งานแต่งงานแห่งความวุ่นวาย

สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง อิจฉาริษยา และอาฆาตมาดร้ายของหลี่ชุนเหมยนั้นคมกริบราวกับมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน ทว่าไป๋ลู่กลับมิได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงคลี่ยิ้มบางเบา ยิ้มที่งดงามทว่าแฝงเร้นไว้ด้วยความเย็นชาที่อ่านไม่ออก

"พี่สะใภ้ใหญ่มาทำธุระที่นี่หรือเจ้าคะ" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะชูสมุดสีแดงสดในมือขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะตอกย้ำให้เห็นชัดๆ "พอดีข้ากับพี่ฉีเซินเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันเสร็จสิ้นพอดี"

คำพูดของไป๋ลู่เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ หลี่ชุนเหมยเบิกตากว้าง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธระคนริษยา "พวกเจ้า... พวกเจ้ากล้าดียังไง!" นางชี้นิ้วสั่นเทาไปยังคนทั้งสอง "เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน!"

จ้าวฉีเซินขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปาก ทว่าไป๋ลู่กลับชิงพูดขึ้นก่อนด้วยรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า "พี่สะใภ้ใหญ่เข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ เรื่องนี้ท่านแม่รับรู้และอนุญาตแล้ว อีกอย่าง กองทัพก็อนุมัติวันหยุดให้พี่ฉีเซินมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ หากไม่รีบจัดการให้เรียบร้อย เกรงว่าจะเป็นการเสียเวลาของทางกองทัพนะเจ้าคะ"

นางกล่าวอ้างถึง 'ท่านแม่' และ 'กองทัพ' ซึ่งเป็นสองสิ่งที่หลี่ชุนเหมยมิอาจโต้แย้งได้ พี่สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลจ้าวจึงได้แต่กัดฟันกรอด จ้องมองไป๋ลู่ด้วยสายตาที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งท้ายไว้เพียงไอแห่งความขุ่นเคืองที่คุกคุ่นอยู่ในอากาศ

ไป๋ลู่ลอบยิ้มในใจ การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น และนี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม

...

งานเลี้ยงแต่งงานในยุคแห่งความขาดแคลนเช่นนี้ไม่ได้หรูหราโอ่อ่า แต่สำหรับชาวบ้านในกองพลการผลิตชิงซานอู่แล้ว นี่ถือเป็นงานใหญ่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในรอบหลายเดือน เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังอึงอลไปทั่วลานบ้านตระกูลจ้าว เด็กๆ วิ่งเล่นกันฝุ่นตลบ ผู้ใหญ่จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส โดยมีหัวข้อหลักคือคู่บ่าวสาวและ...อาหารในงาน

กลิ่นเนื้อหมูตุ๋นซีอิ๊วหอมฟุ้งเตะจมูกไปทั่วบริเวณ มันคือสิ่งล้ำค่าที่หนึ่งปีจะได้ลิ้มรสเพียงไม่กี่ครั้ง ในครัวหลังบ้านควันไฟคละคลุ้ง เหล่าป้าๆ น้าๆ ที่มาช่วยงานต่างขะมักเขม้นวุ่นวายอยู่หน้าเตา ไป๋ลู่ในฐานะเจ้าสาว ควรจะนั่งสวยๆ รอรับการแสดงความยินดี แต่ในยุคนี้ ผู้ใดจะยอมปล่อยให้โอกาสในการควบคุม 'ขุมทรัพย์' หลุดลอยไปได้

นางแสร้งทำเป็นเข้าไปช่วยงาน หยิบจับนั่นนิดนี่หน่อยอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาคู่สวยสอดส่ายประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เนื้อหมูสามชั้นมันแทรกเนื้อสวยที่สุดถูกตุ๋นจนเปื่อยนุ่มอยู่ในหม้อดินใบใหญ่ ไข่ไก่ต้มที่ย้อมสีแดงมงคลวางเรียงรายน่ากิน ข้าวสารขาวขุ่นที่นึ่งจนขึ้นฟูส่งกลิ่นหอมกรุ่น ทั้งหมดนี้คือเสบียงชั้นเลิศ

ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย ไป๋ลู่ขยับเข้าไปใกล้จ้าวอวี่เฉินที่ยืนเกาะขอบประตูมองตาแป๋วอยู่เงียบๆ นางส่งสัญญาณด้วยสายตา เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างรู้งาน ก่อนจะเดินตามนางไปยังมุมอับหลังโอ่งน้ำขนาดใหญ่

"นี่ของเจ้ากับเสี่ยวเหมียว" ไป๋ลู่กระซิบพลางยื่นชามเคลือบใบย่อมที่ซ้อนกันสองใบส่งให้ ในชามใบบนคือเนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามสองชิ้นที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซีอิ๊วเข้มข้น ส่วนใบที่อยู่ข้างใต้คือข้าวสวยร้อนๆ ที่อัดแน่นจนเต็มชาม พร้อมด้วยไข่ต้มคนละฟอง "หาที่เงียบๆ กินกันเสีย อย่าให้ใครเห็น แล้วรีบเอาชามมาคืนข้า"

จ้าวอวี่เฉินรับชามมาถือไว้แน่น ดวงตาที่เคยเรียบเฉยฉายแววซับซ้อนขึ้นวูบหนึ่ง เขาไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณ แต่กลับพยักหน้าหนักแน่นแล้วรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว ไป๋ลู่มองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยความพอใจ เด็กฉลาดย่อมรู้ดีว่าควรจะภักดีต่อผู้ใด

หลังจากจัดการส่วนของตนและเด็กๆ เรียบร้อย ไป๋ลู่ก็กลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง ทำทีเป็นช่วยจัดเตรียมอาหารใส่จานเพื่อนำไปเสิร์ฟแขก และในตอนนั้นเอง ที่นางเห็นหลี่ชุนเหมยย่องเข้ามาในครัวด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ

พี่สะใภ้ใหญ่ทำทีเป็นช่วยงาน แต่สายตาละโมบของนางกลับจับจ้องไม่วางตาไปยังหม้อเนื้อตุ๋นใบใหญ่ นางรอจนกระทั่งป้าหวังที่กำลังตักเนื้ออยู่หันไปหยิบจานใบใหม่ จังหวะนั้นเอง มือของหลี่ชุนเหมยก็ฉวยเอาผ้าขาวผืนใหญ่ที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูชิ้นแล้วชิ้นเล่าใส่ลงไปบนผ้านั้นอย่างตะกรุมตะกราม ห่อมันอย่างลวกๆ แล้วเตรียมจะยัดกลับเข้าไปในอกเสื้อดังเดิม

ไป๋ลู่เห็นทุกการกระทำอย่างชัดเจน! นางแค่นเสียงเย็นในใจ คิดจะมาฉกชิงสมบัติของนางไปต่อหน้าต่อต้างั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!

นางไม่ยอมเสียเปรียบให้คนหน้าหนาเช่นนี้เด็ดขาด!

ไป๋ลู่สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังการแสดงทั้งหมดที่มีมาแต่ชาติปางก่อน นางแสร้งทำเป็นเดินสะดุดขาตัวเอง ก่อนจะปล่อยชามกระเบื้องในมือร่วงหล่นสู่พื้น!

เพล้ง!

เสียงชามแตกดังลั่นสนั่นหวั่นไหว เรียกทุกสายตาให้หันมามองเป็นจุดเดียว ความวอลวนในครัวพลันหยุดชะงักงัน ทุกคนต่างตกตะลึงกับเสียงที่เกิดขึ้น

หลี่ชุนเหมยเองก็สะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังจะยัดห่อเนื้อเข้าอกเสื้อชะงักค้าง นางหันขวับมามองด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

และนั่นคือจังหวะที่ไป๋ลู่รอคอย!

นางไม่รอช้า ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที น้ำตาเม็ดโตไหลพรากออกจากดวงตาคู่สวยราวกับสั่งได้ ริมฝีปากอิ่มสั่นระริก นางชี้นิ้วไปยังหลี่ชุนเหมยที่ยังยืนตัวแข็งทื่อ ก่อนจะร่ำไห้โฮออกมาด้วยเสียงอันดัง ฟังดูน่าสงสารและอัดอั้นตันใจเป็นที่สุด

"ฮือ... พี่สะใภ้ใหญ่... ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร!" เสียงของนางดังพอที่จะให้คนทั้งในครัวและนอกชานได้ยินกันถ้วนหน้า "เนื้อในหม้อมีไว้เลี้ยงแขกเหรื่อ เหตุใดท่านจึงแอบเอาห่อกลับไปเสียเกือบครึ่งหม้อเล่า! แล้วแบบนี้... แขกที่มาอวยพรเราจะกินอะไรกัน! ฮือ... ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"

คำพูดของไป๋ลู่ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา!

ชาวบ้านที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ด้านนอกต่างพากันเงียบกริบ ก่อนจะหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วพากันกรูเข้ามามุงดูเหตุการณ์ในครัวอย่างรวดเร็ว

ภาพที่ทุกคนเห็นคือ เจ้าสาวคนสวยนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้นข้างเศษกระเบื้องแตกกระจาย ขณะที่พี่สะใภ้ใหญ่ยืนตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด ในมือ... หรือที่อกเสื้อของนาง... ดูเหมือนจะมีบางสิ่งตุงๆ อยู่จริง

"ชุนเหมย! นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ป้าจางที่สนิทกับตระกูลจ้าวเอ่ยถามเสียงเข้ม

"นาง... นางใส่ร้ายข้า!" หลี่ชุนเหมยแก้ตัวเสียงสั่น แต่สายตาที่หลุกหลิกของนางกลับฟ้องทุกอย่าง

"ใส่ร้ายรึ!" ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำชื้นแฉะไปด้วยน้ำตา "เมื่อครู่ทุกคนในครัวก็เห็น ท่านแอบเข้ามาคีบเนื้อใส่ห่อผ้า หากข้าไม่ทำชามตกแตกเสียก่อน ป่านนี้เนื้อคงเข้าไปอยู่ในอกเสื้อท่านแล้ว! ท่านไม่เกรงใจแขกเหรื่อบ้างหรือไร! นี่มันงานแต่งของน้องชายท่านทั้งคนนะ!"

คำพูดของไป๋ลู่แทงใจดำทุกคนในที่นั้น ในยุคที่เนื้อหมูหายากยิ่งกว่าทองคำ การลักขโมยเนื้อจากงานมงคลถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายและให้อภัยไม่ได้!

"น่าไม่อายจริงๆ!"

"ใช่ๆ ข้าก็ว่านางดูท่าทีลับๆ ล่อๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว!"

"นี่มันของในงานนะ กล้าทำได้อย่างไร!"

เสียงด่าทอและสายตาดูแคลนจากรอบทิศทางสาดเข้าใส่หลี่ชุนเหมยราวกับห่าฝน นางหน้าซีดสลับเขียว อยากจะกรีดร้องแต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา สุดท้าย ไม่อาจทนแรงกดดันจากสายตาของชาวบ้านได้ นางจึงจำต้องล้วงเอาห่อผ้าที่ซ่อนไว้ออกมาวางบนโต๊ะด้วยมืออันสั่นเทา

ภาพเนื้อหมูชิ้นอวบเกือบสิบชิ้นในห่อผ้าที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำมัน กลายเป็นหลักฐานมัดตัวที่เถียงไม่ขึ้น!

หลี่ชุนเหมยรู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน ความอัปยศอดสูแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย นางจ้องมองไปยังไป๋ลู่ที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่ในวงแขนของจ้าวฉีเซินที่ปรี่เข้ามาประคองพอดี... แววตาของนางลุกวาบขึ้นด้วยความเกลียดชังและอาฆาตแค้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นังสารเลว! มันจงใจ! มันวางแผนทุกอย่างเพื่อทำให้ข้าต้องเสียหน้า! ข้าจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้เด็ดขาด!

หลี่ชุนเหมยกรีดร้องในใจ ก่อนจะฝืนทนความอัปยศต่อไปไม่ไหว นางแหวกฝูงชนแล้ววิ่งหนีกลับบ้านไปทั้งน้ำตา ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบนินทาและความวุ่นวายที่นางก่อขึ้น

จ้าวฉีเซินมองตามแผ่นหลังของพี่สะใภ้ไปแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน ใบหน้าของนางซบอยู่ที่อกกว้างของเขา ตัวสั่นเทาเล็กน้อยราวกับลูกนกที่ตื่นกลัว เขารู้สึกสงสารและอยากปกป้องขึ้นมาอย่างประหลาด โดยไม่รู้เลยว่าภายใต้ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนน้ำตานั้น...มุมปากของไป๋ลู่กำลังลอบยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ

งานเลี้ยงดำเนินต่อไป แต่บรรยากาศกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ในที่สุดเมื่อแขกเหรื่อทยอยกลับไปจนหมด ความเงียบและความมืดมิดของยามค่ำคืนก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาแทนที่

โคมไฟสีแดงคู่หนึ่งถูกจุดขึ้นในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของงานมงคล

ไป๋ลู่ถูกจ้าวฉีเซินประคองเข้ามาในห้องนอนสำหรับคู่บ่าวสาว ประตูไม้บานเก่าถูกปิดลงช้าๆ...ตัดขาดพวกเขาออกจากโลกภายนอก

บัดนี้...เหลือเพียงนางและเขาตามลำพังภายในห้องแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยแสงเทียนสีแดงสลัว บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นความกระอักกระอ่วนที่ชวนให้หายใจไม่ทั่วท้อง

ค่ำคืนแห่งการส่งตัว...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว