ลูกพี่หลิวแห่งตรอกซื่อซาน

วินาทีที่มือหยาบกร้านตะปบลงบนบ่า ความเย็นเยียบก็แล่นปราดจากแผ่นหลังสู่ไขสันหลังของไป๋ลู่ เสียงแหบห้าวที่ดังขึ้นข้างหูนั้นแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายคุกคามอย่างไม่ปิดบัง ทำเอาหัวใจที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้วของนางยังเผลอกระตุกวูบ

ทว่าสตรีจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดผู้นี้ไหนเลยจะยอมให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำได้ง่ายๆ นางเพียงแค่สะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ก่อนจะควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว นางค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ เผชิญหน้ากับเจ้าของมือและเสียงนั้น

ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนยืนขวางทางนางอยู่ พวกเขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าซอมซ่อ แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นแข็งกร้าวและไม่เป็นมิตร บ่งบอกว่าพวกเขาไม่ใช่มือสมัครเล่นที่เพิ่งเข้ามาหาลู่ทางในตลาดมืดแห่งนี้

“ข้า...ข้ามาหาซื้อของ” ไป๋ลู่แสร้งทำเสียงสั่นเครือ ก้มหน้าหลบสายตา ทำทีเป็นหญิงชาวนาขี้ตื่นที่บังเอิญหลงเข้ามาในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย

“ซื้อของรึ?” ชายคนที่อยู่ด้านซ้ายแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเจ้าจะมาเดินเล่นได้ตามใจชอบ บอกมาตามตรงว่ามีอะไรมาขาย”

ไป๋ลู่กอดห่อผ้าในอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกนิด ดวงตาเหลือบมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง “ข้า...ข้ามีของป่านิดหน่อย กับ...กับตั๋ว”

คำว่า “ตั๋ว” ทำให้แววตาของชายทั้งสองเปลี่ยนไป พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนที่ชายคนที่จับบ่านางไว้จะออกคำสั่งเสียงเข้ม “ตามข้ามา ลูกพี่อยากพบเจ้า”

ไป๋ลู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามแรงจูงของชายฉกรรจ์ไปอย่างเงียบเชียบ นางถูกพาเดินลัดเลาะลึกเข้าไปในตรอกซื่อซานที่ยิ่งเดินลึกก็ยิ่งมืดและซับซ้อนราวกับใยแมงมุม ผู้คนที่เดินสวนไปมาต่างรีบเร่งและระแวดระวัง ไม่มีใครสนใจใคร บรรยากาศแห่งความกดดันและอันตรายอบอวลอยู่ทั่วทุกอณูอากาศ

ในที่สุด พวกเขาก็หยุดลงที่ลานเล็กๆ ด้านหลังโกดังร้างแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนลังไม้ขนาดใหญ่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มทับด้วยเสื้อกั๊ก แม้เสื้อผ้าจะดูธรรมดา แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับน่าเกรงขามอย่างประหลาด เขามีใบหน้าเหลี่ยม สันกรามคมชัด ดวงตาเรียวเล็กแต่ทอประกายคมปลาบดุจเหยี่ยวร้ายกำลังประเมินเหยื่อ บนแก้มซ้ายมีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่าน ยิ่งขับเน้นให้ดูน่าครั่นคร้ามยิ่งขึ้นไปอีก

นี่คงจะเป็น ‘ลูกพี่หลิว’ หรือ หลิวต้าไห่ ผู้คุมตลาดมืดแห่งตรอกซื่อซานเป็นแน่แท้

“ลูกพี่ นี่เป็นหน้าใหม่ บอกว่ามีของมาขายพ่ะย่ะค่ะ” ชายคนหนึ่งรายงานอย่างนอบน้อม

หลิวต้าไห่ไม่ได้มองไป๋ลู่ในทันที สายตาของเขายังคงกวาดมองไปรอบๆ ตลาดราวกับทุกสิ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ก่อนจะค่อยๆ ตวัดสายตามาจับจ้องที่หญิงสาวในชุดซอมซ่อตรงหน้า ช่างเป็นสายตาที่เฉียบคมและกดดัน ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจของคนได้

“มีอะไรมา ก็เอาออกมาดู” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่แฝงอำนาจที่ทำให้คนฟังไม่อาจขัดขืน

ไป๋ลู่สูดหายใจเข้าลึกๆ นางค่อยๆ วางห่อผ้าลงบนพื้นแล้วคลี่ออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นเห็ดหลินจือแห้งสนิทดอกงาม สมุนไพรป่าหายากสองสามชนิดที่นางจดจำได้จากความรู้ชาติก่อน และที่สำคัญที่สุดคือตั๋วอุตสาหกรรมหนึ่งใบที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี

ทันทีที่เห็นตั๋วอุตสาหกรรม แววตาของสมุนข้างกายหลิวต้าไห่ก็ลุกวาวขึ้นมาทันที ของสิ่งนี้ในยุคขาดแคลนมีค่าไม่ต่างจากทองคำ!

