ทะลุมิติมาเป็นว่าที่ภรรยาวีรชน (ที่อยากเป็นแม่ม่าย)

ความเจ็บปวดราวกับศีรษะจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ ปลุกสติของไป๋ลู่ให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิดอันยาวนาน กลิ่นดินชื้นแฉะและไอมวลอากาศอับทึบปะทะเข้าจมูกอย่างจัง ก่อนที่เสียงทะเลาะวิวาทอันแหลมเล็กจะเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท

“พี่สะใภ่ใหญ่ไป๋! ท่านก็พูดเกินไปแล้ว! ยุคสมัยนี้ใครเขายังจะเรียกค่าสินสอดเป็นเงินสดร้อยหยวนอีก! นี่มันปี 1964 แล้วนะ ไม่ใช่ยุคสังคมเก่าที่ขูดรีดกันได้ตามใจชอบ ทุกคนต่างก็รับใช้ประชาชน รับใช้พรรค เหตุใดครอบครัวท่านยังยึดติดกับแนวคิดแบบทุนนิยมอยู่อีกเล่า!”

เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างแหลมสูงแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่งยวด

“น้องสะใภยารองพูดถูกแล้ว ท่านแม่สามี ยุคนี้ข้าวยากหมากแพง เกลือทุกเม็ด ธัญพืชทุกเมล็ดล้วนต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ไหนเลยจะหาเงินสดมากมายปานนั้นมาได้ง่ายๆ ครอบครัวเราก็ใช่ว่าจะร่ำรวยอะไร” เสียงสตรีอีกคนกล่าวเสริม พลางถอนหายใจราวกับว่าการจ่ายสินสอดนี้เป็นภาระอันหนักอึ้งสุดคณา

ไป๋ลู่ขมวดคิ้ว พยายามปรือตาที่หนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงขึ้น ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนก่อนจะค่อยๆ ปรับความคมชัด เผยให้เห็นห้องดินแคบๆ ที่มีผู้คนแออัดกันอยู่เต็มไปหมด บนเตาอิฐที่นางนอนอยู่ มีบุรุษและสตรีวัยกลางคนคู่หนึ่งนั่งขนาบข้างด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม พวกเขาคือไป๋เจี้ยนกั๋วและจางซู่เฟิน บิดามารดาของร่างนี้

ส่วนฝั่งตรงข้ามคือสตรีสองนางที่กำลังยืนเท้าสะเอวแสดงอำนาจ คนหนึ่งดูมีอายุหน่อย สวมเสื้อผ้าปะชุนแต่สะอาดสะอ้าน นางคือซุนกุ้ยฮวา มารดาของจ้าวฉีเซิน ว่าที่สามีของนาง ส่วนอีกคนที่อ่อนวัยกว่าเล็กน้อยมีสีหน้ายโสโอหังคอยกล่าวเสริมอยู่ไม่ห่าง นางคือหลี่ชุนเหมย ภรรยาของจ้าวต้ากั๋ว พี่ชายคนโตของจ้าวฉีเซิน

ทันใดนั้น ความทรงจำมากมายมหาศาลที่ไม่ใช่ของตนก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของไป๋ลู่ราวกับเขื่อนแตก!

ภาพชีวิตของเด็กสาวชาวบ้านนาม 'ไป๋ลู่' ผู้ขยันขันแข็งแต่หัวอ่อน, ภาพความยากลำบากในยุคแห่งความขาดแคลน, และภาพข้อตกลงการแต่งงานกับจ้าวฉีเซิน นายทหารหนุ่มจากกองพลการผลิตชิงซานอู่เดียวกัน...ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาจนนางแทบสำลัก

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ...ข้อมูลเหล่านี้มันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน!

นี่มัน...นี่มันพล็อตนิยายออนไลน์เรื่อง 'บันทึกรักเมียทหารยุค 60' ที่นางเคยอ่านฆ่าเวลาเมื่อคืนก่อนไม่ใช่หรือ!

