ขุมทรัพย์ซานเย่า (มันเทศป่า)

แสงแรกแห่งรุ่งอรุณยังมิทันสาดส่องลอดผ่านขอบฟ้าทิศบูรพา ซูเยว่ก็พลันลืมตาขึ้นจากนิทราอันแสนสั้น ร่างกายที่ตรากตรำมาทั้งวันยังคงร่ำร้องเรียกหาการพักผ่อน ทว่าในใจของนางกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจนมิอาจข่มตาหลับต่อได้

นางขยับกายลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาที่สุด เพื่อมิให้รบกวนสองพ่อลูกที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงดินแข็งกระด้าง เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของหลินต้าเฉียงและหลินเสี่ยวเป่าเป็นดั่งเสียงดนตรีที่ปลอบประโลมจิตใจของนาง

เมื่อจัดการกับธุระส่วนตัวเรียบร้อย ซูเยว่จึงหยิบตะกร้าสานใบใหญ่ที่ยังว่างเปล่าและเสียมด้ามสั้นที่พิงไว้มุมกระท่อมขึ้นมา ในตะกร้ามีเพียงผ้าห่อหมั่นโถวแข็งๆ หนึ่งก้อนกับกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำดื่มจนเต็ม ความตั้งใจของนางฉายชัดผ่านแววตา...วันนี้ นางจะเดิมพันทุกอย่างกับภูเขาชางหลาง

“เยว่เหนียง...เจ้าจะไปที่ใดแต่เช้ามืด?” เสียงแหบพร่าของหลินต้าเฉียงดังขึ้นจากข้างหลัง ทำลายความเงียบสงบในกระท่อม ซูเยว่หันกลับไปก็พบว่าเขากำลังพยุงกายลุกขึ้นนั่ง จ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล

“ข้าจะเข้าป่าไปหาของป่าเพิ่มเติมสักหน่อย” นางตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา พยายามทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “ท่านพี่นอนพักต่อเถิด ร่างกายของท่านยังต้องการการพักฟื้น”

“เข้าป่ารึ?” หลินต้าเฉียงขมวดคิ้วแน่น “แต่เมื่อวานเจ้าเพิ่ง...อีกอย่าง การเข้าไปในส่วนลึกของภูเขาชางหลางมันอันตรายเกินไป แม้แต่พรานที่ชำนาญที่สุดยังไม่กล้าเข้าไปตามลำพัง” คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงจับใจ

ซูเยว่เดินกลับไปนั่งลงที่ขอบเตียง ยื่นมือไปกุมมือใหญ่ที่หยาบกร้านของเขาไว้ “ท่านพี่วางใจเถิด ข้ารู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควร ข้าเพียงจะไปแถวชายป่าชั้นในเท่านั้น ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตแดนของสัตว์ร้าย” นางกล่าวพลางเหลือบมองตลับขี้ผึ้งที่วางอยู่หัวเตียง “ยาของหมอหลี่ช่วยได้เพียงภายนอก แต่ร่างกายของท่านต้องการการบำรุงจากภายในอย่างเร่งด่วน ข้า...มีความจำเป็นต้องเสี่ยง”

สายตาที่แน่วแน่และน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวของภรรยาทำให้หลินต้าเฉียงพูดไม่ออก เขารู้ดีว่านางทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เพื่อเขาและลูกชาย ความรู้สึกอัดอั้นและไร้ค่าถาโถมเข้าใส่หัวใจของบุรุษผู้เคยเป็นเสาหลัก ทว่าบัดนี้กลับทำได้เพียงนอนมองดูภรรยาตัวเล็กๆ ออกไปเผชิญภยันตรายแทนตน

“เช่นนั้น...จงระวังตัวให้มาก” ในที่สุดเขาก็เค้นคำพูดออกมาได้ “หากมีสิ่งใดผิดปกติ ให้รีบกลับออกมาทันที อย่าได้ฝืน”

“ข้ารับปาก” ซูเยว่พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันไปลูบศีรษะเล็กๆ ของหลินเสี่ยวเป่าที่ยังคงหลับใหลอย่างน่าเอ็นดู “รอแม่กลับมานะ เสี่ยวเป่า”

นางสูดลมหายใจเข้าลึก สะพายตะกร้าขึ้นหลัง และก้าวออกจากกระท่อมไปสู่ความมืดสลัวของยามเช้าตรู่ ทิ้งความกังวลของสามีไว้เบื้องหลัง และแบกความหวังของทั้งครอบครัวไว้บนบ่าของตนเอง

เส้นทางสู่ภูเขาชางหลางนั้นคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไป บรรยากาศรอบกายก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ป่าโปร่งแถบชายเขากลายเป็นดงไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงตะวันจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า อากาศเย็นยะเยียบและชื้นแฉะขึ้นอย่างรู้สึกได้ เสียงนกและแมลงที่เคยได้ยินกลับเงียบหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านยอดไม้และเสียงใบไม้แห้งที่ดังกรอบแกรบอยู่ไกลๆ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด

ซูเยว่เพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นทวีคูณ ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความรอบคอบ สองหูคอยเงี่ยฟังเสียงผิดปกติ สองตาคอยสอดส่ายมองหาร่องรอยของสัตว์ป่า ความทรงจำจากชาติก่อนเตือนนางว่า ในป่าลึกเช่นนี้ อันตรายสามารถปรากฏขึ้นได้จากทุกทิศทุกทาง

นางเดินตามความทรงจำที่เลือนรางเกี่ยวกับนิเวศวิทยาของพืชที่นางกำลังตามหา ‘ซานเย่า’ หรือมันเทศป่า มักเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ใกล้กับแหล่งน้ำซับที่ไม่แฉะจนเกินไป นางจึงเบนทิศทางเดินเลียบไปตามแนวลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลรินลงมาจากที่สูง

เวลาผ่านไปนานนับชั่วยาม ดวงตะวันเริ่มลอยสูงขึ้น แต่แสงสว่างกลับส่องลงมาถึงพื้นดินได้เพียงรำไร ซูเยว่เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและท้อแท้ นางหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ หยิบหมั่นโถวแข็งๆ ออกมากัดกินพร้อมกับดื่มน้ำจากกระบอกไม้ไผ่เพื่อเรียกพละกำลัง ความคิดที่จะยอมแพ้และหันหลังกลับผุดขึ้นมาในใจ...บางทีนางอาจจะคิดผิด บางทีขุมทรัพย์ที่นางวาดฝันไว้อาจไม่มีอยู่จริง

ทว่าเมื่อภาพใบหน้าซีดเซียวของหลินต้าเฉียงและร่างกายผอมแห้งของหลินเสี่ยวเป่าปรากฏขึ้นในมโนภาพ ความมุ่งมั่นของนางก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง! ไม่ได้! นางจะยอมแพ้ไม่ได้!

หลังจากพักจนหายเหนื่อย นางก็ออกเดินตามหาต่อไป คราวนี้สายตาของนางกวาดมองอย่างละเอียดลออยิ่งขึ้น มองหาลักษณะของเถาวัลย์และใบไม้ที่คุ้นเคยในความทรงจำ

และแล้ว...ในขณะที่นางกำลังจะก้าวข้ามพุ่มไม้เตี้ยๆ พุ่มหนึ่ง สายตาของนางก็พลันสะดุดเข้ากับเถาวัลย์สีเขียวเข้มที่เลื้อยพันอยู่กับลำต้นของไม้พุ่มชนิดหนึ่ง ใบของมันมีรูปทรงคล้ายหัวใจสามแฉก...ลักษณะที่ตรงกับภาพในความทรงจำของนางทุกประการ!

หัวใจของซูเยว่เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก นางรีบทรุดตัวลงนั่ง ค่อยๆ ใช้มือแหวกพงหญ้าที่รกชัฏบริเวณโคนเถาวัลย์ออกอย่างตื่นเต้น นิ้วของนางสัมผัสได้ถึงพื้นดินที่ร่วนซุยและเย็นชื้น นางไม่รอช้า รีบหยิบเสียมด้ามสั้นออกมา แล้วเริ่มขุดลงไปอย่างระมัดระวัง

ทันใดนั้นเอง ขณะที่นางกำลังง่วนอยู่กับการค้นพบครั้งสำคัญ กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ก็ลอยมาตามลม เมื่อหันไปตามทิศทางของกลิ่น นางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความยินดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ไกลจากจุดที่นางอยู่นัก มีเถาไม้เลื้อยอีกชนิดหนึ่งที่ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ สีขาวอมเหลืองอร่ามตา...นั่นคือ ‘จินอิ๋นฮวา’ หรือดอกสายน้ำผึ้ง สมุนไพรล้ำค่าอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณช่วยลดไข้และขับพิษ!

สวรรค์! นี่สวรรค์ทรงโปรดนางอย่างแท้จริง! วันนี้นางไม่เพียงแต่จะพบขุมทรัพย์ชิ้นเดียว แต่กลับพบถึงสองชิ้นในคราวเดียวกัน!

ซูเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นเต้นดีใจที่พลุ่งพล่าน นางรู้ดีว่านี่เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น งานที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก คุณค่าของซานเย่าอยู่ที่รากหัวที่สมบูรณ์ หากขุดอย่างไม่ระวังจนรากหักหรือเสียหาย ราคาของมันจะลดลงไปกว่าครึ่ง

นางเริ่มลงมืออย่างใจเย็นและพิถีพิถันที่สุด นางไม่ได้ขุดจ้วงลงไปตรงๆ แต่เริ่มขุดเป็นวงกว้างรอบๆ โคนเถาวัลย์ ค่อยๆ ตักดินที่ร่วนซุยออกทีละน้อย เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดพรายขึ้นบนหน้าผากและปลายจมูกของนาง แต่สมาธิทั้งหมดของนางจดจ่ออยู่กับงานในมือ

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...จากเช้าจรดเที่ยง จากเที่ยงคล้อยสู่บ่าย ซูเยว่ขุดดินลงไปลึกขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดปลายเสียมของนางก็สัมผัสเข้ากับบางสิ่งที่แข็งและทอดยาวอยู่ใต้ดิน นางเปลี่ยนจากเสียมมาใช้สองมือค่อยๆ โกยดินออก เผยให้เห็นผิวสีน้ำตาลอ่อนของรากหัวขนาดใหญ่ที่ทอดตัวลึกลงไปในผืนดิน

นางใช้ความพยายามอยู่นานนับเค่อ กว่าจะสามารถขุดและงัดรากซานเย่าหัวแรกขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ มันเป็นรากที่ยาวเกือบสองฉื่อ อวบอ้วนและไม่มีร่องรอยแตกหักแม้แต่น้อย!

ความสำเร็จครั้งแรกจุดประกายให้นางมีเรี่ยวแรงมหาศาล นางไม่หยุดพัก รีบลงมือขุดหาหัวต่อไปในบริเวณใกล้เคียงซึ่งมีเถาซานเย่าขึ้นอยู่อีกหลายเถา นางทำงานแข่งกับเวลาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งตะกร้าสานใบใหญ่ที่เคยว่างเปล่า บัดนี้อัดแน่นไปด้วยรากซานเย่าสีน้ำตาลอ่อนเกือบสิบหัว และยังมีดอกจินอิ๋นฮวาที่เก็บมาได้อีกหนึ่งห่อผ้าใหญ่

เมื่อมองดูผลงานของตนเอง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็พลันมลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงความภาคภูมิใจและความหวังที่สว่างไสว แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง บอกให้รู้ว่าเวลาได้ล่วงเลยมามากแล้ว นางจึงตัดสินใจว่าควรแก่เวลาที่จะต้องเดินทางกลับ

ซูเยว่จัดแจงสัมภาระ สะพายตะกร้าที่หนักอึ้งขึ้นบ่าอย่างทุลักทุเล น้ำหนักของมันทำให้ร่างเล็กๆ ของนางโซเซไปเล็กน้อย แต่น้ำหนักนี้คือน้ำหนักแห่งอนาคตของครอบครัว นางจึงกัดฟันสู้และเริ่มออกเดินตามเส้นทางเดิมเพื่อกลับสู่กระท่อม

ทว่า...ขณะที่นางกำลังเดินฝ่าดงไม้ทึบซึ่งบัดนี้เริ่มมืดครึ้มลงตามเงาของหุบเขา เสียงรอบกายที่เคยเงียบสงบก็พลันเปลี่ยนไป ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมทุกอณูอากาศ

ทันใดนั้นเอง! เสียงคำรามต่ำลึกและดุดันเสียงหนึ่งก็ดังกระหึ่มขึ้นจากพงไม้ทึบเบื้องหน้าไม่ไกลนัก!

เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า ราวกับเจ้าของเสียงกำลังประกาศอาณาเขตของตน ซูเยว่พลันแข็งทื่อไปทั้งร่าง ขนทั่วกายลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย สองเท้าของนางหยุดชะงักอยู่กับที่ราวกับถูกตรึงด้วยตะปูที่มองไม่เห็น สายตาจ้องเขม็งเข้าไปในเงามืดเบื้องหน้า...หัวใจของนางร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นเยียบลงในบัดดล