ก้าวแรกสู่ตำบลไป๋ลู่
แสงดาวสุดท้ายบนฟากฟ้าค่อยๆ เลือนจางไปกับม่านราตรีที่กำลังจะคลี่คลาย ลมยามรุ่งอรุณพัดโชยมาพร้อมกับไอเย็นยะเยียบแทรกซอนผ่านรอยแตกของกระท่อมซอมซ่อ แต่ภายในกลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความหวังจากไอน้ำแกงที่ยังคงลอยกรุ่น
ภายหลังจากที่สองพ่อลูกได้ลิ้มรสน้ำแกงซานเย่าถ้วยแรกแห่งชีวิต ซูเยว่มิได้ปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในความยินดีนานเกินไปนัก นางรีบจัดแจงทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว ประหนึ่งแม่ทัพผู้กำลังเตรียมไพร่พลออกสู่สมรภูมิที่มองไม่เห็น
"พี่ต้าเฉียง เราต้องรีบไปกันแล้ว หากช้ากว่านี้จะไม่ได้ทำเลดีๆ ในตลาด" ซูเยว่กล่าวขณะที่นำผ้าขี้ริ้วเก่าๆ หลายผืนมาพันรอบหม้อดินเผาใบใหญ่เพื่อกักเก็บความร้อนเอาไว้
หลินต้าเฉียงพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน แม้ใบหน้าจะยังคงซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน แต่ดวงตาของเขากลับทอประกายแห่งความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้ดีว่าน้ำแกงในหม้อใบนี้คืออนาคตของครอบครัว คือความหวังที่จะทำให้ภรรยาและลูกชายได้กินอิ่มนอนอุ่น เขาพยุงร่างลุกขึ้นยืน คว้าไม้เท้าที่ทำจากกิ่งไม้เนื้อแข็งมาค้ำยันกายไว้อย่างมั่นคง
ซูเยว่และหลินต้าเฉียงช่วยกันนำไม้คานที่เตรียมไว้สอดเข้ากับหูของหม้อดินเผาที่นางใช้เชือกป่านมัดไว้อย่างแน่นหนา เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ ทั้งสองก็ช่วยกันยกมันขึ้นบ่า
"อึ่ก!"
น้ำหนักของหม้อดินเผาที่เต็มไปด้วยน้ำแกงร้อนๆ ถ่วงลงบนบ่าของคนทั้งสองราวกับภูเขาขนาดย่อม ซูเยว่ซึ่งร่างกายยังไม่คุ้นชินกับงานหนักถึงกับเซถลาไปเล็กน้อย แต่นางก็กัดฟันยืนหยัดไว้ได้ทันท่วงที นางเหลือบมองสามีด้วยความเป็นห่วง ขาข้างนั้นของเขายังคงบาดเจ็บสาหัส การต้องแบกของหนักและเดินเป็นระยะทางไกลเช่นนี้ย่อมสร้างภาระให้แก่เขาอย่างมหาศาล
"ท่านไหวหรือไม่? ให้ข้าหาบคนเดียวดีกว่า"
หลินต้าเฉียงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ข้าเป็นบุรุษ เรื่องเพียงเท่านี้ไฉนเลยจะทำไม่ได้ เจ้าเป็นสตรีต่างหากที่ต้องลำบาก" เขากล่าวพลางขยับไม้คานบนบ่าให้เข้าที่ "ไปกันเถอะ อย่าให้ความตั้งใจของเจ้าต้องสูญเปล่าเลย"
ซูเยว่มองลึกเข้าไปในดวงตาที่ซื่อตรงของเขา นางไม่กล่าวอะไรอีก ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วจึงค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากกระท่อมหลังน้อย โดยมีหลินต้าเฉียงก้าวตามมาอย่างทุลักทุเลแต่หนักแน่น
เส้นทางสู่ตำบลไป๋ลู่นั้นมิได้ราบเรียบ ยามนี้ยังคงมืดมิด มีเพียงแสงจางๆ ของรุ่งอรุณที่ขอบฟ้าเป็นเครื่องนำทาง พื้นดินขรุขระเต็มไปด้วยก้อนหินและหลุมบ่อ ทุกย่างก้าวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องประคองหม้อน้ำแกงที่กระฉอกไหวไปมาอยู่บนบ่า
ระยะทางกว่าห้าลี้ช่างยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดิน เสียงหอบหายใจของคนทั้งสอง และเสียงไม้เท้าของหลินต้าเฉียงที่กระทบพื้นเป็นจังหวะดังประสานกันในความเงียบสงัดของยามเช้าตรู่ ซูเยว่สัมผัสได้ถึงหยาดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาตามไรผมและแผ่นหลัง แม้ลมจะยังคงหนาวเหน็บ แต่นางกลับรู้สึกร้อนไปทั้งกายเพราะความเหนื่อยล้า
นางลอบชำเลืองมองสามีเป็นระยะ เห็นเขาขบกรามแน่น หน้าผากมีเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายขึ้นเต็มไปหมด ทุกครั้งที่ก้าวขาข้างที่เจ็บลงบนพื้น สีหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แต่กระนั้นเขาก็มิได้ปริปากบ่นหรือร้องขอให้หยุดพักเลยแม้แต่คำเดียว ภาพนั้นทำให้หัวใจของซูเยว่ทั้งรู้สึกปวดร้าวและซาบซึ้งใจไปพร้อมกัน
ในที่สุด เมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องจับขอบฟ้าจนเป็นสีทองอร่าม เงาของกำแพงดินและหลังคาของตำบลไป๋ลู่ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของคนทั้งสอง
ตลาดเช้าของตำบลไป๋ลู่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นแล้ว เสียงพูดคุยจอแจของผู้คน เสียงต่อรองราคาสินค้า และกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของตลาดสด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดิน กลิ่นผักสด หรือกลิ่นซาลาเปานึ่งร้อนๆ ลอยมาปะทะจมูก ทำให้ซูเยว่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่า...ความตื่นเต้นนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อพวกเขาลองเดินหาทำเลสำหรับตั้งแผง ก็พบว่าพื้นที่ดีๆ บริเวณหน้าตลาดและใจกลางตลาดล้วนถูกจับจองไปจนหมดสิ้นแล้ว พ่อค้าแม่ค้าต่างจัดแผงของตนอย่างเป็นระเบียบ บ้างก็มีรถเข็น บ้างก็มีผ้าปู บ้างก็มีโต๊ะไม้ตัวยาววางสินค้าละลานตา เมื่อเทียบกับพวกเขาที่มีเพียงหม้อดินเผาเก่าคร่ำคร่าใบเดียวแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
"พี่หญิง พี่ชาย พวกท่านมาสายเกินไปแล้ว ด้านหน้าไม่มีที่ว่างแล้วล่ะ ลองไปดูท้ายตลาดนู่น บางทีอาจจะยังมีที่เหลืออยู่บ้าง" แม่ค้าขายผักนางหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสองสามีภรรยาเดินด้อมๆ มองๆ อยู่
ซูเยว่กล่าวขอบคุณแล้วจึงพยุงหลินต้าเฉียงเดินลึกเข้าไปยังท้ายตลาด ที่นั่นเป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก ส่วนใหญ่เป็นเพียงชาวบ้านจากหมู่บ้านห่างไกลที่นำของป่าหรือพืชผักเล็กๆ น้อยๆ มาวางขายกับพื้น บรรยากาศดูเงียบเหงากว่าด้านหน้าหลายส่วน
ในที่สุด พวกเขาก็พบมุมเล็กๆ ข้างกำแพงดินที่ยังว่างอยู่ ซูเยว่และหลินต้าเฉียงค่อยๆ วางหม้อดินเผาลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง เมื่อภาระหนักบนบ่าถูกปลดเปลื้องออกไป ทั้งสองก็แทบจะทรุดลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนล้า หลินต้าเฉียงรีบนวดเฟ้นขาข้างที่เจ็บปวดของตนทันที ส่วนซูเยว่ก็หยิบถ้วยกระเบื้องเก่าๆ สองสามใบที่พกติดตัวมาจัดเรียงไว้ข้างหม้อ เป็นอันเสร็จสิ้นการตั้งแผงลอยของพวกเขา
ซูเยว่เปิดฝาหม้อออกเล็กน้อย ไอร้อนสีขาวขุ่นพร้อมกับกลิ่นหอมละมุนของน้ำแกงซานเย่าก็พลุ่งพล่านออกมาทันที กลิ่นหอมนี้โดดเด่นและแตกต่างจากกลิ่นอาหารอื่นๆ ในตลาด ทำเอาผู้คนที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้นสองสามคนถึงกับหันมามอง
ทว่า...เมื่อสายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังต้นตอของกลิ่น ก็ต้องพบกับภาพของสองสามีภรรยาในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่เก่าและซีดจาง นั่งอยู่กับพื้นข้างหม้อดินเผาใบเขื่องที่ดูบิ่นและมีรอยร้าวไปทั่วตัวหม้อ รอยยิ้มที่กำลังจะผุดขึ้นบนใบหน้าของพวกเขาพลันแข็งค้างไปทันที
แววตาที่มองมาเปลี่ยนจากความสนใจใคร่รู้เป็นความดูแคลนและไม่เชื่อถือระคนกัน บางคนส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี บางคนถึงกับกระซิบกระซาบกับเพื่อนที่มาด้วยกัน "ดูสิ ของในหม้อเก่าๆ แบบนั้นจะกินได้หรือ?" "เสื้อผ้าก็ซอมซ่อ คงเป็นพวกสิ้นไร้ไม้ตอก คิดจะเอาอะไรมาหลอกขายก็ไม่รู้"
คำพูดเหล่านั้นแม้จะแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่ซูเยว่จะได้ยิน มันทิ่มแทงเข้ามาในใจราวกับเข็มเล่มเล็กๆ นางกำมือแน่น พยายามข่มความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ดวงตะวันลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลาดเริ่มคึกคักจอแจถึงขีดสุด เสียงผู้คนดังเซ็งแซ่ แต่รอบๆ แผงของซูเยว่กลับเงียบสงัดราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง แม้จะมีคนเดินผ่านมาแล้วผ่านมาเล่า แต่ก็ไม่มีผู้ใดหยุดดูหรือเอ่ยปากถามไถ่แม้แต่คนเดียว พวกเขาทำเพียงชำเลืองมองด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วเดินผ่านไปราวกับว่าหม้อน้ำแกงของนางไม่มีตัวตน
ความหวังที่เคยเปี่ยมล้นในตอนเช้าตรู่เริ่มริบหรี่ลงทีละน้อย ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน ซูเยว่มองไปยังน้ำแกงในหม้อที่ค่อยๆ เย็นลง มองไปยังใบหน้าที่อ่อนล้าและเริ่มปรากฏแววผิดหวังของหลินต้าเฉียง แล้วมองไปยังผู้คนที่เดินขวักไขว่โดยไม่เหลียวแล... นี่หรือคือบททดสอบแรกที่นางต้องเผชิญ? ความพยายามทั้งหมดของพวกเขา... กำลังจะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นเช่นนั้นหรือ?