ในนิยายเรื่องนี้ 'ไป๋ลู่' คือนางเอกผู้แสนดีที่ถูกโชคชะตากำหนดให้แต่งงานกับ 'จ้าวฉีเซิน' พระเอกผู้เป็นวีรบุรุษของชาติในอนาคต แต่กว่าที่เขาจะเห็นคุณค่าของนาง ไป๋ลู่คนเดิมต้องผ่านความทุกข์ทรมานสารพัด ต้องเลี้ยงดูลูกติดของพี่ชายสามีที่เสียชีวิตไป ต้องทนให้แม่สามีและพี่สะใภ้ข่มเหงรังแก ต้องกัดก้อนเกลือกินไปอีกนับสิบปี กว่าที่จ้าวฉีเซินจะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่โตและกลับมามอบความสุขสบายให้นาง

ดีกับผีน่ะสิ!

ไป๋ลู่ในศตวรรษที่ 21 ผู้เป็นนักบัญชีระดับหัวกะทิ รู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า "ความรักกินไม่ได้ แต่เงินบำนาญซื้อเนื้อหมูได้" เป็นอย่างดี จะให้นางทนลำบากสิบปีเพื่อรอให้ผู้ชายคนหนึ่งมารัก? ฝันไปเถอะ!

ในเมื่อโชคชะตาเล่นตลกส่งนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว การแต่งงานก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ใครว่านางจะต้องเดินตามเส้นทางที่ปูไว้ด้วยหยาดน้ำตาเล่า?

ความคิดของนางแล่นเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า ขณะที่จางซู่เฟิน มารดาของร่างนี้กำลังจะเอ่ยปากยอมลดค่าสินสอดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ท่านแม่…” ไป๋ลู่เปล่งเสียงแหบพร่าออกมา เรียกความสนใจของทุกคนในห้องให้หันมามองเป็นตาเดียว

“ลู่เอ๋อร์! ฟื้นแล้วหรือลูก!” จางซู่เฟินรีบประคองนางขึ้นด้วยความเป็นห่วง “เจ็บตรงไหนหรือไม่?”

ซุนกุ้ยฮวาเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ “เหอะ! สำออยสิ้นดี แค่เดินสะดุดหกล้มก็ทำเป็นเรื่องใหญ่โต ไม่รู้ว่าแต่งเข้าไปแล้วจะทำงานหนักในไร่นาไหวหรือไม่”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ลูกสะใภ้บ้านอื่นเขาแข็งแรงบึกบึน ไม่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เช่นนี้” หลี่ชุนเหมยรีบกล่าวเสริมทันควัน

ไป๋เจี้ยนกั๋วหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่เพราะเป็นคนซื่อจึงได้แต่กำหมัดแน่นพูดไม่ออก

ไป๋ลู่ไม่สนใจคำเหน็บแนมเหล่านั้น สายตาของนางกวาดมองไปทั่วห้องอย่างเยือกเย็น ก่อนจะลุกขึ้นจากเตาอิฐอย่างมั่นคงจนทุกคนตกตะลึง นางเดินไปที่มุมห้อง คว้ามีดพร้าเล่มเขื่องที่พิงอยู่กับผนังดินขึ้นมาถือไว้ในมือ

“ลู่เอ๋อร์! เจ้าจะทำอะไร!” ไป๋เจี้ยนกั๋วร้องเสียงหลง

แต่ไป๋ลู่ไม่ตอบ นางเดินตรงไปที่โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งอยู่กลางห้อง ซึ่งเป็นเวทีเจรจาอันดุเดือดเมื่อครู่ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนและหวาดกลัว บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและเย็นชาจนน่าขนลุก

นางยกมีดพร้าขึ้นสูงเหนือศีรษะ!

เคร้ง! เปรี้ยง!

เสียงโลหะกระทบไม้ดังกึกก้อง ตามด้วยเสียงไม้แตกละเอียดที่น่าสะพรึงกลัว!

โต๊ะไม้ตัวนั้น...ถูกสับจนหักสะบั้นลงเป็นสองท่อนในดาบเดียว! เศษไม้กระเด็นว่อนไปทั่วห้อง ทุกคนต่างผงะถอยหลังด้วยความตกใจ โดยเฉพาะซุนกุ้ยฮวาและหลี่ชุนเหมยที่หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม

“ในเมื่อท่านป้าซุนและพี่สะใภ้ใหญ่เห็นว่าครอบครัวข้าเรียกร้องสินสอดตามธรรมเนียมเป็นการกระทำแบบทุนนิยม...” ไป๋ลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่กลับทรงพลังอำนาจอย่างประหลาด นางวางมีดพร้าลงบนซากโต๊ะเบาๆ เสียง ‘แกรก’ เล็กๆ นั้นกลับดังก้องอยู่ในใจของสองแม่ลูกตระกูลจ้าว “เช่นนั้น ข้าคงต้องไปรบกวนท่านหัวหน้าคณะกรรมการหมู่บ้าน ให้ช่วยชี้แนะแล้วว่าการที่ครอบครัวทหารปฏิวัติพยายามกดขี่ขูดรีดหญิงสาวชาวบ้านด้วยการบีบบังคับเรื่องสินสอด ถือเป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดสังคมนิยมอันดีงามหรือไม่!”

ทุกถ้อยคำที่นางกล่าวออกมานั้นคมกริบราวกับใบมีด!

คำว่า ‘ทุนนิยม’ และ ‘คณะกรรมการหมู่บ้าน’ เป็นสองคำที่ทรงอานุภาพที่สุดในยุคนี้ ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่ามีแนวคิดเช่นนี้ อาจต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง หรือแม้กระทั่งถูกส่งไปใช้แรงงานเพื่อดัดทัศนคติ!

ซุนกุ้ยฮวาและหลี่ชุนเหมยที่ปกติปากจัดเป็นต่อยหอย บัดนี้กลับยืนตัวสั่นงันงกราวกับถูกฟ้าผ่ากลางกระหม่อม พวกนางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเด็กสาวที่ดูหัวอ่อนว่าง่ายราวกับลูกแกะ จะกลายร่างเป็นนางพยัคฆ์ร้ายได้ในพริบตา!

“เจ้า...เจ้า...” ซุนกุ้ยฮวาชี้นิ้วมาที่ไป๋ลู่ ปากสั่นระริกพูดไม่ออก

“สินสอดหนึ่งร้อยหยวน พร้อมด้วยตั๋วผ้า ตั๋วน้ำตาล และจักรยานหนึ่งคัน ขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว” ไป๋ลู่กล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “หากตระกูลจ้าวไม่สามารถจัดหามาให้ได้ การแต่งงานนี้ก็ถือเป็นอันยกเลิก ข้า ไป๋ลู่ ถึงจะยากจนแต่ก็ยังมีศักดิ์ศรี จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเหยียบย่ำได้ตามอำเภอใจ!”

นางประกาศกร้าว สบตากับซุนกุ้ยฮวาอย่างไม่เกรงกลัว

ในที่สุด สองแม่ลูกตระกูลจ้าวที่รู้ตัวว่าเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง ก็ทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างเจ็บใจแล้วเดินสะบัดหน้าออกจากบ้านตระกูลไป๋ไป ทิ้งไว้เพียงคำขู่ที่ฟังไม่เป็นศัพท์

เมื่อศัตรูจากไปแล้ว บรรยากาศในห้องก็พลันเงียบสงัดลงทันที จางซู่เฟินและไป๋เจี้ยนกั๋วต่างมองบุตรสาวของตนราวกับเห็นคนแปลกหน้า

ไป๋ลู่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางมองดูมีดพร้าในมือและซากโต๊ะที่แตกหักด้วยความรู้สึกซับซ้อน นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น...ก้าวแรกของการพลิกชะตากรรมเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่

เป้าหมายของการเป็น...แม่ม่ายวีรชนผู้มั่งคั่งและมีความสุขที่สุดในปฐพี