ตื่นขึ้นมาในห้องฟืนกับข้อหาดาวกวาดล้าง

ความมืดมิดที่เหนียบหนาวราวกับห้วงเหวไร้ก้นบึ้งคือสิ่งแรกที่หลิน หว่านชิวสัมผัสได้ ตามมาด้วยความเจ็บปวดระบมไปทั่วทั้งร่างราวกับถูกเกวียนทับ และกลิ่นอับชื้นของดินกับไม้ผุๆ ที่คละคลุ้งจนน่าอึดอัด

นางพยายามขยับกาย แต่กลับพบว่าข้อมือและข้อเท้าถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกป่านที่เสียดสีผิวจนแสบร้อน สติสัมปชัญญะที่เคยเลือนรางค่อยๆ กลับคืนมาทีละน้อย ความทรงจำสุดท้ายของนางคือการทำงานในห้องฉุกเฉินติดต่อกันสามสิบหกชั่วโมงจนร่างกายประท้วงด้วยอาการหัวใจวูบไป...แล้วนี่มันที่ไหนกัน?

ยังไม่ทันที่สมองจะได้ประมวลผล เสียงแหลมสูงราวกับใบมีดกรีดผ่านความเงียบก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูไม้ที่ผุพัง

"นางแพศยาดาวกวาดล้าง! บ้านตระกูลซ่งของข้าไปทำกรรมอะไรไว้แต่ชาติปางก่อน ถึงได้รับตัวซวยเช่นเจ้าเข้ามาเป็นสะใภ้! เพียงคืนเดียว...เพียงคืนเดียวเท่านั้น! เจ้าก็คร่าชีวิตพ่อผัว แล้วยังทำให้สามีของเจ้าต้องนอนเป็นผักรอความตาย!"

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเจ็บแค้นจนแทบกระอักเป็นเลือด หลิน หว่านชิวขมวดคิ้วมุ่น...พ่อผัว? สามี? นี่มันเรื่องอะไรกัน?

พลันนั้นเอง ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก เด็กสาวเจ้าของร่างนี้ก็ชื่อ 'หลิน หว่านชิว' เช่นกัน ทว่านางเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบแปดปีผู้ถูกลุงกับป้าแท้ๆ หลอกลวงให้แต่งเข้าบ้านตระกูลซ่งแห่งกองพลน้อยต้าเฟิง เพื่อแลกกับสินสอดจำนวนหนึ่งและข้าวสารอีกหลายกระสอบ พวกเขาป้อยอว่าตระกูลซ่งแม้จะยากจน แต่บุตรชายคนรอง ซ่ง จิ่งเฉิน เป็นคนขยันขันแข็ง มีอนาคตไกล แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

คืนเข้าหอ...ขณะที่พิธีไหว้ฟ้าดินกำลังจะเริ่มขึ้น ซ่ง ต้าไห่ ผู้เป็นพ่อผัวก็เกิดอาการเจ็บหน้าอกกะทันหัน ล้มลงสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาคนทั้งบ้าน ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง ซ่ง จิ่งเฉิน สามีหมาดๆ ของนางก็เสียหลักล้มลง ศีรษะฟาดกับขอบโต๊ะหินอย่างแรงจนสลบแน่นิ่งไป หมอตีนเปล่าประจำหมู่บ้านมาดูอาการแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า บอกว่าศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรง คงไม่อาจฟื้นคืนมาได้อีก

เหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในคืนมงคล โชคร้ายซ้ำซ้อนจนน่าเหลือเชื่อนี้ ทำให้ข้อกล่าวหาทั้งหมดพุ่งตรงมาที่หลิน หว่านชิว สะใภ้คนใหม่ผู้มีดวงตาเศร้าสร้อยและท่าทีหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา "ดาวกวาดล้าง" "ตัวซวยกินผัว" คำสาปแช่งเหล่านี้ถูกพ่นออกมาจากปากของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะจาง กุ้ยฟาง แม่สามีผู้สูญเสียทั้งสามีและบุตรชายไปในคราเดียว

"เปิดประตู! ข้าจะเข้าไปสั่งสอนนังตัวอัปมงคลนั่นให้รู้สำนึก!" เสียงเกรี้ยวกราดของจาง กุ้ยฟางดังใกล้เข้ามา

ปัง!

ประตูไม้ผุพังถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาจนหลิน หว่านชิวต้องหยีตา นางเห็นร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำ vor เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง ในมือของนางถือไม้ท่อนหนึ่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น

"นังตัวซวย! เพราะเจ้าคนเดียว! ต้าไห่ถึงต้องตาย! จิ่งเฉินของข้าถึงต้องกลายเป็นคนไร้ประโยชน์! วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตายตามพวกมันไป!" จาง กุ้ยฟางพุ่งเข้ามาเงื้อไม้ในมือขึ้นสุดแขน ฟาดลงบนร่างของหลิน หว่านชิวอย่างไม่ปรานี

เพี๊ยะ!

ความเจ็บแปลบแล่นปราดจากแผ่นหลังไปทั่วสรรพางค์กายจนแทบสิ้นสติ หลิน หว่านชิวในร่างนี้กัดฟันแน่น ความเจ็บปวดทางกายยังไม่เท่าความเจ็บปวดจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่ถูกกระทำย่ำยีมาตลอดชีวิต แต่หลิน หว่านชิวคนใหม่ไม่ใช่เด็กสาวอ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป นางคือพยาบาลห้องฉุกเฉินที่เห็นความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน จิตใจของนางแข็งแกร่งดุจหินผา!

"หยุดนะ!" นางตวาดกลับด้วยเสียงที่แหบพร่าแต่เด็ดเดี่ยว

จาง กุ้ยฟางชะงักงันไปชั่วขณะ ไม่คาดคิดว่าสะใภ้รองที่ปกติเอาแต่ก้มหน้าน้ำตาคลอ จะกล้าขึ้นเสียงกับตน

"เจ้า...เจ้ากล้าขึ้นเสียงกับข้างั้นรึ!" นางตวาดกลับ ฟาดไม้ลงไปอีกครั้ง

ครั้งนี้หลิน หว่านชิวเตรียมพร้อมกว่าเดิม นางใช้แรงทั้งหมดที่มี พลิกตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด ไม้ท่อนนั้นฟาดลงบนพื้นดินข้างๆ ตัวนางจนฝุ่นคลุ้ง อาศัยจังหวะนั้นเอง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำงานอย่างเต็มที่ ดวงตาของนางเหลือบไปเห็นท่อนฟืนขนาดพอเหมาะท่อนหนึ่งวางอยู่ไม่ไกล นางใช้เท้าที่ยังถูกมัดเกี่ยวท่อนฟืนนั้นเข้ามาใกล้ แล้วใช้แรงเฮือกสุดท้ายของร่างกายที่อ่อนล้าเต็มที เอื้อมมือไปคว้ามันขึ้นมาถือไว้มั่น

"ถ้าท่านก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะฟาดกลับ!" หลิน หว่านชิวจ้องมองแม่สามีด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แววตาของลูกแกะที่หวาดกลัว แต่เป็นแววตาของหมาป่าที่พร้อมจะสู้จนตัวตาย

จาง กุ้ยฟางตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางมองสะใภ้ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เด็กสาวที่เคยตัวสั่นงันงกราวกับลูกนก บัดนี้กลับมีไอสังหารแผ่ออกมาจางๆ จนน่าหวาดหวั่น

"ท่านแม่!" หลิน หว่านชิวเปลี่ยนสรรพนาม เรียกด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "ท่านพ่อเสียชีวิตด้วยอาการป่วยกะทันหัน ท่านพี่จิ่งเฉินประสบอุบัติเหตุ เรื่องทั้งหมดนี้มีคนมากมายเห็นเป็นพยาน หากท่านจะโยนความผิดทั้งหมดมาให้ข้าที่เป็นเพียงเด็กสาวตัวคนเดียว มันไม่ยุติธรรมเกินไปหน่อยหรือ?"

"การแต่งงานครั้งนี้ ข้าไม่ได้เต็มใจมา แต่ถูกลุงกับป้าหลอกมาขายเพื่อเอาสินสอด หากจะโทษ ก็ควรไปโทษคนที่เห็นแก่เงินเหล่านั้น ไม่ใช่มาลงที่ข้า!"

"อีกอย่าง...หากข้าเป็นดาวกวาดล้างจริงอย่างที่ท่านว่า มีฤทธิ์เดชทำให้คนตายได้ในคืนเดียว ป่านนี้ข้าจะยอมให้ท่านมัดขังไว้ในห้องฟืนแคบๆ แห่งนี้ รอให้ท่านมาทุบตีจนตายอย่างนั้นรึ?"

เหตุผลแต่ละข้อที่พรั่งพรูออกมานั้นคมคายและตรงจุด จาง กุ้ยฟางที่กำลังถูกความโศกเศร้าและความโกรธครอบงำถึงกับอับจนถ้อยคำไปชั่วขณะ นางจ้องมองท่อนฟืนในมือของหลิน หว่านชิวสลับกับดวงตาที่แข็งกร้าวคู่นั้น แม้ในใจจะยังเดือดดาล แต่สัญชาตญาณก็บอกนางว่าหากบุ่มบ่ามเข้าไปอีก คงได้เจ็บตัวเป็นแน่

"ดี! ดีมาก! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ!" จาง กุ้ยฟางกัดฟันกรอด "ข้าจะปล่อยให้เจ้าอดตายอยู่ในนี้! คอยดูสิว่าระหว่างข้ากับเจ้า ใครจะอึดกว่ากัน!"

พูดจบนางก็หันหลังกลับ กระแทกประตูห้องฟืนปิดดังปัง! ตามด้วยเสียงลงดาลจากด้านนอกอย่างแน่นหนา

ความมืดและความเงียบกลับเข้ามาครอบคลุมอีกครั้ง หลิน หว่านชิวทิ้งท่อนฟืนในมือลงอย่างหมดแรง ร่างกายสั่นเทิ้มจากความเจ็บปวดและความอ่อนล้า แต่ในใจกลับไม่ได้หวาดกลัวเหมือนตอนแรก นางรอดพ้นจากการถูกทุบตีจนตายไปได้หนึ่งครา แต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น คำขู่ของจาง กุ้ยฟางไม่ใช่แค่ลมปาก ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การปล่อยให้คนอดตายในห้องเก็บฟืนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

หลิน หว่านชิวพิงแผ่นหลังที่ปวดร้าวกับผนังดินเย็นเฉียบ ดวงตาของนางทอประกายกล้าแกร่งขึ้นในความมืด...ความตายนั้นง่ายดาย แต่นางจะไม่ยอมตายอย่างไร้ค่าในสถานที่แบบนี้เด็ดขาด การมีชีวิตรอดต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีในนรกขุมนี้...ต่างหากคือการต่อสู้ที่แท้จริงที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น