การเจรจากับเด็กน้อยผู้หิวโหย

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เงาสะท้อนในอ่างน้ำดินเผาแตกกระจายราวกับภาพฝันที่ถูกปลุกให้ตื่นสู่ความจริงอันโหดร้าย ไป๋ลู่สะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก

“ลู่เอ๋อร์...ยังไม่นอนอีกหรือลูก?”

น้ำเสียงของจางซู่เฟินผู้เป็นมารดาแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าและห่วงใย นางรีบสูดลมหายใจลึก ข่มประกายตาอันคมกล้าให้เลือนหายไปในพริบตา แล้วปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลายเป็นเด็กสาวผู้อ่อนแอและสับสนตามบทบาทที่ตนเพิ่งได้ฝึกซ้อม

“ข้า...ข้านอนไม่หลับเจ้าค่ะ ท่านแม่” นางขานตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปเปิดประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด

จางซู่เฟินยืนอยู่ใต้ชายคา ในมือประคองชามใบเล็กที่ส่งไอร้อนกรุ่นออกมาจางๆ ในแสงจันทร์สลัว “แม่เห็นไฟในห้องยังสว่างอยู่เลยนึกว่าเจ้ายังไม่นอน นี่...กินหมั่นโถวข้าวโพดรองท้องเสียหน่อยนะลูก”

หมั่นโถวสีเหลืองหยาบๆ เพียงก้อนเดียว คือความห่วงใยทั้งหมดที่ผู้เป็นแม่จะหยิบยื่นให้ได้ในยุคสมัยแห่งความขาดแคลนนี้ ไป๋ลู่รับชามมาด้วยสองมือ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านเนื้อดินเผาทำให้หัวใจที่เคยเยียบเย็นของนางรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาอย่างประหลาด

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่”

“เฮ้อ... รีบกินแล้วนอนพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้ต้องทำอีกมาก” จางซู่เฟินถอนหายใจยาว ลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ แล้วจึงหันหลังเดินกลับไปยังห้องของตน

ไป๋ลู่ปิดประตูลงช้าๆ กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวโพดลอยเข้าจมูก กระตุ้นความหิวโหยที่นางพยายามกดข่มเอาไว้ตลอดทั้งวัน นางมองหมั่นโถวก้อนเล็กในมือแล้วนึกถึงแผนการในหัว ‘การควบคุมปัจจัยสี่’ คือกุญแจสำคัญ และอาหารก็คือด่านแรกที่นางต้องพิชิต

ในบ้านตระกูลไป๋เองก็ใช่ว่าจะอุดมสมบูรณ์ การแบ่งปันอาหารเช่นนี้คือการเจียดส่วนอันน้อยนิดมาให้ หากนางยังคงนิ่งเฉยต่อไป ไม่ช้าก็เร็วทั้งนางและครอบครัวเดิมก็จะต้องเผชิญกับความอดอยากอย่างแท้จริง

นางต้องหาแหล่งเสบียงเป็นของตนเอง!

ความคิดนั้นสว่างวาบขึ้นมาในหัว ไป๋ลู่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว นางฉีกหมั่นโถวออกเป็นสองส่วน เก็บครึ่งหนึ่งซ่อนไว้ในห่อผ้าอย่างมิดชิด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกินเข้าไปอย่างรวดเร็วเพื่อเติมพลังงาน จากนั้นจึงดับตะเกียงน้ำมันก๊าดแล้วแง้มประตูออกไปอย่างเงียบเชียบ

ราตรีในกองพลการผลิตชิงซานอู่นั้นมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่สาดส่องลงมาพอให้เห็นทางเดินดินอัดแข็งเป็นลางๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างเหนื่อยล้าจากการทำงานและเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อประหยัดพลังงานและน้ำมันก๊าด

ไป๋ลู่เดินลัดเลาะไปตามทางเล็กๆ มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ที่นั่นคือไร่มันเทศของกองพลการผลิตซึ่งเพิ่งผ่านการเก็บเกี่ยวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ในความทรงจำของนางเอกดั้งเดิม ไร่ที่เก็บเกี่ยวแล้วมักจะมีหัวมันเทศเล็กๆ หรือที่เริ่มเน่าเสียซึ่งคนงานมองข้ามตกค้างอยู่ แม้จะไม่ใช่ของดีเลิศ แต่ในยุคนี้มันคือสมบัติล้ำค่าสำหรับคนที่ท้องกำลังว่างเปล่า

เมื่อเข้าใกล้เขตไร่ ลมเย็นยามค่ำคืนก็พัดพาเอากลิ่นดินและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจางๆ ของพืชที่เริ่มเน่าสลายมาปะทะจมูก นางชะลอฝีเท้าลง สายตาปรับให้ชินกับความมืดมิด กวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

ทันใดนั้น หูของนางก็ได้ยินเสียงบางอย่าง... เสียงขุดคุ้ยดินเบาๆ ดังมาจากแนวพุ่มไม้ที่ไม่ไกลนัก ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงของมนุษย์ที่พยายามทำบางสิ่งอย่างลับๆ ล่อๆ

ไป๋ลู่ทรุดตัวลงนั่งยองๆ หลังกอหญ้าแห้งสูงท่วมหัว กลั้นลมหายใจแล้วเพ่งสมาธิไปยังต้นเสียง

ภายใต้แสงจันทร์สลัว นางเห็นร่างเล็กๆ สองร่างกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ในแปลงมันเทศที่ว่างเปล่า ร่างหนึ่งดูเป็นเด็กชายอายุราวหกเจ็ดขวบ ส่วนอีกร่างเป็นเด็กหญิงที่ตัวเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองสวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวผอมบางจนแทบจะปลิวไปตามลม พวกเขากำลังใช้มือเปล่าๆ คุ้ยเขี่ยดินอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับกำลังค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่

ไม่นานนัก เด็กชายก็ดึงบางอย่างขึ้นมาจากใต้ดิน มันคือหัวมันเทศขนาดเท่ากำปั้นที่ผิวเหี่ยวย่นและมีรอยเน่าดำเป็นวงกว้าง แต่เขากลับแสดงสีหน้าดีใจราวกับได้ทองคำก้อนโต รีบปัดดินออกลวกๆ แล้วยื่นมันให้เด็กหญิงข้างกาย

หัวใจของไป๋ลู่พลันกระตุกวูบ นางจำพวกเขาได้ทันที... จ้าวอวี่เฉิน และ จ้าวเสี่ยวเหมียว!

ลูกเลี้ยงทั้งสองของนางในอนาคต!

ภาพในนิยายผุดขึ้นมาในหัว ซุนกุ้ยฮวาไม่เคยให้เด็กทั้งสองกินอิ่มท้อง ปล่อยให้อดๆ อยากๆ จนต้องแอบออกมาหาของเน่าเสียประทังชีวิตเช่นนี้เสมอ ที่น่าเศร้าคือ จ้าวฉีเซินผู้เป็นพ่อส่งเงินกลับมาให้ทุกเดือน แต่เงินเหล่านั้นกลับไม่เคยตกถึงท้องลูกๆ ของเขาเลยแม้แต่น้อย

ไป๋ลู่มองภาพนั้นด้วยสายตาที่เยียบเย็น นางไม่ได้รู้สึกสงสารจนอยากจะเข้าไปโอบกอดปลอบขวัญ ตรงกันข้าม นางกลับมองเห็น ‘โอกาส’

นางเฝ้ารออย่างใจเย็นจนกระทั่งเด็กทั้งสองคุ้ยเขี่ยได้มันเทศเน่าๆ มาอีกสองสามหัวและทำท่าจะจากไป เมื่อนั้นนางจึงค่อยๆ ก้าวออกจากที่ซ่อน ส่งเสียงกระแอมเบาๆ ในลำคอ

“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่รึ?”

เสียงที่ดังขึ้นในความมืดทำให้ร่างเล็กๆ ทั้งสองสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกสายฟ้าฟาด! จ้าวอวี่เฉินรีบดึงน้องสาวมาซ่อนไว้ข้างหลัง มือข้างหนึ่งกำมันเทศเน่าไว้แน่น อีกข้างหนึ่งตั้งท่าเตรียมพร้อมจะสู้หรือหนี ดวงตาของเขาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและตื่นตระหนก ส่วนจ้าวเสี่ยวเหมียวส่งเสียงสะอื้นเบาๆ ด้วยความตกใจกลัว

“พวก...พวกเราไม่ได้ขโมยนะ! นี่มันเป็นของที่พวกเขาไม่เอาแล้ว!” จ้าวอวี่เฉินตะโกนสวนกลับมา เสียงเล็กๆ ของเขาสั่นเครือแต่ยังคงพยายามทำเป็นเข้มแข็ง

ไป๋ลู่กอดอก มองเด็กชายตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นางรู้ดีว่าในหัวของเด็กน้อยคนนี้เต็มไปด้วยคำสอนของซุนกุ้ยฮวาที่ว่า แม่เลี้ยงคนใหม่เป็นนางมารร้ายที่จะมาทุบตีและแย่งชิงพ่อของพวกเขาไป

“ข้ารู้” ไป๋ลู่ตอบเสียงเรียบ “แต่ของเน่าๆ แบบนั้นกินเข้าไปก็ป่วยไข้ได้ ไม่คุ้มกันหรอก”

คำตอบของนางทำให้จ้าวอวี่เฉินชะงักไปเล็กน้อย เขาคาดว่าจะถูกดุด่าหรือทุบตี แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับเพียงยืนมองพวกเขาด้วยท่าทีเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด

ไป๋ลู่เดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกสองก้าว นางไม่ยิ้ม ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่ได้คุกคาม นางหยุดยืนห่างจากพวกเขาประมาณหนึ่งวา แล้วล้วงหยิบห่อผ้าที่ซ่อนไว้ออกมา คลี่มันออกช้าๆ เผยให้เห็นหมั่นโถวข้าวโพดครึ่งก้อนที่ยังอุ่นๆ

กลิ่นหอมของอาหารที่แท้จริงลอยไปปะทะจมูกของเด็กน้อยทั้งสอง จ้าวเสี่ยวเหมียวที่ซ่อนอยู่หลังพี่ชายถึงกับเผลอกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อก ดวงตาคู่โตจ้องมองหมั่นโถวในมือไป๋ลู่ไม่วางตา แม้แต่จ้าวอวี่เฉินที่พยายามทำหน้าเข้มก็ยังไม่อาจซ่อนความปรารถนาในแววตาได้

“ข้ามีข้อเสนอ” ไป๋ลู่กล่าวขึ้น ทำลายความเงียบลง “หมั่นโถวก้อนนี้...แลกกับการเชื่อฟังคำสั่งของข้า”

“...” จ้าวอวี่เฉินขมวดคิ้ว มองนางอย่างไม่ไว้วางใจ “คำสั่งอะไร?”

“ไม่ใช่เรื่องยาก” ไป๋ลู่กล่าวต่อ น้ำเสียงของนางราบเรียบราวกับกำลังเจรจาธุรกิจ “นับจากนี้ไป พวกเจ้าคือคนของข้า ข้าสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ สั่งให้ไปที่ไหนก็ต้องไป ห้ามปริปากบอกเรื่องของข้ากับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนในบ้านตระกูลจ้าว”

นางหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้ข้อเสนอซึมซับเข้าไปในความคิดของเด็กน้อยผู้หิวโหย ก่อนจะกล่าวประโยคตัดสิน “ทำได้...พวกเจ้าก็จะไม่อดอยากอีกต่อไป แต่ถ้าทำไม่ได้...” นางเหลือบมองมันเทศเน่าๆ ในมือก่อนจะกล่าวต่อ “...ก็จงกินของพวกนี้ต่อไปเถิด”

นี่ไม่ใช่การแสดงความเป็นแม่ ไม่ใช่ความเมตตาปรานี มันคือการทำสัญญา...สัญญาระหว่าง ‘นายจ้าง’ กับ ‘ลูกจ้าง’ ฟันน้ำนมคู่แรกของนาง

ความหิวโหยคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด จ้าวอวี่เฉินต่อสู้กับสัญชาตญาณของตนเองอย่างหนัก เขามองหน้าน้องสาวที่น้ำตาคลอเบ้าเพราะความอยากแล้วมองกลับมาที่ไป๋ลู่ สุดท้าย เขาก็พยักหน้าช้าๆ

“ตกลง”

ไป๋ลู่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นางยื่นหมั่นโถวให้ จ้าวอวี่เฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจก้าวออกมารับมันไป เขาหักมันออกเป็นสองส่วนอย่างรวดเร็ว ยื่นชิ้นที่ใหญ่กว่าให้น้องสาว แล้วจึงยัดส่วนของตนเองเข้าปากเคี้ยวอย่างตะกรุมตะกราม

ขณะที่เด็กทั้งสองกำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่คิดชีวิต แขนเสื้อที่สั้นเต่อของจ้าวเสี่ยวเหมียวก็ร่นขึ้น เผยให้เห็นรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำน่ากลัวบริเวณต้นแขนเล็กๆ นั้น

ประกายตาของไป๋ลู่พลันคมกริบขึ้นมาทันที นางมองเลยไปยังจ้าวอวี่เฉิน สังเกตเห็นรอยช้ำจางๆ ที่ปรากฏอยู่เหนือขอบคอเสื้อเก่าๆ ของเขาเช่นกัน

‘หลักฐานชั้นดี’ ความคิดนั้นแวบขึ้นมาในหัว นี่ไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นความยินดีที่ได้ค้นพบเครื่องมือชิ้นสำคัญ มันคืออาวุธที่นางจะสามารถนำไปใช้จัดการกับซุนกุ้ยฮวาและตระกูลจ้าวได้ในอนาคต

เมื่อเด็กทั้งสองกินจนหมดเกลี้ยง ไป๋ลู่จึงออกคำสั่งแรก “พรุ่งนี้ตอนเย็น หลังเลิกงานนับแต้มแรงงานแล้ว ให้มาพบข้าที่นี่... อย่ามาสาย”

จ้าวอวี่เฉินที่เพิ่งได้ลิ้มรสอาหารอิ่มท้องเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เขาจูงมือน้องสาวโค้งคำนับเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ แล้วรีบวิ่งหายเข้าไปในความมืดของหมู่บ้านทันที

ไป๋ลู่มองตามร่างเล็กๆ ทั้งสองไปจนลับสายตา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง การวางหมากตัวแรกบนกระดานแห่งโชคชะตานี้...ถือว่าเริ่มต้นได้อย่างสวยงาม บอดี้การ์ดฟันน้ำนมและสายสืบตัวน้อยคู่นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อนางอย่างมหาศาลในภายภาคหน้า

นางหันหลังเตรียมจะเดินกลับเข้าหมู่บ้าน แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก!

ในความเงียบสงัดของราตรี นางได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังย่ำเข้ามาใกล้จากทางเดินที่ทอดมาจากตัวหมู่บ้าน... เสียงฝีเท้านั้นสม่ำเสมอและมั่นคง ไม่ใช่เสียงของชาวบ้านที่เหนื่อยล้า แต่เป็นเสียงของคนที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี!

หัวใจของไป๋ลู่เต้นระรัว ใครกันที่มาที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้? หรือว่ามีคนเห็นการเจรจาของนางกับเด็กๆ เข้าแล้ว? หญิงสาวรีบหันขวับกลับไปซ่อนตัวในเงามืดของพุ่มไม้ทันที ดวงตาเพ่งมองไปยังต้นเสียงที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ...