แผนการค้าน้ำแกง
สรรพสำเนียงในพงไพรพลันเงียบสงัดลงในบัดดล เหลือเพียงเสียงคำรามต่ำลึกที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของซูเยว่ สองขานางชาวาบดุจถูกแช่แข็ง ร่างกายแข็งทื่อไม่อาจขยับเขยื้อน สัญชาตญาณกรีดร้องบอกถึงภยันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากเงามืดเบื้องหน้า
ในสมองของนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนที่ความทรงจำจากชาติภพก่อนจะฉายวาบขึ้นมา ภูเขาชางหลาง...ภูเขาหมาป่าคราม! สัตว์ร้ายที่น่าจะพบเจอที่สุดก็คือหมาป่า!
นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความหวาดกลัวที่เย็นเยียบจนแทบจับขั้วหัวใจ การวิ่งหนีในตอนนี้มีแต่จะกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าของมันให้ไล่ตาม นางไม่มีทางวิ่งเร็วกว่าสี่ขาของเจ้าป่าได้อย่างแน่นอน ทางรอดเดียวคือต้องเผชิญหน้า!
ซูเยว่ค่อยๆ วางตะกร้าสานที่หนักอึ้งลงกับพื้นอย่างเชื่องช้าที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง มือข้างหนึ่งกำด้ามพร้าที่เหน็บไว้ข้างเอวจนข้อนิ้วขาวซีด ส่วนอีกข้างคว้าท่อนไม้ขนาดเหมาะมือที่ตกอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาถือไว้มั่น นางยืดตัวตรงพยายามทำให้ตัวเองดูตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง จ้องเขม็งเข้าไปในพงไม้ทึบนั้นอย่างไม่ลดละ
เงาตะคุ่มหนึ่งค่อยๆ แยกตัวออกจากความมืด ปรากฏเป็นร่างของหมาป่าสีเทาตัวใหญ่ ดวงตาสีอำพันคู่หนึ่งทอประกายดุร้ายและหิวกระหายในยามโพล้เพล้ มันแยกเขี้ยวขาววับ ขู่คำรามในลำคออีกครั้ง เดินย่างสามขุมเข้ามาอย่างเชื่องช้า ประเมินเหยื่อเบื้องหน้า
วินาทีนั้น ซูเยว่พลันนึกถึงดอกจินอิ๋นฮวาในห่อผ้าของนาง! พืชบางชนิดมีกลิ่นที่สัตว์ป่าไม่พึงประสงค์ แม้จะไม่แน่ใจเต็มร้อยว่ามันจะได้ผลกับหมาป่าหรือไม่ แต่นี่คือความหวังเดียวของนางในยามนี้
นางตัดสินใจเสี่ยง! รวบรวมกำลังทั้งหมดตะโกนสุดเสียงพร้อมกับเหวี่ยงท่อนไม้ในมือสุดแรงเกิดไปยังทิศทางด้านข้างของเจ้าหมาป่า
"ไปให้พ้น!"
เสียงของนางแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวจนถึงที่สุด ท่อนไม้กระทบกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างดัง "ปัง!" พร้อมกันนั้นเอง หมาป่าตัวนั้นก็สะดุ้งถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างตื่นตกใจ มันอาจไม่คาดคิดว่าเหยื่อที่ดูบอบบางจะกล้าตอบโต้ ซ้ำยังไม่วิ่งหนี
ซูเยว่ไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย นางรีบฉวยห่อผ้าที่ใส่ดอกจินอิ๋นฮวาออกมา แล้วขว้างมันลงบนพื้นเบื้องหน้าระหว่างนางกับเจ้าหมาป่า กลิ่นหอมเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้พลันฟุ้งกระจายไปในอากาศ
เจ้าหมาป่าชะงักงัน มันขยับจมูกฟุดฟิด สูดกลิ่นแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นเคยเข้าไป ก่อนจะทำเสียงเหมือนจามเบาๆ แล้วถอยหลังไปอีกสองสามก้าว ดวงตาสีอำพันคู่นั้นมองมาที่นางอย่างลังเล มันอาจไม่ชอบกลิ่นนี้ หรืออาจประเมินแล้วว่าการต่อสู้กับเหยื่อที่กล้าหาญเช่นนี้อาจไม่คุ้มค่ากับบาดแผลที่จะได้รับ
ในที่สุด หลังจากจ้องมองนางอยู่อีกชั่วอึดใจหนึ่ง เจ้าป่าแห่งขุนเขาก็ตัดสินใจหันหลังกลับ แล้วร่างสีเทาของมันก็ค่อยๆ กลืนหายเข้าไปในเงามืดของพงไพรอย่างไร้ร่องรอย
