สามีกลับค่าย ภรรยาเริ่มธุรกิจ

คำพูดของเขาเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ซุนกุ้ยฮวาและจ้าวต้ากั๋วมองภาพนั้นด้วยความอกสั่นขวัญแขวน พวกเขารู้สึกราวกับมีดาบน้ำแข็งจ่ออยู่ที่ลำคอ รอคอยเพียงการตัดสินโทษจากบุรุษผู้เป็นเสาหลักทางการเงินของบ้าน...ซึ่งบัดนี้แววตาของเขาไม่ได้มีความเป็นลูกหรือน้องชายหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว

ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้น นางเห็นเพียงความเยียบเย็นและความเด็ดเดี่ยวที่สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ นางแสร้งทำสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมส่งสมุดบัญชีเล่มนั้นให้เขาแต่โดยดี สองมือของนางสั่นเทาเล็กน้อย ราวกับกำลังส่งมอบหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตัดสินชะตาชีวิตของคนในบ้าน

จ้าวฉีเซินรับสมุดบัญชีมาด้วยมือเดียว ใบหน้าของเขายังคงนิ่งขรึมไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่ากระแสกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่นั้นหนักหน่วงจนแทบทำให้ผู้คนหยุดหายใจ เขาไม่ได้เปิดดูเนื้อหาในนั้นอีกต่อไป เพราะทุกตัวอักษรที่ไป๋ลู่ได้อ่านออกมาเมื่อครู่ ได้สลักลึกลงในใจของเขาแล้ว

“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง ก้องกังวานไปทั่วทุกอณูของห้อง “เงินทุกหยวนที่ข้าส่งกลับมา จะตกอยู่ในการดูแลของไป๋ลู่แต่เพียงผู้เดียว”

“ฉีเซิน! เจ้าจะบ้าไปแล้วหรือ!” ซุนกุ้ยฮวากรีดร้องออกมาทันที นางพุ่งเข้าไปหมายจะคว้าแขนบุตรชาย แต่กลับถูกสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของเขาตวัดมองจนชะงักงันอยู่กับที่

“สำหรับท่านแม่” เขาเมินเฉยต่อเสียงโวยวายนั้น “ข้าจะให้ไป๋ลู่จัดสรรเงินให้เดือนละห้าหยวนเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ส่วนที่เหลือ...นางจะเป็นผู้ตัดสินใจเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารของคนในบ้าน หรือค่าเล่าเรียนของอวี่เฉินและเสี่ยวเหมียว”

คำประกาศิตนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของซุนกุ้ยฮวาและจ้าวต้ากั๋ว! อำนาจทางการเงินที่เคยอยู่ในกำมือมาตลอดหลายปี บัดนี้ได้หลุดลอยไปสู่มือของสะใภ้ใหม่ที่เพิ่งเข้าบ้านได้ไม่กี่วัน!

ขณะที่สถานการณ์ในบ้านตระกูลจ้าวกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พลันมีเสียงตะโกนดังมาจากหน้าประตูบ้าน “ท่านผู้กองจ้าว! ท่านผู้กองจ้าวฉีเซินขอรับ! มีคำสั่งด่วนจากกองทัพ!”

พลทหารหนุ่มนายหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู สองมือยื่นซองจดหมายประทับตราครั่งสีแดงสดส่งให้จ้าวฉีเซินด้วยความนอบน้อม

บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่พลันสลายไปในทันที จ้าวฉีเซินฉีกซองจดหมายออกอ่านอย่างรวดเร็ว คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกในเวลาต่อมา “ข้าเข้าใจแล้ว บอกผู้บังคับบัญชาว่าข้าจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้”

“ขอรับ ท่านผู้กอง!” พลทหารหนุ่มรับคำสั่งแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

จ้าวฉีเซินหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนในครอบครัวอีกครั้ง สีหน้าของเขากลับคืนสู่ความเรียบเฉยของนายทหารผู้กรำศึก “ข้าต้องกลับค่ายด่วน มีภารกิจสำคัญที่ชายแดน”

หัวใจของไป๋ลู่พลันเต้นระรัวขึ้นมาด้วยความยินดี! นางต้องขอบคุณสวรรค์เบื้องบนที่เมตตาส่งภารกิจด่วนจี๋มาช่วยนางให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนนี้ได้ทันท่วงที แต่ใบหน้าของนางกลับฉายแววอาลัยอาวรณ์ออกมาอย่างแนบเนียน

“ท่านพี่...จะไปแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ ก้าวเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ สองตาคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใส “เพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่กี่วัน...ท่านก็ต้องไปอีกแล้ว”

จ้าวฉีเซินมองภรรยาที่แสนบอบบางตรงหน้า ในใจพลันรู้สึกผิดและสงสารนางจับใจ นางต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวที่แสนวุ่นวายของเขาตามลำพัง ทั้งยังต้องแบกรับภาระการดูแลบ้านทั้งหลังอีก “ข้าขอโทษ... แต่หน้าที่ต้องมาก่อน”

เขายื่นมือไปลูบศีรษะของนางเบาๆ ก่อนจะล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบซองผ้าหนาๆ ออกมาซองหนึ่งยัดใส่มือของนาง “ในนี้มีเงินอยู่ยี่สิบหยวน กับตั๋วอุตสาหกรรมสองใบ ข้าไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ เจ้าเก็บไว้ใช้จ่ายนะ อยากได้อะไรก็ซื้อ ไม่ต้องประหยัด”

ดวงตาของไป๋ลู่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ...ตั๋วอุตสาหกรรม! ของล้ำค่าที่เงินสดก็หาซื้อไม่ได้! สิ่งนี้สามารถใช้แลกซื้อของชิ้นใหญ่อย่างจักรยานหรือจักรเย็บผ้าได้เลยทีเดียว! นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ!

“ข้าไม่เอาเจ้าค่ะ” นางแสร้งปฏิเสธ ผลักซองเงินกลับไปให้เขา “ท่านพี่ไปปฏิบัติภารกิจ ต้องใช้เงินติดตัว ข้าอยู่ที่บ้านมีข้าวกินก็พอแล้ว”

“รับไปเถอะ” จ้าวฉีเซินยืนกราน น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ถือว่าเป็นคำสั่ง”

ไป๋ลู่จึงจำต้อง ‘รับไว้’ อย่างเสียมิได้ นางกำซองเงินและตั๋วเอาไว้ในมือแน่น ราวกับกลัวว่ามันจะบินหนีไป จากนั้นจึงเริ่มแสดงบทบาทภรรยาผู้แสนดี นางช่วยเขาจัดเตรียมสัมภาระเล็กๆ น้อยๆ ต้มน้ำร้อนใส่กระติกน้ำทหารใบเก่า และห่อมันเทศนึ่งสองหัวใส่ผ้าไว้ให้เขาพกไปกินระหว่างทาง

เมื่อจ้าวฉีเซินเดินออกจากประตูบ้าน ไป๋ลู่ก็เดินตามไปส่งจนถึงสุดทางของหมู่บ้าน สายลมยามบ่ายพัดโชยมาเบาๆ หมู่ต้นหลิวไหวเอนไปมา นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดที่เตรียมไว้ออกมา โบกไปมาในอากาศช้าๆ ขณะที่ร่างสูงใหญ่ของสามีค่อยๆ เดินห่างออกไปจนลับสายตา

“ท่านพี่...เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ...รีบๆ กลับมา...” นางพึมพำเสียงแผ่ว แต่ในใจกลับกำลังจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ‘ไปเลย! ไปให้ไกลๆ! ไปปฏิบัติหน้าที่วีรบุรุษของท่านให้เต็มที่! หากโชคดีสละชีพในสมรภูมิได้ ข้าจะสร้างป้ายอนุสรณ์ให้ท่านอย่างสมเกียรติเลย!’

เมื่อแผ่นหลังของจ้าวฉีเซินหายลับไปจากขอบฟ้า รอยยิ้มเศร้าสร้อยบนใบหน้าของไป๋ลู่ก็มลายหายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและเฉียบคม นางกลับเข้าบ้าน ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้านแม้แต่น้อย

นางกลับเข้าไปในห้องของตน วางซองเงินและตั๋วอุตสาหกรรมลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ อย่างเบามือ สองสิ่งนี้คือทุนรอนก้อนแรกในการสร้าง ‘กองทุนแม่ม่าย’ ของนาง! นางไม่สามารถฝากอนาคตไว้กับสามีที่อาจจะตายวันตายพรุ่ง หรือครอบครัวสามีที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อได้ นางต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น!

แผนการในหัวของนางเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ตลาดมืดในตรอกซื่อซานที่ตัวอำเภอ คือเป้าหมายแรกของนาง ที่นั่นคือสถานที่เดียวที่จะเปลี่ยนตั๋วอุตสาหกรรมที่ไร้ค่าสำหรับนางในตอนนี้ ให้กลายเป็นเงินสดและเสบียงที่จับต้องได้

ทว่าการไปตลาดมืดนั้นมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภรรยานายทหารอย่างนาง หากถูกจับได้ ไม่เพียงแต่ตัวนางจะเดือดร้อน แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของจ้าวฉีเซินอีกด้วย

ไป๋ลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของนางจะสว่างวาบขึ้นมา นางลุกขึ้นไปรื้อค้นหีบเสื้อผ้าเก่าๆ ของซุนกุ้ยฮวา หยิบเอาเสื้อผ้าฝ้ายสีมอซอที่เก่าจนซีดออกมาหนึ่งชุด พร้อมกับผ้าโพกหัวสีเทาเข้ม จากนั้นนางเดินไปที่เตาไฟ ใช้ปลายนิ้วแตะเขม่าสีดำที่ก้นหม้อขึ้นมาเล็กน้อย

นางมองเงาสะท้อนของตนในกระจกทองเหลืองบานเล็กที่ขุ่นมัว ใบหน้าขาวนวลเนียนค่อยๆ ถูกป้ายด้วยเขม่าจนกลายเป็นสีดำคล้ำ ผมที่เคยหวีเรียบเป็นมันก็ถูกทำให้ยุ่งเหยิง ก่อนจะใช้ผ้าโพกหัวผืนนั้นพันรอบศีรษะปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง

บัดนี้ สตรีผู้บอบบางที่เพิ่งร่ำไห้ส่งสามีไปชายแดนได้หายไปแล้ว เหลือเพียงหญิงชาวนาหน้าตาซอมซ่อ มอมแมม ที่ดูกลมกลืนไปกับฝูงชนในยุคแห่งความขาดแคลนนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไป๋ลู่ซ่อนตั๋วอุตสาหกรรมและเงินส่วนหนึ่งไว้ในชั้นในสุดของเสื้อผ้าอย่างแน่นหนา เหลือเงินเล็กน้อยไว้ในกระเป๋าเผื่อกรณีฉุกเฉิน นางสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า

เมื่อแสงสุดท้ายของวันเริ่มจางหายไป นางก็แง้มประตูบ้านออกอย่างเงียบเชียบ สอดส่ายสายตามองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น นางจึงรีบก้าวออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่จะนำพาชีวิตของนางไปสู่ความมั่งคั่ง...หรือหายนะ

ทันทีที่นางก้าวเข้าสู่ปากตรอกซื่อซานอันมืดสลัวและอับชื้น กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของตลาดมืดก็โชยมาปะทะจมูก ทั้งกลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นดิน และกลิ่นของโอกาสที่ลอยอยู่ในอากาศ ขณะที่นางกำลังกวาดสายตามองหาเป้าหมายอยู่นั้น พลันมีเงาตะคุ่มปรากฏขึ้นด้านหลัง มือหยาบกร้านข้างหนึ่งก็ตะปบลงบนบ่าของนางอย่างแรง!

“หน้าใหม่รึ? มาทำอะไรที่นี่” เสียงแหบห้าวและกดต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาหัวใจของไป๋ลู่แทบจะหยุดเต้น