะเหนียวและเสียรสชาติไปโดยสิ้นเชิง

ซูเยว่ตักน้ำแกงร้อนกรุ่นใส่ลงในชามบิ่นๆ สองใบ ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของพืชพรรณจากป่า ในชามมีเพียงน้ำแกงใสๆ กับผักสีเขียวและเห็ดสีน้ำตาล ไม่มีแม้แต่เงาของเนื้อสัตว์หรือไขมัน แต่สำหรับครอบครัวที่อดอยากมาทั้งวัน มันคืออาหารทิพย์จากสวรรค์

“ท่านพี่ เสี่ยวเป่า มากินเถอะ” นางยื่นชามใบหนึ่งให้สามีและอีกใบให้ลูกชาย

หลินเสี่ยวเป่ารับชามมาด้วยสองมือเล็กๆ ดวงตาเป็นประกายจ้องมองน้ำแกงไม่วางตา เขาเป่าเบาๆ สองสามครั้งก่อนจะซดน้ำแกงเข้าไปอึกใหญ่

ทันใดนั้น ดวงตาของเด็กน้อยก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง!

รสหวานละมุนอย่างที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก มันเป็นความหวานจากธรรมชาติของผักจี้ไช่ ผสานกับรสกลมกล่อมลุ่มลึกของเห็ดหูหนู แม้จะไม่มีเกลือแม้เพียงเม็ดเดียว แต่น้ำแกงกลับมีรสชาติอูมามิอ่อนๆ ที่ทำให้รู้สึกชุ่มคอและสดชื่นอย่างน่าอัศจรรย์

“อร่อย! ท่านแม่ อร่อยเหลือเกิน!” หลินเสี่ยวเป่าร้องออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ เขาซดน้ำแกงต่ออย่างไม่คิดชีวิตราวกับกลัวว่ามันจะหายไป

หลินต้าเฉียงเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เขาซดน้ำแกงตามลงไปและต้องหยุดชะงัก รสชาติอันเรียบง่ายทว่าลึกล้ำนี้...มันมาจากฝีมือของภรรยาเขาจริงๆ หรือ? เขาเงยหน้าขึ้นมองซูเยว่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงและเลื่อมใสจับใจ อาหารมื้อนี้มันอร่อยกว่าอาหารทุกมื้อที่เขาเคยกินในบ้านใหญ่ตระกูลหลินเสียอีก!

ซูเยว่มองภาพสองพ่อลูกกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยหัวใจที่พองโต ในที่สุด...ในที่สุดนางก็สามารถมอบความอิ่มท้องมื้อแรกให้แก่ครอบครัวใหม่ของนางได้สำเร็จ

หลังจากที่ทุกคนกินจนอิ่มหนำและมีความสุขกับความหวังเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตัวขึ้น หลินต้าเฉียงที่รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างจึงพยายามจะลุกขึ้นเพื่อช่วยซูเยว่เก็บล้าง “เยว่เหนียง ให้ข้าช่วยเถอะ”

ทว่า ทันทีที่เขาทิ้งน้ำหนักลงบนขาข้างที่เคยบาดเจ็บ...

“โอ๊ย!”

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน! ร่างสูงใหญ่ของหลินต้าเฉียงทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน

ซูเยว่ตกใจสุดขีด รีบผวาเข้าไปประคองสามี “ท่านพี่! เป็นอะไรไป!”

นางรีบเลิกขากางเกงที่ขาดรุ่งริ่งของเขาขึ้นดู และภาพที่เห็นก็ทำให้นางต้องสูดลมหายใจเยียบเย็น...ข้อเท้าและหน้าแข้งของหลินต้าเฉียงบวมเป่งขึ้นอย่างน่ากลัว ผิวหนังบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำและร้อนผ่าวราวกับมีไฟสุมอยู่ข้างใน