ระบบไม่มี มีแต่สมองและหน้าด้านล้วนๆ

เมื่อประตูบ้านปิดลง เสียงก่นด่าสาปแช่งของสองแม่ลูกตระกูลจ้าวก็ค่อยๆ จางหายไปกับสายลมเย็นยามค่ำ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในกระท่อมดินซอมซ่อ แสงตะเกียงน้ำมันกะพริบไหววูบวาบ สาดเงาของคนสามคนให้เต้นระริกอยู่บนผนังดินที่แตกระแหง

ไป๋ลู่ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ร่างกายที่เพิ่งผ่านการปะทะคารมอย่างดุเดือดเริ่มสั่นสะท้านเล็กน้อย หาใช่ความหวาดกลัวไม่ แต่เป็นผลจากพลังงานทั้งหมดที่ทุ่มเทไปกับการแสดงบทบาทอันน่าตื่นตะลึงเมื่อครู่ นางลอบผ่อนลมหายใจยาว สูดกลิ่นอับชื้นของดินและฝุ่นผงเข้าเต็มปอดเพื่อสงบสติอารมณ์

จางซู่เฟินและไป๋เจี้ยนกั๋วผู้เป็นบิดามารดายังคงนั่งนิ่งราวกับรูปสลัก ดวงตาของทั้งสองเบิกกว้างจับจ้องมายังบุตรสาวราวกับเพิ่งเคยพบนางเป็นครั้งแรกในชีวิต แววตาเต็มไปด้วยความสับสน งุนงง และความหวาดหวั่นที่ยากจะบรรยาย

“ลู่...ลู่เอ๋อร์...” จางซู่เฟินเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงแหบพร่า “เมื่อครู่...เจ้า...”

ไป๋ลู่หันกลับไปเผชิญหน้ากับบิดามารดา รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้าที่ยังซีดเผือด “ท่านแม่ ท่านพ่อ มิต้องกังวล ข้าเพียงแค่ไม่อาจทนให้คนอื่นมารังแกพวกเราได้อีกต่อไป”

สิ้นคำพูดนั้น นางก็ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยังเหลือรอดอยู่อย่างหมดแรง สองมือกุมขมับอย่างเหนื่อยอ่อน นี่เป็นเพียงฉากแรกของการต่อสู้เท่านั้น และนางก็ใช้พลังงานไปจนเกือบหมดสิ้น

เมื่ออยู่ตามลำพังในห้องนอนแคบๆ ของตนเองในยามดึกสงัด ไป๋ลู่จึงเริ่มทำสิ่งที่นางเอกนิยายทะลุมิติทุกคนควรทำเป็นอันดับแรก นั่นคือการค้นหา ‘ไอเทมโกง’ หรือ ‘ระบบวิเศษ’ ประจำตัว

นางหลับตาลง พยายามเพ่งสมาธิไปที่ส่วนลึกที่สุดของจิตใจ พร้อมกับพึมพำในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

‘ระบบ...ระบบออกมาสิ’

...เงียบกริบ...

‘ติ๊ง! เปิดใช้งานระบบร้านค้าอัจฉริยะ!’

...ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา...

‘มิติวิเศษ...ห้วงมิติ...แหวนมิติ...สร้อยคอมิติ...จงปรากฏ!’

ไป๋ลู่ลองทุกวิถีทางที่เคยอ่านเจอในนิยาย นางพลิกดูข้อมือ ข้อเท้า ลำคอ เพื่อมองหารอยประหลาด ปานแดง หรือรอยสักรูปมังกรหงส์อันเป็นสัญลักษณ์ของมิติเก็บของ แต่สิ่งที่พบบนร่างกายผ่ายผอมนี้มีเพียงร่องรอยของความขาดสารอาหารและผิวที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักเท่านั้น

หนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในที่สุดไป๋ลู่ก็ล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงไม้อันแข็งกระด้าง ดวงตาเหม่อมองเพดานมุงจากที่มองเห็นแสงดาวริบหรี่ลอดผ่านเข้ามาได้ นางถอนหายใจยาวอย่างยอมรับชะตากรรม

สวรรค์ช่างเล่นตลก ส่งนางทะลุมิติมาเป็นนางเอกในนิยายยุค 60 ทั้งที แต่กลับไม่มอบ ‘ระบบ’ หรือ ‘มิติวิเศษ’ ใดๆ มาให้เลยแม้แต่น้อย ไม่มีแต้มสะสมไว้แลกของ ไม่มีน้ำพุวิเศษที่ช่วยชุบชีวิต ไม่มีพื้นที่กว้างใหญ่ให้เพาะปลูกพืชผักหายาก สิ่งที่นางมี...มีเพียงความทรงจำจากศตวรรษที่ 21 เท่านั้น

“ไม่มีก็ไม่มี” ไป๋ลู่พึมพำกับตนเองอย่างไม่ยี่หระ ดวงตาที่เคยทอแววสิ้นหวังเมื่อครู่ บัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง “ในเมื่อไม่มีทางลัด ก็ต้องพึ่งพาสมองและสองมือของตัวเองนี่แหละ!”

นางพลิกกายตะแคงข้าง สมองที่เคยบรรจุความรู้ระดับปริญญาโทสาขาการบัญชีเริ่มทำงานอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรที่ถูกหยอดน้ำมันชั้นดี

หนึ่ง...ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องนิยายทั้งหมด นี่คือไพ่ตายที่ล้ำค่าที่สุด นางรู้เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า รู้นิสัยใจคอของตัวละครทุกตัว และที่สำคัญที่สุด...นางรู้ว่าจ้าวฉีเซิน สามีในนามของนาง จะต้องสละชีพในภารกิจลับเพื่อชาติในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า! นี่คือเป้าหมายหลักของนาง คือการเป็น ‘แม่ม่ายวีรชน’ ผู้ได้รับความเคารพนับถือและเงินบำนาญก้อนโตไปตลอดชีวิต

สอง...ความรู้เกี่ยวกับกลไกตลาดมืดในยุคนี้ แม้ในนิยายจะไม่ได้บรรยายอย่างละเอียด แต่ด้วยความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จากโลกเก่า ไป๋ลู่ย่อมมองเห็นช่องว่างและโอกาสในการทำกำไรจากสถานการณ์ที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขาดแคลน นางจำได้ว่าสินค้าชนิดใดจะเป็นที่ต้องการ ราคาของสิ่งใดจะพุ่งสูงขึ้นในอนาคต นี่คือกุญแจสู่การสร้าง ‘กองทุนเศรษฐีนีแม่ม่าย’ ของนาง

สาม...ทักษะการทำบัญชีและการวางแผนทางการเงินระดับสูง สิ่งนี้อาจดูไร้ประโยชน์ในยุคที่เงินไม่กี่หยวนก็ถือว่ามากมายมหาศาล แต่สำหรับไป๋ลู่แล้ว มันคือเครื่องมือที่จะช่วยให้นางบริหารจัดการทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทุกเฟิน ทุกตั๋วปันส่วน จะต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

และสี่...ทักษะการแสดงอันแนบเนียนที่เพิ่งค้นพบโดยบังเอิญ การเผชิญหน้ากับซุนกุ้ยฮวาในวันนี้ทำให้นางตระหนักว่า เพื่อที่จะเอาตัวรอดและบรรลุเป้าหมายในโลกที่เต็มไปด้วยสายตาจับผิดและคำนินทาแห่งนี้ นางจำเป็นต้องสวมหน้ากากให้เข้ากับสถานการณ์ บางครั้งต้องเป็นลูกแกะผู้อ่อนแอ บางคราต้องเป็นนางพยัคฆ์ผู้กล้าหาญ และที่สำคัญที่สุด คือต้องแสดงบทบาท ‘ภรรยาทหารผู้รักและเทิดทูนสามี’ ให้สมจริงที่สุด เพื่อไม่ให้ใครสงสัยในเจตนาที่แท้จริงของนาง

เมื่อวิเคราะห์ ‘สินทรัพย์’ ทั้งหมดที่ตนมีแล้ว แผนการใหญ่ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในใจของไป๋ลู่

ขั้นแรกสุดและสำคัญที่สุดคือ...การแต่งงานนี้ต้องเกิดขึ้น และต้องเป็นการแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย!

ในยุคนี้ การจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรสที่อำเภอนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับชาวบ้านในชนบท แต่สำหรับแผนการของไป๋ลู่แล้ว ทะเบียนสมรสคือหลักประกันเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้นางมีสิทธิ์ในฐานะ ‘ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย’ ของนายทหารจ้าวฉีเซิน และมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยครอบครัววีรชนเมื่อเขาสิ้นชีพในหน้าที่ การผูกมัดด้วยพิธีชาวบ้านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะนั่นหมายความว่าตระกูลจ้าวสามารถขับไล่นางออกจากบ้านได้ทุกเมื่อโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ

ดังนั้น ไม่ว่าซุนกุ้ยฮวาจะพยายามขัดขวางอย่างไร นางจะต้องลากจ้าวฉีเซินไปที่ว่าการอำเภอเพื่อจดทะเบียนสมรสให้จงได้!

