สมุนไพรพอกขา
ความเจ็บปวดอันเฉียบพลันที่แล่นปราดจากข้อเท้าขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ทำให้หลินต้าเฉียงต้องกัดฟันกรอดเพื่อข่มเสียงร้องมิให้เล็ดลอดออกมาสร้างความตระหนกแก่บุตรชายไปมากกว่านี้ เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก ชายร่างสูงใหญ่ทรุดกายลงกับพื้นดินเย็นเฉียบอย่างหมดแรงต้านทาน
“ท่านพี่!” ซูเยว่ร้องเสียงหลง สติที่เคยสงบนิ่งพลันกระเจิดกระเจิงชั่วขณะ นางรีบถลาเข้าไปประคองร่างสามี พลางเลิกขากางเกงปุปะของเขาขึ้นอย่างร้อนรน
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นางต้องสูดลมหายใจเยียบเย็นเข้าเต็มปอด ข้อเท้าและหน้าแข้งของหลินต้าเฉียงบวมเป่งราวกับถูกสูบลมเข้าไปจนตึงแน่น ผิวหนังบริเวณนั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำอมม่วง ทั้งยังร้อนผ่าวราวกับมีถ่านไฟสุมอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนัง บ่งบอกถึงอาการอักเสบที่รุนแรงอย่างยิ่ง
ซูเยว่แตะปลายนิ้วลงไปเบาๆ หลินต้าเฉียงก็สะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บปวด
“อย่าขยับ!” นางสั่งเสียงเฉียบขาด ความตื่นตระหนกเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว ในฐานะที่เคยคลุกคลีกับความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาบ้างในชาติก่อน นางย่อมมองออกว่านี่คืออาการอักเสบเฉียบพลันของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เกิดจากการใช้งานหนักเกินขีดจำกัด หากปล่อยทิ้งไว้ อาการอาจเลวร้ายลงจนถึงขั้นเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต!
“เยว่เหนียง ข้า...” หลินต้าเฉียงหน้าซีดเผือด เขารู้สึกถึงความผิดปกติที่น่ากลัวในขาของตนเอง ความหวังที่จะกลับมาแข็งแรงเพื่อเป็นเสาหลักให้ครอบครัวดูจะเลือนรางลงทุกขณะ
“ไม่ต้องพูดอันใดทั้งสิ้น นอนนิ่งๆ อยู่ตรงนี้” ซูเยว่กล่าวพลางจัดท่าให้เขานอนเหยียดยาวอย่างระมัดระวัง นางหันไปหาหลินเสี่ยวเป่าที่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว “เสี่ยวเป่า ดูแลท่านพ่อให้ดี อย่าให้เขาขยับตัวเด็ดขาด ท่านแม่จะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรแล้วจะรีบกลับมา”
แม้จะยังหวาดกลัว แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังและเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นมารดา เด็กน้อยก็พยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน “ขอรับท่านแม่ ข้าจะดูแลท่านพ่อเอง”
ซูเยว่ไม่รอช้า นางคว้าตะกร้าสานใบเก่าที่วางพิงอยู่ข้างฝากระท่อมแล้วก้าวฉับๆ ออกไปในความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า อากาศบนภูเขาชางหลางยามค่ำคืนนั้นเย็นยะเยือกและแฝงไว้ด้วยภยันตราย แต่นางไม่มีเวลาให้หวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว
ความทรงจำจากชาติภพก่อนผุดขึ้นในหัวอีกครั้งราวกับตำราที่เปิดอ่านได้ดังใจนึก นางรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายและมีสรรพคุณลดการอักเสบได้ชะงัดที่สุดคือ ‘ใบอ้ายเฉ่า’ หรือโกฐจุฬาลัมพา และ ‘เชอเฉียนเฉ่า’ หรือผักกาดน้ำ สมุนไพรทั้งสองชนิดนี้มักขึ้นอยู่ตามที่ชื้นแฉะริมลำธารหรือบริเวณชายป่าที่ไม่รกทึบจนเกินไป
นางมุ่งหน้ากลับไปยังเส้นทางเดิมที่เคยไปเก็บเห็ดหูหนูเมื่อตอนกลางวัน ดวงตาคมกริบคอยสอดส่ายมองหาพืชเป้าหมายท่ามกลางแสงสลัว โชคยังดีที่คืนนี้เป็นคืนเดือนหงาย แสงจันทร์นวลใยที่ส่องลอดหมู่ไม้ลงมาพอจะช่วยให้นางมองเห็นทางได้บ้าง ไม่นานนัก...สายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับกลุ่มใบไม้รูปขนนกสีเขียวอมเทาที่ขึ้นเป็นพุ่มเตี้ยๆ อยู่ริมโขดหินใกล้ลำธารเล็กๆ
“เจอแล้ว! ใบอ้ายเฉ่า!”
