การเยือนของหมอหลี่
เสียงทุ้มลึกที่ดังขึ้นจากภายนอกทำลายความสงบลงอย่างสิ้นเชิง ความตื่นตระหนกแล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจของทั้งสามชีวิตในบัดดล หลินต้าเฉียงพยายามจะขยับกายลุกขึ้นด้วยสัญชาตญาณปกป้อง แต่ความเจ็บปวดที่ขาแล่นริ้วขึ้นมาทำให้ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวเหยเก
ซูเยว่รีบกดไหล่สามีไว้เบาๆ พลางส่งสายตาปราม "ท่านพี่อยู่นิ่งๆ"
นางสูดลมหายใจลึก ข่มความหวาดระแวงในใจลงไป กลิ่นสมุนไพร... ผู้ที่มาเยือนยามวิกาลผู้นี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ อาจเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการแพทย์ ในหมู่บ้านชิงสือแห่งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นมีเพียงคนเดียว
นางขยับกายลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง โอบประคองหลินเสี่ยวเป่าที่เกาะแขนนางแน่นให้ไปหลบอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความระวังตัว "ไม่ทราบว่าท่านผู้มาเยือนคือผู้ใดหรือเจ้าคะ? ดึกดื่นปานนี้แล้ว มีธุระอันใด"
เสียงจากด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งใจ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย "ข้าคือหลี่หมิงซาน หมอประจำหมู่บ้าน พอดีเดินผ่านมาทางนี้เพื่อกลับจากบ้านผู้ป่วยอีกหลังหนึ่ง พลันได้กลิ่นสมุนไพรสดโชยมา จึงอดประหลาดใจมิได้ ด้วยเหตุนี้จึงแวะมาดูเสียหน่อย"
หมอหลี่!
ซูเยว่ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก นางได้ยินชื่อเสียงของหมอชราผู้นี้มาบ้างว่าเป็นคนใจดีมีเมตตา แม้จะเปิดร้านขายยาเล็กๆ แต่ก็มักจะช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนอยู่เสมอ การมาของเขาในยามนี้อาจนับเป็นเรื่องดีก็เป็นได้
"ที่แท้ก็คือท่านหมอหลี่ เชิญด้านในก่อนเจ้าค่ะ" ซูเยว่กล่าวพลางเดินไปเปิดบานประตูไม้ที่ผุพังจนแทบจะหลุดออกจากวงกบ
แสงจันทร์นวลสาดส่องเข้ามาพร้อมกับร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอ บนหลังสะพายกล่องยาไม้เก่าแก่ ผมและเคราของเขาขาวโพลน แต่ดวงตากลับยังคงสุกใสเปี่ยมด้วยพลัง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มใจดี ขณะก้าวเข้ามาในกระท่อม แสงจากตะเกียงน้ำมันริบหรี่เผยให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นภายในอย่างชัดเจน แต่สายตาของหมอหลี่กลับไม่ได้จับจ้องที่ความซอมซ่อของที่พักอาศัย ตรงกันข้าม มันกลับพุ่งตรงไปยังขาของหลินต้าเฉียงที่ถูกพอกด้วยสมุนไพรและพันด้วยเศษผ้าทันที
"โอ้...บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้เทียวรึ" หมอหลี่อุทานออกมาเบาๆ เขาค้อมกายลงนั่งข้างๆ เตียงดินอย่างไม่รังเกียจ กลิ่นสมุนไพรสดที่เข้มข้นขึ้นทำให้เขาขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ "กลิ่นนี้...มีทั้งสือเจี้ยนชวน (ว่านสิบแผล) และจิ่วโถวอิง (ว่านหัวนกอินทรีเก้าหัว) สมุนไพรสองชนิดนี้มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดบวมและสลายลิ่มเลือดได้ดีเยี่ยม แต่ฤทธิ์ของมันรุนแรงนัก หากใช้ไม่ถูกส่วนอาจเป็นอันตรายได้"
เขามองซูเยว่ด้วยแววตาฉงนสนเท่ห์ "แม่นาง...เป็นผู้ปรุงยาสมุนไพรตำรับนี้เองหรือ?"
ในสายตาของชาวบ้าน ซูเยว่คือสะใภ้ใหญ่ที่เอาแต่ก้มหน้าทำงาน ไม่น่าจะมีความรู้ซับซ้อนเช่นนี้ได้
ซูเยว่โค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม "เรียนท่านหมอ สามีของข้าพลัดตกจากที่สูง อาการบาดเจ็บกำเริบหนัก ข้าไม่มีเงินพอจะเชิญท่านหมอได้ จึงได้แต่รื้อฟื้นความรู้เก่าเก็บที่เคยร่ำเรียนมาจากหมอเทวดาพเนจรผู้หนึ่งเมื่อครั้งยังอยู่ที่บ้านเดิม นำสมุนไพรที่พอจะหาได้บนภูเขามาบรรเทาอาการให้เขาก่อนเจ้าค่ะ"
นี่คือคำตอบที่นางเตรียมไว้ในใจอยู่แล้ว การอ้างถึง "หมอเทวดาพเนจร" เป็นวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดในการอธิบายความรู้ที่นางมีโดยไม่สร้างความสงสัยจนเกินไป
หมอหลี่พยักหน้าช้าๆ พลางลูบเคราสีขาวของตนเอง "หมอเทวดาพเนจร...มิน่าเล่าจึงรู้จักใช้สมุนไพรเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง" เขายื่นนิ้วที่เหี่ยวย่นไปแตะบริเวณรอบๆ ที่พอกยาอย่างแผ่วเบาเพื่อประเมินอุณหภูมิ "แม่นางผสมสัดส่วนได้พอเหมาะพอเจาะนัก ไม่แรงไปไม่อ่อนไป สามารถคุมฤทธิ์ยาของจิ่วโถวอิงได้อยู่หมัด นับว่ามีความสามารถยิ่ง"
คำชื่นชมจากปากหมอผู้ช่ำชองทำให้หลินต้าเฉียงที่นอนเงียบอยู่นานถึงกับเบิกตากว้าง มองภรรยาของตนด้วยความทึ่งระคนเลื่อมใสระลอกใหม่ เยว่เหนียงของเขามีความสามารถซุกซ่อนอยู่อีกมากเพียงใดกันแน่
ทว่าซูเยว่กลับไม่ได้ยินดีกับคำชมจนลืมตัว ในสมองของนางพลันมีประกายความคิดหนึ่งวาบขึ้นมา นี่คือโอกาส! โอกาสทองที่จะสร้างเส้นทางทำมาหากินสายแรก!
"ท่านหมอชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยรอยยิ้มสุภาพ "ข้าเป็นเพียงสตรีบ้านป่า แค่พอมีความรู้ติดตัวบ้างเล็กน้อยเท่านั้น สมุนไพรเหล่านี้บนภูเขาชางหลางมีอยู่มากมายนัก เพียงแต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้จักคุณค่าของมัน ปล่อยให้ขึ้นรกอยู่เช่นนั้นน่าเสียดายยิ่งนัก"
หมอหลี่เงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาของเขาฉายแววสนใจ "แม่นางพูดถูก สมุนไพรหลายชนิดต้องลำบากข้าถ่อไปเก็บด้วยตนเองในป่าลึก บางครั้งก็เสี่ยงอันตราย กว่าจะได้มาแต่ละครั้งก็แสนยากเย็น"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มคล้อยตาม ซูเยว่จึงรุกคืบต่อทันที "เช่นนั้น...ข้ามีเรื่องอยากจะเจรจากับท่านหมอ ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่เจ้าคะ?"
"โอ้? เรื่องอันใดรึ ลองว่ามาสิ"
ซูเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งหนึ่ง กล่าววาจาฉะฉานชัดเจน "ข้าสังเกตว่าร้านยาของท่านหมอต้องการสมุนไพรอยู่ตลอดเวลา หากท่านไม่รังเกียจ ต่อไปนี้ข้าจะเป็นผู้รับหน้าที่ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเหล่านี้ นำมาล้างทำความสะอาดและตากแห้งอย่างถูกวิธี แล้วนำมาส่งขายให้ท่านหมอในราคาที่เป็นธรรม ท่านหมอจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกายไปเสาะหาด้วยตนเอง เพียงรอรับของอยู่ที่ร้านก็พอ เช่นนี้จะดีหรือไม่เจ้าคะ?"
ข้อเสนอนี้ทำให้หมอหลี่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขาจ้องมองใบหน้าของสตรีตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ นางดูผอมบาง อ่อนแอ แต่แววตาคู่นั้นกลับฉายประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและสติปัญญาเกินวัย นี่ไม่ใช่คำพูดของหญิงชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แต่เป็นคำเจรจาของพ่อค้าผู้มองการณ์ไกล
การมีคนช่วยจัดหาสมุนไพรที่แปรรูปเบื้องต้นแล้ว ย่อมช่วยประหยัดเวลาและแรงงานของเขาไปได้มากโข อีกทั้งสตรีผู้นี้ยังมีความรู้ความเข้าใจในตัวยาเป็นอย่างดี ย่อมคัดเลือกสมุนไพรคุณภาพดีมาให้เขาได้อย่างแน่นอน
"ฮ่าๆๆๆ!" หมอหลี่หัวเราะออกมาเบาๆ "แม่นางช่างมีหัวคิดทางการค้านัก ข้อเสนอของเจ้าน่าสนใจมาก" เขาลูบเคราครุ่นคิด "เอาเช่นนี้แล้วกัน หากเจ้าสามารถจัดหาสมุนไพรที่ข้าต้องการมาให้ได้จริง โดยเฉพาะของป่าที่หายาก ข้าจะรับซื้อไว้ในราคาที่สูงกว่าที่พ่อค้าเร่รับซื้อครึ่งส่วน ตกลงหรือไม่?"
ราคาสูงกว่าครึ่งส่วน!
ดวงตาของซูเยว่เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที! นี่เป็นราคาที่ดีเกินคาดนัก แสดงว่าหมอหลี่เองก็เล็งเห็นถึงคุณค่าในแรงงานและความรู้ของนาง
"ตกลงเจ้าค่ะ!" นางตอบรับอย่างไม่ลังเล "ขอบคุณท่านหมอที่เมตตา บุญคุณนี้...ข้าซูเยว่จะจดจำไว้ในใจ"
นี่คือสัญญาการค้าฉบับแรกของนางในโลกใบนี้! คือเครือข่ายธุรกิจเส้นแรกที่นางสร้างขึ้นด้วยสติปัญญาของตนเอง!
เมื่อเจรจาธุรกิจเรียบร้อย หมอหลี่ก็หันกลับมาสนใจอาการของหลินต้าเฉียงอีกครั้ง เขาตรวจดูอาการบาดเจ็บอย่างละเอียดก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย "อาการหนักกว่าที่คิดนัก สมุนไพรพอกช่วยบรรเทาได้เพียงภายนอก แต่เส้นเอ็นและกระดูกภายในยังคงบอบช้ำ ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานพอสมควร"
ว่าแล้วเขาก็ล้วงเข้าไปในกล่องยาของตน หยิบตลับกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ออกมาส่งให้ซูเยว่ "ในนี้คือ 'ขี้ผึ้งสมานกระดูก' ของข้า แม้จะไม่ใช่ยาชั้นเลิศ แต่ก็ช่วยเร่งการฟื้นฟูเส้นเอ็นได้ดีกว่าการใช้ยาสมุนไพรสดเพียงอย่างเดียว ถือว่าข้ามอบให้เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เถิด"
ซูเยว่รับตลับยามาด้วยสองมือ ความรู้สึกขอบคุณเอ่อล้นขึ้นมาในใจ นางรู้ดีว่ายาขี้ผึ้งเช่นนี้ในร้านของหมอหลี่ต้องมีราคาไม่ต่ำกว่าหลายสิบอีแปะเป็นแน่ แต่วันนี้เขากลับมอบให้เปล่าๆ
"ขอบคุณท่านหมอหลี่ ขอบคุณท่านจริงๆ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"มิต้องเกรงใจ" หมอหลี่โบกมือ "ช่วยเหลือผู้คนคือหน้าที่ของหมอ เอาล่ะ ดึกมากแล้ว ข้าขอตัวก่อน พรุ่งนี้อย่าลืมเปลี่ยนยาพอกให้สามีเจ้าด้วยเล่า"
กล่าวจบหมอชราก็ลุกขึ้นหมุนกายเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นยาจางๆ และความหวังที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ภายในกระท่อมหลังน้อย
หลังจากส่งหมอหลี่แล้ว ซูเยว่กลับเข้ามานั่งลงข้างเตียง มองตลับยาในมือด้วยความรู้สึกซับซ้อน นี่คือบุญคุณที่ต้องทดแทน
หลินต้าเฉียงจ้องมองใบหน้าด้านข้างของภรรยาไม่วางตา ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งซาบซึ้ง ทึ่ง และภาคภูมิใจ "เยว่เหนียง...เจ้า..."
"ท่านพี่นอนพักเถิด" ซูเยว่หันมายิ้มให้เขา "เรามีหนทางแล้วนะ"
ใช่แล้ว...พวกเขามีหนทางแล้ว การขายสมุนไพรให้หมอหลี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี แต่นางรู้ดีว่ารายได้จากสมุนไพรเพียงอย่างเดียวมันเชื่องช้าเกินไป ไม่เพียงพอที่จะทำให้ครอบครัวเล็กๆ นี้หลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงพอที่จะทำให้เสี่ยวเป่าได้กินอิ่มท้อง และไม่เพียงพอที่จะบำรุงร่างกายของหลินต้าเฉียงให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม
สายตาของนางเหลือบไปมองขี้ผึ้งสมานกระดูกในมือ...ใช่แล้ว การรักษาต้องการการบำรุงจากภายใน! ไม่ใช่แค่ยา แต่เป็นอาหารบำรุงกำลังชั้นดี
พลัน...ในห้วงความทรงจำจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดของนาง ภาพของพืชหัวชนิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน มันคือ "ซานเย่า" หรือมันเทศป่าที่คนยุคปัจจุบันนิยมนำมาตุ๋นเป็นยาบำรุงกำลังชั้นเลิศ มันมักจะเติบโตอยู่ตามเชิงเขาที่ดินร่วนซุย...เหมือนกับพื้นที่ส่วนในของภูเขาชางหลาง!
ความคิดนี้ทำให้หัวใจของซูเยว่เต้นระรัวขึ้นมาทันที หากนางหามันพบ ไม่เพียงแต่หลินต้าเฉียงจะได้ยาบำรุงชั้นดี แต่นี่อาจเป็น "ขุมทรัพย์" ก้อนแรกที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของครอบครัวนางได้อย่างแท้จริง!
ความมุ่งมั่นฉายชัดขึ้นในดวงตาของนาง...พรุ่งนี้เช้า ไม่ว่าจะอันตรายเพียงใด นางจะต้องเข้าไปในส่วนลึกของภูเขาชางหลางเพื่อตามหามันให้พบ