ผู้กองหนุ่มกลับบ้าน
ความมืดมิดยามราตรีมิอาจกลืนกินเงาร่างนั้นได้หมดสิ้น ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินด้วยฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอออกจากเงามืดของเส้นทางสู่ตัวหมู่บ้าน แต่ละย่างก้าวที่เหยียบลงบนผืนดินแห้งแล้งล้วนบ่งบอกถึงการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ท่วงท่าองอาจและแผ่นหลังที่ตั้งตรงดุจหอกสะบั้นฟ้า คือภาพลักษณ์ที่ชาวบ้านธรรมดามิอาจเลียนแบบได้
ไป๋ลู่ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้ กลั้นหายใจจนทรวงอกปวดหนึบ หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความตระหนก บัดนี้กลับสงบลงอย่างประหลาด เมื่อได้เห็นใบหน้าด้านข้างอันคมคายภายใต้แสงจันทร์สลัวนั้นชัดเจนขึ้น
บุรุษผู้นั้นสวมเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกที่เก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้าน แม้จะเปรอะเปื้อนฝุ่นผงจากการเดินทางไกล บนบ่าประดับยศที่บ่งบอกตำแหน่งผู้กองอย่างชัดเจน ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมนั้น แม้จะแลดูอ่อนเยาว์ แต่แววตากลับลุ่มลึกและสงบนิ่งราวกับห้วงน้ำไร้ระลอกคลื่น... นี่คือจ้าวฉีเซิน ว่าที่สามีในนามของนางอย่างมิต้องสงสัย
เป้าหมายที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดหลายวันปรากฏกายขึ้นแล้ว!
ไป๋ลู่ลอบยิ้มในเงามืด นางไม่ได้เคลื่อนไหว แต่เลือกที่จะปล่อยให้เขาเดินผ่านไปก่อน นางต้องการสังเกตการณ์ทุกอย่างจากมุมที่ได้เปรียบที่สุด ชายหนุ่มมิได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของนาง เขายังคงก้าวเดินอย่างมุ่งมั่นไปยังทิศทางของบ้านตระกูลจ้าว
ทว่ายังไม่ทันที่จ้าวฉีเซินจะก้าวถึงประตูบ้าน เสียงแหลมบาดหูก็กรีดผ่านความเงียบสงัดของราตรี พร้อมกับประตูไม้ที่ถูกกระชากเปิดออกดังปัง!
"ฉีเซิน! ลูกแม่ ในที่สุดเจ้าก็กลับมา!"
ร่างท้วมของซุนกุ้ยฮวาถลาออกมาจากบ้าน นางไม่แม้แต่จะมองว่าลูกชายมีสภาพเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาไกลเพียงใด แต่กลับฉวยแขนเขาไว้มั่นแล้วเริ่มต้นฟ้องร้องด้วยน้ำเสียงราวกับได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานแสนสาหัส
"เจ้ากลับมาช้าไปเพียงก้าวเดียว! หากเจ้ามาช้ากว่านี้ แม่คงถูกนางจิ้งจอกนั่นข่มเหงจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว! นางผู้หญิงตระกูลไป๋นั่นมันร้ายกาจนัก มันไม่เห็นหัวผู้ใหญ่อย่างแม่ มันกล้าต่อปากต่อคำกับแม่ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน! มันทำลายชื่อเสียงตระกูลจ้าวของเราจนป่นปี้! นี่เจ้าไปหาเมียหรือไปหาตัวหายนะเข้าบ้านกันแน่!"
จ้าวฉีเซินขมวดคิ้วกระบี่ของเขาเข้าหากันแน่น ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางยาวนานหลายวันประดังเข้ามาพร้อมกับเสียงโวยวายแสบแก้วหูของมารดา เขายังไม่ทันได้เอ่ยคำใด บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนไป
กลิ่นอายแห่งการแสดงบทใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
"ท่านแม่..."
เสียงหวานใสที่สั่นเครือและแฝงไว้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจดังขึ้นจากด้านหลังของจ้าวฉีเซิน ร่างบางของไป๋ลู่ก้าวออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า ราวกับนางเพิ่งเดินตามมาและได้ยินบทสนทนาอันน่าสะเทือนใจนั้นโดยบังเอิญ
นางไม่ได้มองซุนกุ้ยฮวา แต่กลับจับจ้องไปยังใบหน้าคมคายของจ้าวฉีเซิน ดวงตากลมโตที่งดงามราวภาพวาด บัดนี้คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตาที่พร้อมจะรินไหลลงมาได้ทุกเมื่อ ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อยราวกับลูกนกต้องลมฝนในคืนเหมันต์ นางสูดจมูกเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ
"ข้า... ข้าขออภัยเจ้าค่ะท่านผู้กอง ข้ามิได้ตั้งใจจะทำให้ท่านแม่ไม่พอใจ ข้าเพียงแค่... เพียงแค่อยากจะปกป้องเกียรติของตระกูลจ้าวและของตัวท่าน... พวกเขาดูแคลนสินสอดที่ท่านมอบให้ บอกว่าไม่สมเกียรติทหารอย่างท่าน ข้า...ข้าทนไม่ได้ที่คนอื่นจะมาดูแคลนว่าที่สามีของข้า... ข้าจึงได้แต่ปกป้องอย่างสุดความสามารถ... ฮึก... หากการกระทำของข้าทำให้ท่านแม่ขุ่นเคืองใจ ไป๋ลู่ผู้นี้ขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวเจ้าค่ะ"
ทุกถ้อยคำถูกกลั่นกรองออกมาอย่างดีเยี่ยม ทุกหยาดน้ำตาที่รินไหลลงอาบแก้มขาวนวลล้วนพอดิบพอดี ไม่มากไปจนดูเป็นการเสแสร้ง ไม่น้อยไปจนขาดความน่าเชื่อถือ ไป๋ลู่ในยามนี้คือภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้อ่อนแอ ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของบุรุษที่นางกำลังจะฝากชีวิตไว้ด้วย
ซุนกุ้ยฮวาถึงกับชะงักงัน อ้าปากค้างราวกับถูกตบหน้าอย่างแรงกลางตลาด นางเตรียมคำพูดมานับร้อยพันเพื่อจะสาดโคลนใส่ไป๋ลู่ แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะชิงลงมือก่อนด้วยกระบวนท่าที่นางคาดไม่ถึง! การบีบน้ำตาและบิดเบือนความจริงเช่นนี้...มันช่างไร้ยางอายสิ้นดี!
จ้าวฉีเซินยืนนิ่งอยู่ระหว่างสตรีสองวัย เขามองมารดาที่หน้าเขียวหน้าคล้ำสลับกับมองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของว่าที่ภรรยา ในใจบังเกิดความสับสนระคนหงุดหงิด เขาเป็นทหาร เขาคุ้นเคยกับกฎระเบียบวินัยที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ละครน้ำเน่าชิงไหวชิงพริบเช่นนี้
แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาเขานั้นชัดเจน... มารดาของเขาแข็งแรงและเสียงดัง ส่วนหญิงสาวตรงหน้ากลับบอบบางและน่าสงสาร การที่นางเอ่ยอ้างว่าทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อปกป้องเกียรติของเขา มันกลับทำให้ตรรกะแบบทหารของเขาเอนเอียงไปโดยไม่รู้ตัว
เสียงเอะอะโวยวายหน้าบ้านทำให้เด็กน้อยสองคนคือจ้าวอวี่เฉินและจ้าวเสี่ยวเหมียวที่กำลังจะหลับใหลสะดุ้งตื่น ทั้งสองแอบมองลอดช่องประตูที่แง้มอยู่ จ้าวฉีเซินเหลือบไปเห็นสายตาของเด็กทั้งสองโดยบังเอิญ เขาสังเกตเห็นว่าสายตาหวาดกลัวของพวกเขาไม่ได้จับจ้องมาที่เขาผู้เป็นพ่อบุญธรรม หรือย่าบุญธรรมที่กำลังเกรี้ยวกราด แต่กลับมองไปยังร่างของไป๋ลู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและผูกพันอย่างประหลาด
ความสนิทสนมที่เด็กทั้งสองมีต่อไป๋ลู่...มันมากกว่าคนในตระกูลจ้าวเสียอีก
"พอได้แล้ว!" จ้าวฉีเซินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชา แม้จะไม่ดังแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจบังคับบัญชา "มีเรื่องอะไรเข้าบ้านไปคุยกัน อย่าให้เป็นที่น่าอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้"
เขากล่าวกับมารดา แต่สายตากลับเหลือบมองไปยังไป๋ลู่แวบหนึ่ง แววตาที่เย็นชาของเขาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นหยาดน้ำตาบนใบหน้าของนาง เขามองว่าการกระทำของมารดานั้นเกินเลยไปจริงๆ ไม่ว่าต้นสายปลายเหตุจะเป็นเช่นไร การยืนต่อว่าสตรีที่กำลังจะมาเป็นสะใภ้ของตระกูลกลางดึกเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
ซุนกุ้ยฮวาเมื่อถูกลูกชายขัดขึ้นก็จำต้องสงบปากสงบคำลงอย่างไม่เต็มใจ นางกระทืบเท้าอย่างขัดใจแล้วเดินสะบัดหน้ากลับเข้าบ้านไป
ไป๋ลู่ยังคงยืนตัวสั่นสะอื้นเบาๆ รอคอยการตัดสินชะตากรรมจากเขา
จ้าวฉีเซินถอนหายใจยาว เขาไม่พูดอะไรกับนาง เพียงแค่ก้าวเดินตามมารดาเข้าไปในบ้าน แต่ขณะที่เขาเดินผ่านเด็กทั้งสองที่ยืนหลบอยู่หลังประตู สายตาคมกริบของเขาก็พลันหยุดชะงัก!
ในแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ลอดออกมาจากในบ้าน เขามองเห็นรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำบริเวณต้นแขนของจ้าวเสี่ยวเหมียวอย่างชัดเจน... รอยเดียวกับที่ไป๋ลู่เพิ่งเห็นเมื่อไม่นานมานี้
บรรยากาศรอบกายผู้กองหนุ่มพลันเปลี่ยนไปในทันที จากความหงุดหงิดรำคาญใจแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ นัยน์ตาที่เคยสงบนิ่งดุจห้วงน้ำ บัดนี้กลับแฝงประกายอันตรายราวกับมีดที่เพิ่งลับคม