ซูเยว่ดีใจจนแทบจะร้องออกมา นางรีบเข้าไปเด็ดใบสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัวใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเดินเลียบลำธารต่อไปอีกไม่ไกลนัก ก็พบกับต้นเชอเฉียนเฉ่าที่แผ่ใบรูปไข่กว้างอยู่กับพื้นดินชื้นแฉะ นางจัดการเก็บสมุนไพรทั้งสองชนิดจนได้ปริมาณมากพอ แล้วจึงรีบสาวเท้ากลับกระท่อมด้วยใจที่ร้อนรน
ทว่า...ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เงาร่างตะคุ่มหนึ่งก็กำลังย่องเข้ามาใกล้กระท่อมซอมซ่อท้ายหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ
หวังชุยฮวาเหลือบซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นผู้คนจึงรีบวิ่งเหยาะๆ มาแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้รกทึบ นางมาที่นี่ด้วยความประสงค์ร้ายล้วนๆ หลังจากที่ครอบครัวซูเยว่ถูกไล่ออกมา แม่เฒ่าซุนก็บ่นพึมพำด้วยความสะใจทุกวันว่าอีกไม่นานสามชีวิตนั่นคงต้องอดตายอยู่ที่กระท่อมร้างเป็นแน่ วันนี้นางจึงตั้งใจแอบมาดูลาดเลา หวังจะได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญ หรือเห็นภาพน่าสมเพชของคนใกล้ตายเพื่อนำกลับไปรายงานให้แม่สามีชื่นใจ
แต่นางกลับต้องผิดหวังอย่างรุนแรง...
ภายในกระท่อมมีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ส่องสว่างอยู่ ไม่มีเสียงร้องไห้ฟูมฟาย มีเพียงความเงียบสงบที่น่าผิดหวัง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำแกงเห็ดลอยโชยออกมาเตะจมูกนางเบาๆ อีกด้วย!
“เป็นไปได้อย่างไร!” หวังชุยฮวากัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ พวกมันไปเอาอะไรมาทำอาหาร? หรือว่าเจ้าคนขาเป๋หลินต้าเฉียงจะยังมีแรงออกไปล่าสัตว์ได้?
นางขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด พยายามสอดส่องสายตาผ่านรอยแตกบนฝาผนังไม้ไผ่ ภาพที่เห็นคือหลินต้าเฉียงนอนนิ่งอยู่บนพื้น โดยมีหลินเสี่ยวเป่านั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เด็กน้อยดูผอมโซเช่นเคย แต่แววตากลับไม่สิ้นหวังเหมือนตอนอยู่ที่บ้านใหญ่ ทั้งสองไม่ได้อดอยากรอความตายอย่างที่นางคาดหวังไว้แม้แต่น้อย
“หึ! แค่รอดไปได้อีกมื้อเดียวเท่านั้นแหละ!” หวังชุยฮวาสบถในลำคอด้วยความขุ่นเคือง “ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะทนไปได้อีกสักกี่น้ำ! ที่ดินต้องสาปนั่นปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น อีกไม่นานก็ต้องคลานกลับไปขอความเมตตาจากท่านแม่อยู่ดี!”
นางจ้องมองกระท่อมด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวย่องจากไปในความมืดอย่างเงียบเชียบ โดยไม่รู้เลยว่าซูเยว่ได้กลับมาถึงกระท่อมแล้วและกำลังจะสร้างปาฏิหาริย์อีกครั้ง
ทันทีที่กลับถึงกระท่อม ซูเยว่ก็ลงมือทำงานทันที นางนำสมุนไพรทั้งสองชนิดไปล้างในลำธารใกล้ๆ ให้สะอาดสะอ้าน จากนั้นจึงนำกลับมาที่ลานดินหน้ากระท่อม ในเมื่อไม่มีครกหินสำหรับตำยา นางจึงใช้สติปัญญาพลิกแพลงหาอุปกรณ์เท่าที่มี นางเลือกหินแม่น้ำก้อนใหญ่ที่ค่อนข้างแบนมาหนึ่งก้อนเพื่อใช้เป็นแท่นรอง แล้วหาก้อนหินอีกก้อนที่มีขนาดพอดีมือมาใช้แทนสาก
นางวางใบอ้ายเฉ่าและเชอเฉียนเฉ่าลงบนหินรอง แล้วเริ่มลงมือทุบและบดขยี้มันอย่างสุดแรงเกิด เสียงทุบหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผมแต่ซูเยว่ก็ไม่สนใจ นางตั้งหน้าตั้งตาบดสมุนไพรจนมันแหลกละเอียดกลายเป็นกากสีเขียวเข้มข้น ส่งกลิ่นหอมสดชื่นของพืชพรรณธรรมชาติฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
“เสี่ยวเป่า เอาน้ำมาให้ท่านแม่หน่อย” นางร้องบอกบุตรชาย เด็กน้อยรีบตักน้ำสะอาดจากไหดินเผาที่นางตักเตรียมไว้มาส่งให้ ซูเยว่ค่อยๆ พรมน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วนวดคลึงให้กากสมุนไพรจับตัวกันเป็นก้อนเหนียวหนืด เหมาะแก่การนำไปพอก
นางถือแท่นหินที่มีสมุนไพรพอกอยู่เข้าไปในกระท่อม วางมันลงข้างๆ ร่างของหลินต้าเฉียง
“ท่านพี่ ทนหน่อยนะเจ้าคะ” นางกล่าวเสียงนุ่ม แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ
หลินต้าเฉียงมองการกระทำของภรรยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพิศวงระคนซาบซึ้งใจ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เยว่เหนียงของเขากลายเป็นคนมีความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ ทั้งหาอาหารได้ ทั้งยังรู้จักวิธีรักษาอาการบาดเจ็บของเขาอีก
ซูเยว่ค่อยๆ บรรจงตักกากสมุนไพรสีเขียวเข้มขึ้นมาป้ายลงบนหน้าแข้งและข้อเท้าที่บวมเป่งของสามีอย่างเบามือ ทันทีที่สมุนไพรเย็นเฉียบสัมผัสกับผิวหนังที่ร้อนระอุ หลินต้าเฉียงก็ถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ความรู้สึกเย็นสบายราวกับน้ำแข็งประคบ ค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปบรรเทาความเจ็บปวดแสบร้อนที่ทุรนทุรายอยู่ภายในได้อย่างน่าอัศจรรย์
นางใช้สมุนไพรพอกจนทั่วบริเวณที่อักเสบ จากนั้นจึงฉีกชายเสื้อเก่าๆ ของตนเองออกมาเป็นแถบยาว ใช้มันพันรอบขาของหลินต้าเฉียงเพื่อยึดตัวยาไว้ไม่ให้เลื่อนหลุด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ความอ่อนล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งวันก็ถาโถมเข้าใส่ซูเยว่ราวกับคลื่นยักษ์ นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง สีหน้าของนางซีดเผือดลงเล็กน้อยจากการสูญเสียพลังงานไปมาก
“เยว่เหนียง...” หลินต้าเฉียงเอ่ยเรียกภรรยาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ในดวงตาของเขาสะท้อนภาพเงาของนางและความรู้สึกขอบคุณที่เอ่อล้นเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้
ซูเยว่ฝืนยิ้มให้เขาบางๆ “นอนพักเถิดท่านพี่ พรุ่งนี้เช้าอาการคงจะดีขึ้น”
หลินเสี่ยวเป่าขยับเข้ามาซบที่ตักของมารดาอย่างเงียบๆ พลังใจของทั้งสามชีวิตในกระท่อมหลังน้อยดูจะเชื่อมโยงถึงกันอีกครั้ง ความหวังเริ่มส่องประกายขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดและความสิ้นหวัง
ทว่า...ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะคลายความตึงเครียดลงนั่นเอง
พลันมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่นอกกระท่อม! เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าประตูพอดี ก่อนที่เสียงทุ้มลึกอันคุ้นเคยของชายชราผู้หนึ่งจะดังขึ้น ทำลายความเงียบสงัดยามราตรีจนสิ้น...
“มีใครอยู่ข้างในหรือไม่? ข้าได้กลิ่นสมุนไพร...บ้านนี้มีคนเจ็บป่วยอยู่หรือ?”