บัญชีเลือดแห่งตระกูลจ้าว

แสงอรุโณทัยสีทองซีดสาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างกระดาษ ปลุกสรรพชีวิตในกองพลการผลิตชิงซานอู่ให้ตื่นจากนิทรา เสียงไก่ขันและเสียงผู้คนเริ่มขวักไขว่ดังแว่วมาแต่ไกล ทว่าภายในห้องหอสีแดงสดของคู่บ่าวสาวตระกูลจ้าว บรรยากาศกลับยังคงสงบนิ่งผิดแผก

ไป๋ลู่ขยับตัวเล็กน้อยบนเตียงคังอันอบอุ่น นางแสร้งทำเป็นเพิ่งตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน พลางปรายตามองไปยังบุรุษร่างสูงใหญ่ที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ จ้าวฉีเซินนอนนิ่งราวกับรูปสลัก ท่วงท่าหลับใหลของเขายังคงแฝงไว้ด้วยระเบียบวินัยแบบทหาร แม้จะอยู่บนพื้นแข็งกระด้าง เขาก็ยังดูสง่างามอย่างประหลาด

มุมปากของไป๋ลู่ลอบยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ไม่มีผู้ใดเห็น นางนอนสบายบนเตียงอุ่นๆ ทั้งคืน ขณะที่สามีผู้สูงศักดิ์ต้องนอนหนาวบนพื้น ช่างเป็นภาพที่น่าอภิรมย์เสียนี่กระไร!

ทันใดนั้น จ้าวฉีเซินก็ลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่นางอย่างพอดิบพอดี ไป๋ลู่รีบปรับสีหน้าเป็นอ่อนแอและเหนื่อยล้าในบัดดล นางแสร้งไอค่อกแค่กสองสามครั้ง ฝ่ามือบางยกขึ้นทาบอกราวกับหายใจไม่ถนัด

"เจ้า...ตื่นแล้วหรือ" เสียงของจ้าวฉีเซินแหบพร่าเล็กน้อย เขาลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ความกังวลฉายชัดในแววตา "อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังไออยู่หรือไม่"

"ข้าดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วง" ไป๋ลู่ตอบเสียงแผ่วเบา พยายามสวมบทบาทภรรยาผู้อ่อนแอให้สมจริงที่สุด

ทว่าความสงบสุขจอมปลอมคงอยู่ได้ไม่นานนัก ประตูห้องพลันถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏกายของซุนกุ้ยฮวาที่เดินนำหน้าจ้าวต้ากั๋วเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง หญิงชรามองข้ามศีรษะบุตรชายคนรองที่นั่งอยู่บนพื้นไปยังสะใภ้ใหม่บนเตียงด้วยสายตาดูแคลน

"สายป่านนี้แล้วยังไม่ลุกขึ้นมาหุงหาอาหารอีก! คิดว่าแต่งเข้าบ้านฉันแล้วจะมานอนกินบ้านกินเมืองรึไง!" น้ำเสียงแหลมสูงของซุนกุ้ยฮวาดังเสียดแก้วหู

จ้าวฉีเซินขมวดคิ้วมุ่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงบดบังร่างของไป๋ลู่ไว้ "ท่านแม่ นี่เพิ่งจะยามเหม่า (ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า) ไป๋ลู่ยังไม่หายดี ให้นางพักผ่อนอีกสักหน่อยเถิด"

"พักผ่อนรึ!" ซุนกุ้ยฮวาเท้าสะเอว "คนอื่นเขาต้องตื่นไปทำงานที่กองพลการผลิต แต่นางกลับนอนอุตุอยู่บนเตียง นี่มันอภิสิทธิ์อะไรกัน! แล้วอีกอย่าง...ฉีเซิน เรื่องสำคัญที่ฉันจะพูดวันนี้ก็คือเรื่องของแกนั่นแหละ!"

นางยื่นมือที่เหี่ยวย่นออกมาเบื้องหน้าบุตรชาย "เอาสมุดบัญชีเงินเดือนทหารของแกมาให้ฉันเสียดีๆ แต่ก่อนแกยังโสด เงินเดือนทั้งหมดส่งมาให้ฉันจัดการก็ถูกแล้ว แต่ตอนนี้แกแต่งเมียแล้ว เมียแกก็คือคนของตระกูลจ้าว ทรัพย์สินของแกก็คือทรัพย์สินของตระกูลจ้าว สมุดบัญชีนั่นต้องให้ฉันซึ่งเป็นประมุขของบ้านเป็นคนเก็บ!"

จ้าวต้ากั๋วที่ยืนอยู่ข้างหลังพยักหน้าหงึกหงักเสริมทัพ "ใช่แล้วน้องรอง แม่พูดถูกทุกอย่าง เงินเดือนของแกก็เหมือนเงินของบ้านเรา จะให้คนนอกอย่างนางมาจัดการได้ยังไง"

ไป๋ลู่ที่แสร้งทำเป็นหวาดกลัวอยู่หลังแผ่นหลังกว้างของจ้าวฉีเซิน แทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ คนนอกรึ? ตอนนี้ตามกฎหมายแล้ว นางต่างหากคือภรรยาที่ถูกต้อง คือคนในครอบครัวที่แท้จริงของจ้าวฉีเซิน! ส่วนพวกท่านสองแม่ลูกนี่สิ ที่กำลังจะกลายเป็นคนนอกในไม่ช้า

จ้าวฉีเซินเม้มปากแน่น ดวงตาฉายแววเย็นชาลงหลายส่วน "ท่านแม่ ข้าโตแล้ว เรื่องเงินเดือนของข้า ข้าจัดการเองได้"

"แกจะจัดการเองได้ยังไง!" ซุนกุ้ยฮวาโวยวายลั่น "แกอยู่ค่ายทหารปีแล้วปีเล่า จะไปรู้อะไรเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน! ไหนจะค่าข้าวค่าน้ำ ค่าจิปาถะต่างๆ แถมยังต้องเลี้ยงเจ้าเด็กเหลือขอสองคนนั่นอีก ถ้าไม่มีฉันคอยดูแลจัดการ ป่านนี้บ้านคงแตกไปแล้ว! เอามาให้ฉัน!"

การโต้เถียงเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ไป๋ลู่เห็นว่าถึงเวลาที่นางเอกผู้แสนดีต้องออกโรงแล้ว นางค่อยๆ ก้าวออกมาจากด้านหลังจ้าวฉีเซิน ก้มหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทีประหม่าอาย "ท่านแม่...ท่านพี่ใหญ่...อย่าทะเลาะกับพี่ฉีเซินเลยเจ้าค่ะ เรื่องสมุดบัญชี...ข้าเป็นคนเก็บไว้เอง"

ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่นางเป็นตาเดียว ซุนกุ้ยฮวาแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ "เห็นไหมล่ะ! ฉันว่าแล้วว่าต้องเป็นนังจิ้งจอกนี่ที่ยุยง! รีบเอาออกมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!"

ไป๋ลู่ไม่ตอบโต้ นางเดินไปที่หีบไม้ใบเล็กข้างเตียง ก้มลงไปค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบสมุดเล่มเล็กที่ห่อด้วยผ้าอย่างดีออกมา ทว่า...มันไม่ใช่สมุดบัญชีเงินเดือนของทหาร แต่เป็นสมุดบันทึกธรรมดาๆ ที่มีร่องรอยการใช้งานจนเก่าคร่ำคร่า

นางค่อยๆ คลี่ผ้าออกอย่างทะนุถนอม เปิดสมุดบันทึกในมือออกช้าๆ แล้วเริ่มอ่านด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ

"ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่เจ้าคะ...เรื่องสมุดบัญชีเงินเดือนของพี่ฉีเซิน ข้าไม่เคยเห็นหรอกเจ้าค่ะ แต่ข้ามีสมุดบัญชีอีกเล่มหนึ่ง เป็นบัญชีรายรับรายจ่ายที่ข้าจดบันทึกไว้เองนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้...ข้ากลัวว่าจะใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินไป เลยอยากจดไว้ให้พี่ฉีเซินดูเมื่อเขากลับมา"

นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แววตาฉายประกายแห่งความเศร้าสร้อย "เดือนที่แล้ว...ท่านแม่เบิกเงินจากที่ทำการกองพลไปห้าหยวน บอกว่าจะเอาไปซื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีมาตัดชุดใหม่ให้ท่านพ่อ...ข้าเห็นว่าท่านพ่อทำงานหนัก ชุดก็เก่าขาดแล้ว จึงไม่ได้ทักท้วงอันใด"

ซุนกุ้ยฮวาสะดุ้ง หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย แต่ยังคงทำใจดีสู้เสือ

ไป๋ลู่พลิกหน้ากระดาษต่อไป "สิบห้าวันก่อน...ท่านพี่ใหญ่มาขอเงินสองหยวน บอกว่าจะเอาไปซื้อยาเส้นชั้นดีให้สหายที่ช่วยงานในไร่...ข้าเห็นว่าเป็นเรื่องของการตอบแทนน้ำใจ ก็มิได้ขัดข้อง"

ใบหน้าของจ้าวต้ากั๋วซีดเผือด เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

"สิบวันก่อน...ท่านแม่บอกว่าในครัวไม่มีน้ำตาลแล้ว จึงเบิกไปอีกหนึ่งหยวนเพื่อซื้อน้ำตาลทรายแดง...แต่เย็นวันนั้นข้าเห็นท่านแอบเอาน้ำตาลไปแลกไข่ไก่กับบ้านป้าหวังที่ท้ายหมู่บ้าน แล้วเอาไข่ทั้งหมดไปต้มให้ท่านพี่ใหญ่กินบำรุงร่างกาย..."

คราวนี้ซุนกุ้ยฮวาเริ่มยืนไม่ติด นางชี้หน้าไป๋ลู่ตัวสั่นเทา "แก...แกใส่ร้ายฉัน! นังสารเลว!"

ไป๋ลู่เมินเฉยต่อคำบริภาษนั้น นางยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านบัญชีในมือต่อไป น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นสะท้านสะเทือนใจมากขึ้นเรื่อยๆ "ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา...ค่าใช้จ่ายสำหรับท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านพี่ใหญ่ รวมทั้งสิ้นสิบสองหยวนกับอีกห้าเหมา...ส่วนค่าใช้จ่ายของอวี่เฉินกับเสี่ยวเหมียว..."

นางเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่าง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า "ค่าใช้จ่ายของเด็กสองคน...ไม่มีเลยเจ้าค่ะ...อาหารที่พวกเขาได้กินทุกมื้อคือรำข้าวผสมมันเทศบดหยาบๆ เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นชุดเก่าของลูกหลานบ้านอื่นที่เขาไม่ใช้แล้ว...เมื่อสามวันก่อนเสี่ยวเหมียวไม่สบาย ข้าจะไปขอยาจากหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้าน ท่านแม่ก็บอกว่าเปลืองเงิน...บอกว่าเด็กบ้านนอกเจ็บป่วยเล็กน้อยนอนพักเดี๋ยวก็หาย..."

ทุกคำพูดของไป๋ลู่เปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของจ้าวฉีเซินอย่างจัง!

บรรยากาศในห้องพลันเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วๆ ของไป๋ลู่เท่านั้นที่ดังอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวฉีเซินบัดนี้ดำคล้ำราวกับเมฆฝนก่อนพายุจะเข้า เกลียวคลื่นแห่งความโกรธาและผิดหวังถาโถมอยู่ในดวงตาคมกริบคู่นั้น

เขาส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน เดือนละสิบห้าหยวน...เงินจำนวนนี้มากพอที่จะทำให้คนทั้งครอบครัวกินดีอยู่ดีในยุคที่ขาดแคลนเช่นนี้ได้! แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร? มารดาและพี่ชายของเขาผลาญเงินไปกับของฟุ่มเฟือย ขณะที่หลานกำพร้าสองคนซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของน้องชายแท้ๆ ที่สละชีพในสมรภูมิ กลับต้องกินรำข้าวประทังชีวิต!

ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เขามีต่อมารดามาตลอดชีวิต...กำลังพังทลายลงในพริบตา

"บัญชี...เลือด...นี่มันบัญชีเลือดชัดๆ!" ไป๋ลู่พึมพำกับตัวเองเสียงเบาหวิวราวคนละเมอ ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียงราวกับหมดแรง สองมือยังคงกอดสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้แนบอกราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต

"พอได้แล้ว!" จ้าวฉีเซินตวาดเสียงกร้าว น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นจนทำให้อากาศในห้องพลันลดต่ำลงหลายส่วน เขาไม่มองหน้ามารดาหรือพี่ชาย แต่กลับเดินตรงไปหาไป๋ลู่ ยื่นมือออกไปเบื้องหน้านางด้วยสีหน้านิ่งขรึมจนน่ากลัว

"ส่งสมุดบัญชีนั่น...มาให้ข้า"

คำพูดของเขาเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ซุนกุ้ยฮวาและจ้าวต้ากั๋วมองภาพนั้นด้วยความอกสั่นขวัญแขวน พวกเขารู้สึกราวกับมีดาบน้ำแข็งจ่ออยู่ที่ลำคอ รอคอยเพียงการตัดสินโทษจากบุรุษผู้เป็นเสาหลักทางการเงินของบ้าน...ซึ่งบัดนี้แววตาของเขาไม่ได้มีความเป็นลูกหรือน้องชายหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว