ปฏิบัติการชิงทะเบียนสมรส
บรรยากาศรอบกายของผู้กองหนุ่มพลันเปลี่ยนไปในทันที จากความหงุดหงิดรำคาญใจแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ นัยน์ตาที่เคยสงบนิ่งดุจห้วงน้ำ บัดนี้กลับแฝงประกายอันตรายราวกับมีดที่เพิ่งลับคม
จ้าวฉีเซินมิได้เอ่ยคำใด เขาก้าวฉับๆ เข้าไปในบ้าน แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ริบหรี่สาดส่องให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของเขาที่ทอดทับลงบนพื้นดิน สะกดให้ทุกคนในที่นั้นเงียบงันลงโดยพร้อมเพรียง
ซุนกุ้ยฮวาซึ่งกำลังจะเอ่ยปากต่อว่าบุตรชายที่กล้าหักหน้าตนต่อหน้าคนนอก พลันต้องกลืนทุกถ้อยคำกลับลงคอเมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา นี่คือจ้าวฉีเซินในยามที่เขาโกรธเกรี้ยวอย่างแท้จริง เป็นด้านที่นางผู้เป็นมารดาเองก็ยังหวาดหวั่น
"ท่านแม่" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่กลับหนักแน่นดุจขุนเขา "พรุ่งนี้เช้า ข้าจะพาไป๋ลู่ไปที่ทำการกองพลเพื่อจดทะเบียนสมรส"
คำประกาศิตนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของซุนกุ้ยฮวา นางเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อหู "เจ้าว่าอะไรนะ! พรุ่งนี้รึ? จะรีบร้อนไปถึงไหนกัน! ของใช้ยังเตรียมไม่ครบ พิธีรีตองก็ยังไม่ได้จัดแจง จะไปจดทะเบียนได้อย่างไร!"
"ข้าตัดสินใจแล้ว" จ้าวฉีเซินกล่าวตัดบท สายตาคมกริบตวัดมองไปยังร่างของจ้าวเสี่ยวเหมียวที่ยังคงหลบอยู่หลังบานประตู "เรื่องพิธีเลี้ยงแขกค่อยว่ากันทีหลัง แต่ทะเบียนสมรสต้องจดในวันพรุ่งนี้"
ไป๋ลู่ซึ่งยืนฟังอยู่ด้านนอกลอบยิ้มในใจ นางไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจกะทันหันเช่นนี้ แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอันใด มันก็เข้าทางแผนการของนางอย่างพอดิบพอดี! การแต่งงานตามประเพณีโดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมายนั้นไม่ต่างอะไรกับการผูกเชือกฟางไว้รอบคอ รอวันให้ตระกูลจ้าวตัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทะเบียนสมรส... นั่นคือโซ่ตรวนทองคำ คือตั๋วประกันสู่เงินบำนาญในอนาคต!
ซุนกุ้ยฮวาหน้าเขียวคล้ำ นางพยายามจะโต้แย้ง แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีของบุตรชาย นางก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต่อลอนางได้แต่กระทืบเท้าอย่างขัดใจแล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
รุ่งเช้าวันต่อมา ไป๋ลู่ตื่นแต่ไก่โห่ นางแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินที่ดูดีที่สุดเท่าที่มี ล้างหน้าล้างตาจนสดใส เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญที่สุดในชีวิตใหม่นี้ เมื่อเดินออกมายังลานบ้าน ก็พบจ้าวฉีเซินยืนรออยู่แล้วในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ ท่าทางองอาจสง่างามของเขาทำให้หญิงสาวในหมู่บ้านที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองจนคอแทบเคล็ด
"พร้อมแล้วหรือยัง?" เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ
"พร้อมแล้วเจ้าค่ะ" ไป๋ลู่ตอบรับอย่างกระตือรือร้น ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้าเสียจนจ้าวฉีเซินรู้สึกประหลาดใจ เขาคาดว่านางควรจะเขินอายหรือประหม่า แต่สตรีตรงหน้ากลับมีท่าทีราวกับกำลังจะไปออกรบก็ไม่ปาน ความกระฉับกระเฉงนี้ช่างดูน่ามองไปอีกแบบ
ทว่า... อุปสรรคย่อมไม่หมดไปง่ายๆ
"ตายจริง! แย่แล้วๆ!" เสียงร้องโวยวายของซุนกุ้ยฮวาดังลั่นมาจากในบ้าน "สมุดทะเบียนบ้าน! สมุดทะเบียนบ้านหายไปไหน!"
หญิงชราวิ่งวุ่นทำทีเป็นรื้อค้นข้าวของไปทั่วบ้านอย่างร้อนรน "เมื่อวานข้ายังเห็นมันวางอยู่บนโต๊ะอยู่เลย ไฉนวันนี้กลับหายไปได้เล่า? หากไม่มีทะเบียนบ้าน จะไปจดทะเบียนสมรสได้อย่างไรกัน!"
ไป๋ลู่หรี่ตามองภาพละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกสมเพชระคนขบขัน นางรู้ทันทีว่านี่คือแผนสกปรกของแม่สามีจอมเจ้าเล่ห์ผู้นี้ การซ่อนทะเบียนบ้านคือไม้ตายสุดท้ายเพื่อขัดขวางการแต่งงานตามกฎหมาย หวังจะจัดเพียงพิธีตามธรรมเนียม เพื่อที่ในอนาคตหากนางไม่เป็นที่พอใจ จะได้ไล่ออกจากบ้านได้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ
จ้าวฉีเซินขมวดคิ้วมุ่น "ท่านแม่ ลองหาดูดีๆ อีกครั้ง"
"หาแล้ว! หาจนทั่วแล้ว! ไม่เห็นแม้แต่เงา!" ซุนกุ้ยฮวายืนกรานเสียงแข็ง "เห็นทีวันนี้คงไปจดทะเบียนไม่ได้แล้ว รอให้แม่หามันเจอก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ" นางแสร้งทำหน้าเศร้าสลด แต่หางตากลับลอบชำเลืองมองไป๋ลู่ด้วยความสะใจ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะมาคุ ไป๋ลู่กลับถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง "เช่นนั้น...ก็คงต้องเป็นไปตามที่คุณป้าว่ากระมังเจ้าคะ"
นางหันไปทางจ้าวฉีเซิน ดวงตาที่เคยเป็นประกายบัดนี้กลับหม่นแสงลง "พี่ฉีเซิน... หากเป็นลิขิตฟ้าให้เรายังไม่ได้เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายในวันนี้ ไป๋ลู่ก็มิอาจฝืนได้"
ทุกคนต่างตกตะลึงกับการยอมแพ้อย่างง่ายดายของนาง จ้าวชิวหลาน น้องสาวของจ้าวฉีเซินซึ่งยืนดูอยู่มุมหนึ่งถึงกับเผยรอยยิ้มเยาะหยันออกมา
ไป๋ลู่แสร้งทำเป็นไม่เห็น นางเดินเข้าไปใกล้จ้าวชิวหลาน แล้วกระซิบด้วยเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันแค่สองสามคน "เฮ้อ... ข้าเสียอีกที่โง่เขลา คิดว่าเรื่องจะราบรื่น คุณป้าท่านช่างรอบคอบนัก ที่ซ่อนของสำคัญไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดเช่นนี้"
จ้าวชิวหลานเลิกคิ้ว "เจ้าหมายความว่าอะไร?"
"ก็หมายความว่า... แผนการของคุณป้าน่ะแยบยลยิ่งนัก" ไป๋ลู่กล่าวต่อ พลางทำทีเป็นปัดฝุ่นที่แขนเสื้อ "ใครจะไปคิด ว่าท่านจะซ่อนทะเบียนบ้านไว้ในที่ที่คาดไม่ถึงขนาดนั้น... ไม่ใช่ใต้เตียงอิฐ ไม่ใช่ในไหข้าวสาร... แต่เป็นที่อื่นที่คนนอกไม่มีวันรู้"
คำพูดของไป๋ลู่จี้ใจดำของจ้าวชิวหลานอย่างจัง นางเป็นคนขี้โอ่และอยากแสดงให้ใครๆ เห็นว่าตนเองนั้นรู้ความลับของบ้านมากกว่าใคร โดยเฉพาะกับว่าที่พี่สะใภ้ที่นางไม่ชอบหน้าคนนี้
"หึ! เจ้าน่ะจะไปรู้อะไร!" จ้าวชิวหลานแค่นเสียงอย่างลืมตัว "ที่ที่แม่ข้าซ่อนน่ะปลอดภัยกว่านั้นเยอะ! มันอยู่ในหีบไม้ใบเล็กที่ท้ายตู้ต่างหากเล่า! มีแม่กุญแจทองเหลืองล็อกไว้อย่างดี ไม่มีใครเปิดได้หรอก!"
สิ้นเสียงของนาง รอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของไป๋ลู่แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
"เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ... ข้าช่างโง่เขลาเสียจริง" ไป๋ลู่แสร้งทำเป็นทอดถอนใจ ก่อนจะหันไปทางประตูแล้วกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องขอตัวกลับบ้านก่อนนะเจ้าคะ ไว้หาทะเบียนบ้านเจอเมื่อไหร่ค่อย..."
หมับ!
ยังไม่ทันที่นางจะก้าวเท้าออกจากธรณีประตู จู่ๆ ไป๋ลู่ก็แสร้งทำเป็นสะดุดขาตัวเองแล้วเซล้มลงไปทางชั้นวางของเก่าๆ ข้างประตู!
เพล้ง!
ไหดินเผาเก่าๆ ที่วางอยู่บนชั้นร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นแตกกระจายเสียงดังลั่น!
"ว้าย!" ซุนกุ้ยฮวาและจ้าวชิวหลานร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ทั้งสองรีบวิ่งกรูออกมาดูความเสียหายทันที "เจ้าเดินประสาอะไรของเจ้า! ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือรึ!"
จังหวะนั้นเอง!
ร่างของไป๋ลู่ที่ล้มอยู่บนพื้นกลับพลิ้วไหวดุจเงาภูต นางดีดตัวลุกขึ้นแล้วพุ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็วปานสายลมพัด มุ่งตรงไปยังตู้ไม้เก่าที่มุมห้อง เปิดประตูตู้ออกอย่างแรงเผยให้เห็นหีบไม้ใบเล็กที่ซ่อนอยู่ด้านหลังตามที่จ้าวชิวหลานบอกทุกประการ
นางไม่เสียเวลาคิด แม่กุญแจทองเหลืองหรือ? ของโบราณเช่นนี้จะทนทานอะไรนัก! ไป๋ลู่ใช้ปิ่นปักผมที่เหน็บอยู่บนมวยผมของตนเอง กระทุ้งเข้าไปในรูกุญแจอย่างแรงเพียงครั้งเดียว สลักเก่าคร่ำคร่าก็ดีดตัวเปิดออก!
นางคว้าสมุดปกสีน้ำตาลเข้มที่อยู่ข้างในออกมา ยัดใส่เข้าไปในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งกลับออกมายังลานบ้านด้วยท่าทีเป็นปกติที่สุด ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซุนกุ้ยฮวายังคงก้มๆ เงยๆ ด่าทอเศษไหที่แตกกระจายอยู่บนพื้น "ของดีๆ ต้องมาพังเพราะเจ้าคนซุ่มซ่าม! ต่อไปเจ้าต้องชดใช้..."
"ท่านแม่" เสียงทุ้มของจ้าวฉีเซินดังขัดขึ้นอีกครั้ง เขามองการกระทำทั้งหมดของไป๋ลู่ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยสายตาที่ฉายแววทึ่งและขบขันระคนกัน
ไป๋ลู่เดินตรงเข้าไปหาเขา ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบสมุดทะเบียนบ้านออกมาโบกตรงหน้าซุนกุ้ยฮวาที่กำลังอ้าปากค้างตาเหลือก
"หาเจอแล้วเจ้าค่ะคุณป้า! มันตกอยู่หลังชั้นวางของนั่นเอง สงสัยตอนที่คุณป้าทำความสะอาดคงปัดมันตกลงไป" นางกล่าวด้วยรอยยิ้มหวานหยด
ซุนกุ้ยฮวาหน้าเปลี่ยนจากเขียวเป็นม่วง จากม่วงเป็นขาวซีดราวกับไก่ต้ม นางพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"ไปกันเถอะ พี่ฉีเซิน" ไป๋ลู่ไม่รอช้า นางคว้าข้อมือหนาของจ้าวฉีเซินแล้วออกแรงลากเขาไปยังทิศทางของที่ทำการกองพลทันที "เดี๋ยวสายแล้วเจ้าหน้าที่จะพักเที่ยงเสียก่อน!"
จ้าวฉีเซินถูกนางลากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เขากลับไม่ได้ขัดขืน ตรงกันข้าม มุมปากของผู้กองหนุ่มกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่หาได้ยากยิ่ง เขามองแผ่นหลังเล็กๆ ที่ดูกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตนั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน... สตรีของเขา ช่างน่าสนใจกว่าที่คิดไว้มากนัก
ที่ทำการกองพลการผลิตชิงซานอู่อยู่ไม่ไกลนัก เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ก็จัดการทุกอย่างให้อย่างรวดเร็ว เมื่อตราประทับสีแดงสดถูกกดลงบนเอกสารสำคัญทั้งสองฉบับ สมุดเล่มเล็กสีแดงสดสองเล่มก็ถูกยื่นส่งมาให้คนทั้งคู่
ในที่สุด!
ไป๋ลู่รับทะเบียนสมรสมาถือไว้ในมือ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความลิงโลด! นี่ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่มันคือหลักประกันชีวิต คือเกราะป้องกันภัย คือตั๋วทองคำสู่สถานะ "แม่ม่ายวีรชน" อันทรงเกียรติในอนาคต! ภารกิจขั้นแรกสำเร็จลุล่วงแล้ว!
นางเงยหน้าขึ้นมองจ้าวฉีเซินด้วยรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดในรอบหลายปี "พี่ฉีเซิน... ต่อไปนี้ ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้วนะเจ้าคะ"
จ้าวฉีเซินมองรอยยิ้มนั้นแล้วหัวใจพลันอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขากำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่แล้วทั้งสองก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง
"ฉีเซิน... ไป๋ลู่... พวกเจ้าสองคน...มาทำอะไรที่นี่?"
ไป๋ลู่และจ้าวฉีเซินหันกลับไปมองพร้อมกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋ลู่พลันแข็งค้าง เมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร
หลี่ชุนเหมย พี่สะใภ้ใหญ่ของตระกูลจ้าวกำลังยืนตะลึงงันอยู่ตรงนั้น สายตาของนางจับจ้องไปยังสมุดสีแดงสดในมือของไป๋ลู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง อิจฉาริษยา และ...ความอาฆาตมาดร้าย