ซูเยว่ทรุดฮวบลงกับพื้น ทั่วร่างอ่อนแรงราวกับสูญสิ้นเรี่ยวแรงทั้งหมดในพริบตา เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลัง นางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง หัวใจยังคงเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เมื่อแน่ใจว่าตนเองปลอดภัยแล้วจริงๆ นางจึงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น เก็บสัมภาระทั้งหมดแล้วออกเดินอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางไม่กล้าหันกลับไปมองเบื้องหลังอีกเลย
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมซอมซ่อ แสงตะเกียงน้ำมันดวงน้อยที่ส่องสว่างลอดออกมาทางช่องหน้าต่างเปรียบประดุจแสงแห่งสวรรค์ หลินต้าเฉียงและเสี่ยวเป่ากำลังนั่งรออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าวิตกกังวลอย่างยิ่ง
"ท่านแม่กลับมาแล้ว!" เสี่ยวเป่าเป็นคนแรกที่เห็นนาง เขาวิ่งถลาเข้ามากอดขานางไว้แน่น
"เยว่เหนียง เหตุใดเจ้าจึงกลับมาค่ำมืดถึงเพียงนี้ ข้าเป็นห่วงแทบแย่" หลินต้าเฉียงรีบเดินเข้ามาช่วยประคองตะกร้าลงจากบ่านาง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโล่งอกระคนห่วงใย
ซูเยว่เพียงยิ้มบางๆ แล้วลูบศีรษะลูกชาย "ไม่มีอะไร ข้าแค่เพลินกับการหาของป่าไปหน่อย" นางไม่คิดจะเล่าเรื่องน่าหวาดเสียวที่เพิ่งประสบมาให้คนทั้งสองต้องตกใจ
หลังจากจัดการล้างหน้าล้างตาและกินอาหารเย็นที่ทำจากธัญพืชหยาบและผักป่าต้มง่ายๆ แล้ว ซูเยว่ก็นำซานเย่าที่หามาได้ทั้งหมดออกมาวางเรียงบนพื้นดินภายในกระท่อม
หลินต้าเฉียงมองกองรากไม้อวบอ้วนเบื้องหน้าด้วยแววตาตื่นเต้น "เยว่เหนียง นี่คือซานเย่ามิใช่หรือ? ได้มามากมายถึงเพียงนี้! หากนำไปขายที่ตลาดพรุ่งนี้เช้า พวกเราคงพอจะมีเงินซื้อข้าวสารขาวได้บ้าง"
ซูเยว่ส่ายหน้าช้าๆ "พี่ต้าเฉียง ท่านคิดดูสิ ซานเย่าแม้จะเป็นของดี แต่ก็เป็นของที่พบได้ทั่วไปในป่า ชาวบ้านคนอื่นก็อาจหามาขายได้เช่นกัน หากเรานำไปขายสดๆ เช่นนี้ พ่อค้าในตลาดจะต้องกดราคาจนแทบไม่เหลืออะไรแน่"
"แล้ว...แล้วพวกเราจะทำอย่างไรเล่า?" หลินต้าเฉียงขมวดคิ้ว เขาเป็นเพียงพรานป่าซื่อๆ เรื่องการค้าขายนั้นเขาไม่ถนัดเลยสักนิด
ดวงตาของซูเยว่ทอประกายแห่งความหลักแหลมขึ้นมาวูบหนึ่ง นางชี้ไปยังกองซานเย่าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราจะไม่ขายวัตถุดิบ แต่เราจะขาย 'คุณค่า' ของมัน"
"คุณค่า?" สามีของนางทวนคำอย่างไม่เข้าใจ
"ถูกต้อง" ซูเยว่ยิ้ม "ข้ามีแผนการหนึ่ง แทนที่จะขายซานเย่าราคาถูก เราจะนำมันมาแปรรูปทำเป็น 'น้ำแกงตุ๋นซานเย่าบำรุงกำลัง' แล้วนำไปขายที่ตลาดเช้าในตำบลไป๋ลู่"
ความคิดนี้ช่างแปลกใหม่สำหรับหลินต้าเฉียงนัก ขายน้ำแกงในตลาด? เขาไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน
ซูเยว่อธิบายต่อ "ซานเย่ามีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร หากเรานำมาตุ๋นเป็นน้ำแกงรสเลิศ คนที่ทำงานหนักใช้แรงงานในตอนเช้า หรือคนที่ต้องการบำรุงร่างกายย่อมต้องสนใจเป็นแน่ น้ำแกงร้อนๆ สักถ้วยในยามเช้าที่อากาศยังเย็นอยู่ ย่อมขายได้ราคาดีกว่าซานเย่าดิบๆ หลายเท่าตัวนัก!"
เมื่อได้ฟังคำอธิบายที่เปี่ยมด้วยหลักการของภรรยา ความลังเลในใจของหลินต้าเฉียงก็ค่อยๆ มลายไป เขามองนางด้วยความทึ่งในสติปัญญาอีกครั้ง "เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! แล้ว...แล้วเจ้าต้องการให้ข้าช่วยอะไรบ้าง?"
"ข้าต้องการฟืนจำนวนมาก" ซูเยว่กล่าว "น้ำแกงที่ดีต้องใช้เวลาเคี่ยวนานหลายชั่วยามเพื่อให้รสชาติและสรรพคุณของซานเย่าออกมาอย่างเต็มที่ เราต้องเริ่มเตรียมการตั้งแต่คืนนี้ เพื่อให้ทันขายในตลาดเช้าพรุ่งนี้"
"ได้! เรื่องฟืนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า!" หลินต้าเฉียงรับคำอย่างแข็งขัน แม้ขาจะยังเจ็บอยู่ แต่การหาฟืนรอบๆ กระท่อมนั้นเป็นสิ่งที่เขายังพอทำได้ การได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของภรรยาทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่นานนัก กองฟืนขนาดใหญ่ก็ถูกรวบรวมมากองไว้ข้างเตาดิน ซูเยว่ลงมือล้างทำความสะอาดซานเย่าอย่างคล่องแคล่ว นางปอกเปลือกสีน้ำตาลอ่อนออก เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลเหนียวหนืด ก่อนจะหั่นมันเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่ลงในหม้อดินเผาใบใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขามี เติมน้ำจนเกือบเต็ม ปิดฝา แล้วยกขึ้นตั้งบนเตาไฟ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ภายในกระท่อมเล็กๆ มีเพียงเสียงฟืนในเตาที่แตกเปรี๊ยะเบาๆ และเสียงน้ำในหม้อที่เริ่มเดือดปุดๆ ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของซานเย่าที่ถูกเคี่ยวจนได้ที่ก็เริ่มลอยอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อม มันเป็นกลิ่นที่หอมละมุน ชวนให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย
กลิ่นหอมนั้นรุนแรงจนปลุกเจ้าตัวเล็กที่หลับใหลอยู่บนเตียงฟางให้ตื่นขึ้นมา หลินเสี่ยวเป่าขยี้ตาแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง จมูกน้อยๆ ของเขาสูดฟุดฟิดไปมาตามกลิ่นหอมนั้น "ท่านแม่...กลิ่นอันใดหรือขอรับ? หอมเหลือเกิน" เด็กน้อยกล่าวพลางลูบท้องตัวเอง น้ำลายใสๆ เริ่มเอ่อขึ้นที่มุมปาก
ซูเยว่หันไปมองลูกชายด้วยรอยยิ้มเอ็นดู นางเดินไปตักน้ำแกงที่เคี่ยวจนข้นขาวราวกับน้ำนมขึ้นมาถ้วยหนึ่ง เป่าเบาๆ จนไอความร้อนจางลง แล้วจึงยื่นให้ลูกชาย "มานี่สิเสี่ยวเป่า ลองชิมดู นี่คือของดีที่จะทำให้เจ้าแข็งแรง"
จากนั้นนางก็ตักอีกถ้วยส่งให้สามีที่นั่งเติมฟืนอยู่ข้างเตา "พี่ต้าเฉียง ท่านก็ลองชิมดู ทำงานมาทั้งวันต้องบำรุงร่างกายเสียหน่อย"
สองพ่อลูกรับถ้วยน้ำแกงมาถือไว้ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นระคนซาบซึ้งใจ หลินต้าเฉียงยกขึ้นจิบก่อน คำแรกที่น้ำแกงอุ่นๆ สัมผัสลิ้น ความหวานละมุนจากธรรมชาติของซานเย่าก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก รสชาติกลมกล่อมอย่างที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน เมื่อกลืนลงไป ความอบอุ่นก็แล่นปราดไปทั่วร่าง ขับไล่ความเหนื่อยล้าออกไปจนสิ้น
"อร่อย! อร่อยเหลือเกิน!" เสี่ยวเป่าร้องออกมาอย่างมีความสุขหลังจากซดน้ำแกงเข้าไปอึกใหญ่ แก้มตอบๆ ของเขาแดงระเรื่อขึ้นทันที
ซูเยว่มองภาพสองพ่อลูกกำลังกินน้ำแกงอย่างเอร็ดอร่อย ในใจก็เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง นี่ไม่ใช่น้ำแกงธรรมดา แต่มันคือน้ำแกงแห่งอนาคตของครอบครัวพวกเขา
นางหันกลับไปมองหม้อดินเผาใบใหญ่ที่ยังคงส่งไอร้อนและกลิ่นหอมกรุ่นออกมาไม่ขาดสาย ท้องฟ้านอกหน้าต่างยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงดาวระยิบระยับประปราย แต่ที่ขอบฟ้าไกลลิบทางทิศตะวันออก เริ่มปรากฏแสงสีนวลจางๆ ของรุ่งอรุณขึ้นมาให้เห็นรำไรแล้ว
น้ำแกงพร้อมแล้ว แผนการก็พร้อมแล้ว ทว่า...เมื่อมองไปยังเส้นทางมืดมิดนอกกระท่อมที่ทอดยาวไปยังตำบลไป๋ลู่อันไกลโพ้น ซูเยว่ก็ตระหนักได้ว่า การต่อสู้ที่แท้จริง...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น