“เห็ดหลินจือนี่พอใช้ได้ ของป่าพวกนี้ก็งั้นๆ ส่วนตั๋วใบนี้... ข้าให้เจ้าสิบหยวนกับตั๋วข้าวสิบชั่ง” สมุนคนหนึ่งเสนอราคาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นราคาที่กดขี่ขูดรีดอย่างยิ่ง

ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้น สบตากับหลิวต้าไห่โดยตรงเป็นครั้งแรก นางไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองหรือร้อนรน ตรงกันข้าม กลับมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากซึ่งซ่อนอยู่ใต้เงาของผ้าโพกศีรษะ

“ลูกพี่หลิว” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงผิดกับท่าทางหวาดกลัวก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง “ท่านทำธุรกิจใหญ่โต คงไม่ต้องการกำไรเล็กๆ น้อยๆ จากการกดราคาของป่าของหญิงชาวนาอย่างข้ากระมัง”

คำพูดของนางทำให้สมุนทั้งสองชะงักไป ส่วนหลิวต้าไห่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความสนใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “โอ้? แล้วเจ้าคิดว่าของของเจ้ามีค่าแค่ไหนกันเชียว?”

“มูลค่าของสินค้าไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราจะขายมันให้ใครและขายมันอย่างไร” ไป๋ลู่กล่าวอย่างใจเย็น “เห็ดหลินจือดอกนี้ หากขายให้ชาวบ้านทั่วไปก็ได้ราคาหนึ่ง แต่หากนำไปเสนอให้ครอบครัว幹部 (ก้านปู้ - เจ้าหน้าที่รัฐ) ที่มีผู้สูงอายุเจ็บป่วย มันจะมีค่าอีกราคาหนึ่ง ตั๋วอุตสาหกรรมใบนี้ก็เช่นกัน หากขายเดี่ยวๆ ก็ได้ราคาตลาด แต่หาก...”

นางหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความนัย “แต่หากลูกพี่นำมันไปจัดเป็นชุดของขวัญล่ะขอรับ?”

“ชุดของขวัญ?” หลิวต้าไห่ทวนคำด้วยความสงสัย

“ถูกต้องเจ้าค่ะ” ไป๋ลู่พยักหน้า “ลองคิดดูนะเจ้าคะ ในยุคสมัยนี้ การจะไปขอความช่วยเหลือหรือสร้างสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ การให้เงินโดยตรงนั้นเสี่ยงเกินไป แต่ถ้าหากเรานำตั๋วอุตสาหกรรมใบนี้ ห่อรวมกับเห็ดหลินจือดอกงาม ใส่ใบชาดีๆ หรือน้ำตาลสักครึ่งชั่ง จัดลงในตะกร้าสานที่ผูกด้วยผ้าสีแดงเล็กๆ... มันจะไม่ได้เป็นแค่ ‘ของ’ แต่มันจะกลายเป็น ‘น้ำใจ’ และ ‘หน้าตา’ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนบางกลุ่มยอมจ่ายแพงกว่ามูลค่าจริงของสินค้าเสมอ”

นางชี้ไปยังเห็ดหลินจือของตน “ของป่าพวกนี้ก็เช่นกัน อย่าขายแยกเป็นอย่างๆ ลองจับคู่เห็ดกับสมุนไพรบำรุงกำลัง ตั้งชื่อให้ดูดีมีสกุลว่าเป็น ‘ชุดยาอายุวัฒนะจากขุนเขา’ ขายให้คนที่รักสุขภาพ กำไรที่ได้ย่อมสูงกว่าการขายแยกชั่งเป็นไหนๆ นี่เรียกว่าการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเจ้าค่ะ”

ความเงียบเข้าปกคลุมลานเล็กๆ นั้นชั่วขณะ สมุนสองคนอ้าปากค้าง มองไป๋ลู่ราวกับเห็นตัวประหลาด ความคิดเช่นนี้พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน! การค้าในตลาดมืดมีเพียงการกดราคาผู้ขายและโก่งราคาผู้ซื้อ ใครเลยจะมาเสียเวลาคิดเรื่องการจัดชุดของขวัญอะไรนี่

ทว่าหลิวต้าไห่กลับแตกต่างออกไป แววตาคมปลาบของเขาหรี่ลง ครุ่นคิดตามคำพูดของไป๋ลู่ ในฐานะผู้คุมตลาดแห่งนี้ เขาไม่ใช่แค่อันธพาลข้างถนน แต่เป็นพ่อค้าที่เฉียบแหลมและมองการณ์ไกล เขามองเห็นศักยภาพและกำไรมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดเรียบง่ายแต่แยบยลของหญิงสาวผู้นี้ทันที

“น่าสนใจ...” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไป๋ลู่อีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาไม่ได้มีเพียงความสนใจ แต่แฝงไว้ด้วยความทึ่งและความชื่นชม “ความคิดของเจ้าไม่เลวเลยจริงๆ ไม่เหมือนหญิงชาวนาทั่วไป”

เขาโบกมือให้สมุนคนหนึ่ง “ไปเอาเงินมาสามสิบหยวน กับตั๋วข้าวสารยี่สิบชั่ง ตั๋วเนื้ออีกห้าชั่ง”

ราคานี้สูงกว่าที่ไป๋ลู่คาดหวังไว้เสียอีก! มันเป็นราคาที่ยุติธรรมอย่างยิ่งในตลาดมืดแห่งนี้

เมื่อสมุนนำเงินและตั๋วมาส่งให้ ไป๋ลู่ก็รับมาตรวจสอบอย่างรวดเร็วก่อนจะเก็บเข้าอกเสื้ออย่างมิดชิด นางคารวะให้หลิวต้าไห่เล็กน้อย “ขอบคุณลูกพี่หลิวที่เมตตา”

ขณะที่นางกำลังจะหมุนตัวจากไปนั้นเอง หลิวต้าไห่ก็เอ่ยขึ้น “เดี๋ยวก่อน”

เขาหยิบป้ายไม้เล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากอกเสื้อ บนป้ายนั้นสลักอักษรคำว่า ‘หลิว’ (刘) ไว้อย่างหยาบๆ เขาโยนมันให้ไป๋ลู่

“เก็บป้ายนี่ไว้ ครั้งหน้าถ้ามีของดีๆ อีก ก็มาหาข้าได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านใคร”

ไป๋ลู่รับป้ายไม้ไว้อย่างงุนงง แต่นางเข้าใจความหมายของมันในทันที นี่คือใบเบิกทาง คือสัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ การมีสิ่งนี้อยู่ในมือหมายความว่านางได้สร้างเส้นสายที่มั่นคงในตลาดมืดแห่งนี้ได้สำเร็จแล้ว! มันคือชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับแผนการสร้าง ‘กองทุนเศรษฐีนีแม่ม่าย’ ของนาง

“ขอบคุณลูกพี่หลิว!” นางกล่าวจากใจจริงก่อนจะเก็บป้ายไม้นั้นไว้อย่างดีที่สุด

นางหมุนตัวเดินจากมาด้วยหัวใจที่พองโต ในที่สุดนางก็มีช่องทางทำกินเป็นของตัวเองแล้ว อนาคตที่สุขสบายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!

ทว่าขณะที่นางก้าวออกจากเขตอิทธิพลของหลิวต้าไห่ กำลังจะกลับสู่เส้นทางหลักของตรอกอันพลุกพล่าน เสียงเรียบๆ แต่ทรงพลังของเขาก็ดังไล่หลังมาอีกครั้ง คำถามของเขาในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจการค้า แต่กลับแทงทะลุเข้าไปถึงตัวตนที่นางพยายามปิดบังไว้

“เดี๋ยวก่อนแม่นาง” หลิวต้าไห่เอ่ยขึ้น แววตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังของนางไม่วางตา “ด้วยสติปัญญาและความคิดความอ่านเช่นนี้... บอกข้าตามตรงเถอะ เจ้าเป็นใครกันแน่?”

คำถามนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของไป๋ลู่ ทำให้นางที่กำลังเปี่ยมสุขชะงักงันจนแผ่นหลังแข็งทื่อ