คืนส่งตัวที่แสนอึดอัด (และปลอดภัย)
บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าปิดลงสนิท เสียงสลักไม้ดังก้องอยู่ในความเงียบงัน ตัดขาดโลกภายนอกที่วุ่นวายออกไปจนสิ้น บัดนี้...ภายในห้องนอนที่ถูกประดับประดาอย่างเรียบง่ายด้วยกระดาษแดงลายมงคล จึงเหลือเพียงบุรุษและสตรีคู่หนึ่งที่เพิ่งผ่านพิธีคำนับฟ้าดินเป็นสามีภรรยา
แสงเทียนจากโคมสีแดงสาดส่อง วาดเงาของคนทั้งสองให้ทอดยาวสั่นไหวอยู่บนผนังห้อง บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความหวานชื่นกลับหนักอึ้งและกระอักกระอ่วนอย่างน่าประหลาด กลิ่นของสีแดงที่ทาบนเครื่องเรือนใหม่ผสมปนเปกับกลิ่นเทียนไข ยิ่งทำให้ไป๋ลู่รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
นางนั่งตัวตรงอยู่บนขอบเตียงคังที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนผืนใหม่ซึ่งมีสีแดงสด นางก้มหน้างุด ซ่อนสายตาไว้ใต้แพขนตาหนา ไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง จ้าวฉีเซินในชุดพิธีการสีเข้มดูสง่างามทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจคุกคามที่ทำให้นางต้องระวังตัวทุกฝีก้าว
ในความทรงจำจากนิยายต้นฉบับ คืนส่งตัวของไป๋ลู่คนเดิมกับจ้าวฉีเซินนั้นไม่ได้ราบรื่นนัก ด้วยความกลัวและความไม่คุ้นเคย ทำให้นางตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ และนั่นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เขา แม้สุดท้ายเขาจะไม่ได้บังคับขืนใจ แต่ความเย็นชาที่ได้รับก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตแต่งงานที่ขมขื่น
แต่ไป๋ลู่คนนี้...ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว!
นางไม่มีวันยอมให้ร่างกายนี้ต้องตกเป็นของผู้ชายที่นางไม่ได้รักเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ผู้ชายที่นางกำลังวางแผนปั้นให้กลายเป็นวีรบุรุษผู้ล่วงลับในอนาคตอันใกล้!
‘ความรักกินไม่ได้ แต่เงินบำนาญซื้อเนื้อหมูได้’ คติประจำใจดังก้องขึ้นในหัวอีกครั้ง ไป๋ลู่สูดหายใจเข้าลึก รวบรวมสติและเริ่มเดินหมากตามแผนการที่วางไว้ในใจมาตลอดทั้งวัน
จ้าวฉีเซินขยับกายเล็กน้อย ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดลง เขาก้าวไปรินน้ำชาอุ่นๆ จากกาน้ำดินเผาบนโต๊ะ แล้วเดินมาส่งให้นางด้วยท่าทีเรียบเฉย “ดื่มน้ำเสียหน่อย วันนี้เจ้าคงเหนื่อยมาก”
นี่คือโอกาส!
ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาที่ยังคงแดงก่ำและบวมช้ำจากการร้องไห้ (แสดงละคร) มาตลอดบ่าย นางรับถ้วยชามาถือไว้ในมือที่สั่นเทาเล็กน้อยอย่างจงใจ ก่อนจะไอออกมาเบาๆ หนึ่งครั้ง
“แค่ก...”
มันเป็นเสียงไอที่แผ่วเบา ทว่าในความเงียบสงัดของห้อง กลับดังชัดเจนยิ่งนัก จ้าวฉีเซินขมวดคิ้วเล็กน้อย "เป็นอะไรไป? ไม่สบายหรือ?"
ไป๋ลู่รีบส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ข้า...ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แค่ก...แค่กๆ...อาจจะเพราะลมเย็นข้างนอกเมื่อครู่”
นางยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันได้ดื่ม ก็เกิดอาการไอระลอกใหม่ขึ้นมา คราวนี้นางไอติดต่อกันหลายครั้งจนตัวโยน ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านราวกับลูกนกที่ต้องลมหนาว ใบหน้างามซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวฉีเซินรีบวางถ้วยชาในมือของตนลง แล้วยื่นมือมาหมายจะลูบหลังปลอบโยนให้นาง แต่ไป๋ลู่กลับเบี่ยงตัวหลบอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับยกมือขึ้นกุมหน้าอก ทำทีว่าพยายามระงับอาการไออย่างสุดความสามารถ
“แค่ก...แค่กๆๆ...อึก!”
“ไป๋ลู่!” เขาร้องเรียกชื่อนางด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง น้ำเสียงที่เคยเคร่งขรึมเจือแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
“ข้า...ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ” นางฝืนยิ้มบางๆ ทั้งที่ยังไอไม่หยุด “แต่...แต่ข้ารู้สึก...ปวดศีรษะเหลือเกิน” นางยกมืออีกข้างขึ้นกุมขมับ ทำสีหน้าเจ็บปวดราวกับศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
ภาพของนางในยามนี้ช่างดูน่าสงสารจับใจ ร่างกายที่ดูผ่ายผอมอยู่แล้วยิ่งดูเปราะบางราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ดวงตาแดงก่ำที่คลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำใส ประกอบกับอาการไอที่ดูรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จ้าวฉีเซินนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวัน
ภาพที่นางถูกหลี่ชุนเหมยพี่สะใภ้ของเขาตราหน้าว่าเป็นขโมยต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน ภาพที่นางตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมแขนของเขาหลังจากความจริงปรากฏ...ทุกอย่างประดังเข้ามาในหัวใจของเขา ความรู้สึกผิดและสงสารเอ่อล้นขึ้นมาอย่างท่วมท้น
เขาคือสามีของนาง แต่ในวันแรกของการแต่งงาน เขากลับปล่อยให้นางต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายเช่นนั้น ต้องถูกญาติพี่น้องของเขาเองรังแกจนเสียขวัญ จิตใจที่บอบช้ำย่อมส่งผลต่อร่างกายเป็นธรรมดา
ความเข้าใจผิดได้เริ่มหยั่งรากลึกลงในใจของจ้าวฉีเซินอย่างเงียบเชียบ เขามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว นี่คือภรรยาของเขา สตรีที่บอบบางและอ่อนแอที่เขาต้องปกป้องดูแล
“นอนลงเถิด” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยใช้กับผู้ใดมาก่อน “ร่างกายเจ้าคงทนรับความเหนื่อยล้ามาทั้งวันไม่ไหว พักผ่อนเสีย”
ไป๋ลู่ช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างลังเล แววตาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ “แต่...แต่คืนนี้เป็นคืนส่งตัวของเรา...” นางแสร้งเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ ปลายประโยคขาดห้วงไปด้วยอาการไออีกระลอก
จ้าวฉีเซินส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าสุขภาพของเจ้า นอนเถิด ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้าทั้งนั้น”
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็เดินไปหยิบผ้าห่มผืนบางที่พับเก็บไว้อยู่ปลายเตียง แล้วเดินไปยังมุมห้อง ปูมันลงบนพื้นกระดานเย็นเฉียบอย่างไม่ลังเล จากนั้นจึงถอดเพียงเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วล้มตัวลงนอนโดยใช้แขนของตัวเองต่างหมอน
การกระทำของเขา...บ่งบอกชัดเจนถึงการตัดสินใจ
ไป๋ลู่มองภาพนั้นด้วยความตะลึงงันเล็กน้อย นางไม่คิดว่าเขาจะเป็นสุภาพบุรุษถึงเพียงนี้ แต่แล้ว...มุมปากของนางที่ซ่อนอยู่ใต้แสงเทียนสลัวก็ค่อยๆ ลอบยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ
สำเร็จ! แผนการเอาตัวรอดขั้นแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม!
นางแสร้งไอต่อไปอีกสองสามครั้งเพื่อความสมจริง ก่อนจะค่อยๆ เอนกายลงบนเตียงคังอันอบอุ่น ดึงผ้าห่มสีแดงสดขึ้นมาคลุมจนถึงอก ในใจนั้นกำลังจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างบ้าคลั่ง
คืนส่งตัวที่แสนอึดอัดงั้นหรือ? ไม่เลย! นี่มันคือคืนแห่งชัยชนะที่แสนปลอดภัยต่างหาก! ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งบทสุภาพบุรุษผู้โง่เขลามาให้ นางจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงไปมากกว่านี้
ในขณะที่ไป๋ลู่กำลังสาปส่งสามีหมาดๆ ในใจอย่างมีความสุข จ้าวฉีเซินที่นอนอยู่บนพื้นกลับยังคงลืมตาโพลงในความมืด เขาจ้องมองไปยังเงาร่างของนางที่นอนขดตัวอยู่บนเตียง เสียงไอแผ่วๆ ที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ราวกับเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงเข้ามาในหัวใจของเขา
เขาคือทหาร คือผู้นำกองร้อย ปกป้องประเทศชาติและประชาชน แต่เขากลับปกป้องภรรยาของตัวเองในบ้านของตนเองไม่ได้ เขารู้สึกละอายใจอย่างสุดซึ้ง
นับจากวันนี้ไป เขาจะไม่ยอมให้นางต้องเผชิญกับความลำบากหรือความเจ็บปวดใดๆ อีก เขาจะดูแลร่างกายที่อ่อนแอของนางให้ดีที่สุด จะปกป้องนางจากทุกสิ่ง...ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
จ้าวฉีเซินกำหมัดแน่น ดวงตาคมกล้าที่เคยใช้จ้องมองศัตรูในสมรภูมิ บัดนี้กลับทอประกายแห่งความมุ่งมั่นและแน่วแน่ เขาสาบานกับตนเองในความมืดมิดของค่ำคืนนั้น...คำสาบานที่จะผูกมัดชีวิตของเขาไว้กับสตรีที่กำลังแสร้งหลับอยู่บนเตียงไปตลอดกาล โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่นางปรารถนาที่สุด คือการที่เขาจะผิดคำสาบานนั้น...โดยเร็วที่สุด