ความคิดของนางลื่นไหลต่อไปยังอุปสรรคชิ้นต่อไป...เด็กกำพร้าสองคนนั้น

ตามเนื้อเรื่องเดิม หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน จ้าวฉีเซินจะรับเด็กกำพร้าสองคนซึ่งเป็นลูกของสหายร่วมรบที่เสียชีวิตในหน้าที่มาเลี้ยงดู เด็กชายชื่อจ้าวอวี่เฉิน เด็กหญิงชื่อจ้าวเสี่ยวเหมียว ในนิยาย เด็กทั้งสองคือตัวการสำคัญที่สร้างความลำบากให้แก่นางเอกไป๋ลู่คนเดิม พวกเขาไม่เพียงแต่ดื้อรั้นและต่อต้านแม่เลี้ยงคนใหม่ แต่ยังถูกซุนกุ้ยฮวาคอยยุยงส่งเสริมให้สร้างปัญหาไม่หยุดหย่อน ทำให้ชีวิตของนางเอกในบ้านตระกูลจ้าวยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น

แต่สำหรับไป๋ลู่คนใหม่แล้ว เด็กสองคนนี้ไม่ใช่ ‘ลูกเลี้ยง’ แต่เป็น ‘ตัวแปร’ ที่ต้องควบคุมจัดการ

นางไม่มีความรักความเมตตาแบบแม่พระที่จะโอบกอดเด็กแปลกหน้าสองคนมาเป็นลูกอย่างเต็มใจ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็ไม่โง่พอที่จะสร้างศัตรูในบ้านเพิ่ม การทุบตีหรือดุด่า只会ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง สู้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสไม่ดีกว่าหรือ?

เด็กสองคนนั้นหิวโหยและขาดความอบอุ่น สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดคือความมั่นคงและอาหารที่พอประทังชีวิต หากนางสามารถควบคุม ‘ปัจจัยสี่’ ของพวกเขาได้ นางก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมของพวกเขาได้เช่นกัน ไป๋ลู่ไม่คิดจะเป็น ‘แม่’ แต่จะเป็น ‘นายจ้าง’ ที่มีประสิทธิภาพแทน

ความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว แต่แทนที่จะรู้สึกท้อแท้ ไป๋ลู่กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด ราวกับกำลังวางหมากบนกระดานแห่งโชคชะตาที่เดิมพันด้วยอนาคตอันสุขสบายของตนเอง

นางลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังอ่างน้ำดินเผาใบเล็กที่มุมห้อง วักน้ำเย็นขึ้นล้างหน้าเพื่อเรียกความสดชื่น แล้วมองดูเงาสะท้อนของตนเองในผิวน้ำที่สั่นไหว ใบหน้าของหญิงสาวในเงานั้นผอมตอบ ดวงตาโต แต่แฝงไว้ด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ไป๋ลู่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ลองปรับเปลี่ยนสีหน้าของตนเองอย่างช้าๆ

แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลง กลายเป็นความอ่อนโยนและห่วงหาอาทร คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังข่มกลั้นความทุกข์ระทมบางอย่างเอาไว้ เป็นภาพของภรรยาสาวผู้กำลังรอคอยสามีกลับจากสมรภูมิด้วยใจจดจ่อ

จากนั้น นางก็เปลี่ยนอีกครั้ง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยสุดหัวใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งความเด็ดเดี่ยวและภาคภูมิใจ...เป็นใบหน้าของแม่ม่ายวีรชนผู้สูญเสียสามีอันเป็นที่รักไปเพื่อปกป้องมาตุภูมิ

นางจะต้องฝึกฝน...ฝึกฝนทักษะการแสดงเหล่านี้ให้เชี่ยวชาญ เพื่อที่วันหนึ่ง เมื่อข่าวการเสียสละของจ้าวฉีเซินมาถึง จะไม่มีใครสงสัยในน้ำตาและความเศร้าโศกของนางเลยแม้แต่น้อย

ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเบาๆ ก็ทำลายภวังค์ของนางลง!

“ลู่เอ๋อร์...ยังไม่นอนอีกหรือลูก?” เสียงของจางซู่เฟินดังลอดเข้ามาอย่างเป็นกังวล

หัวใจของไป๋ลู่กระตุกวูบ นางรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะขานตอบกลับไป ในใจพลันตระหนักว่า การแสดงของนางได้เริ่มต้นขึ้นแล้วนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป