ปฏิกิริยาแรกของชายผู้หลับใหล

หลังม่านราตรีโรยตัวลงมาปกคลุมกองพลน้อยต้าเฟิงจนสิ้น แสงจันทร์นวลใยสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเก่าคร่ำคร่า ขับไล่ความมืดมิดในเรือนตระกูลซ่งให้เจือจางลงได้เพียงเล็กน้อย บรรยากาศภายในบ้านหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนมหึมากดทับอยู่บนอกของทุกคน

นับตั้งแต่เหตุการณ์ริมลำธารสิ้นสุดลง จางกุ้ยฟางก็มิได้เอ่ยวาจาใดอีก นางเพียงแต่ส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมาให้หลินหว่านชิวเป็นระยะๆ ส่วนหวังชุนฮวาก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตาผู้ใด ราวกับกลัวว่าความผิดที่ตนก่อไว้จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง

คำประกาศก้องของซ่งเจียอี๋ที่ปกป้องหลินหว่านชิวกลางวงล้อมของชาวบ้าน ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน มันเป็นดั่งแส้ที่ฟาดลงบนใบหน้าของจางกุ้ยฟางอย่างจัง และเป็นดั่งกำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้น กั้นระหว่างหลินหว่านชิวกับสองแม่ลูกสะใภ้คู่นั้น

หลินหว่านชิวเก็บตะกร้าเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มกลับเข้ามาในห้องของตนอย่างเงียบเชียบ นางไม่ได้สนใจสายตาหรือบรรยากาศมาคุเหล่านั้นแม้แต่น้อย ในใจของนางกำลังครุ่นคิดถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของซ่งเจียอี๋มากกว่า

ขณะที่นางกำลังจะปิดประตูบานเก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ร่างเล็กๆ ของซ่งเจียอี๋ก็แทรกตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว เด็กสาวก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตากับพี่สะใภ้รองที่ตนเคยตั้งแง่รังเกียจมาตลอด ในมือของนางกำบางสิ่งไว้แน่น

“พี่สะใภ้รอง...” เสียงของซ่งเจียอี๋แผ่วเบาราวกระซิบ “นี่...ข้าให้ท่าน”

นางยื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยออกมา ตรงหน้าหลินหว่านชิวคือแผ่นแป้งย่างสีเหลืองทองที่ยังอุ่นกรุ่น ส่งกลิ่นหอมจางๆ ของธัญพืช มันถูกห่อด้วยผ้าสะอาดผืนเล็กอย่างมิดชิด เห็นได้ชัดว่าถูกซุกซ่อนมาเป็นอย่างดี

หลินหว่านชิวมองแผ่นแป้งนั้นนิ่ง นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจระคนซับซ้อน นี่คืออาหารมื้อแรกที่นางได้รับจากคนในบ้านตระกูลซ่งด้วยความเต็มใจ มิใช่เศษอาหารที่ถูกโยนให้ราวกับสัตว์เลี้ยง

“เจ้าไปเอามาจากที่ใด” หลินหว่านชิวเอ่ยถามเสียงเรียบ

“ข้า...ข้าแอบซ่อนไว้เมื่อตอนกลางวัน” ซ่งเจียอี๋ตอบเสียงอู้อี้ ใบหน้าแดงก่ำ “ท่าน...ท่านยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า”

เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตาหลินหว่านชิวแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลบสายตาลงอีกครั้ง ในแววตานั้นมีความละอายใจ ความรู้สึกผิด และความขอบคุณเจือปนกันอยู่ “เรื่องวันนี้...ขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตข้า”

หลินหว่านชิวรับแผ่นแป้งนั้นมาถือไว้ในมือ ความอบอุ่นจากมันส่งผ่านเข้ามาถึงหัวใจที่เคยเย็นเยียบของนาง “ข้าไม่ได้ต้องการคำขอบคุณ สิ่งที่ข้าทำไปก็เพื่อเอาชีวิตรอดเหมือนกัน หากเจ้าตายไป ข้าคงถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรอีกกระทง”

แม้คำพูดจะฟังดูเย็นชา แต่ซ่งเจียอี๋กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเหมือนเช่นเคย นางรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีแข็งกร้าวนั้นซ่อนความปรารถนาดีเอาไว้ นางพยักหน้ารับน้อยๆ “ข้าเข้าใจ...ต่อไปนี้ ข้าจะไม่หาเรื่องท่านอีกแล้ว พี่สะใภ้รอง...ท่านรีบกินเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะมาเห็นเข้า”

พูดจบนางก็รีบหมุนตัววิ่งกลับห้องของตนไป ทิ้งให้หลินหว่านชิวยืนนิ่งอยู่กับแผ่นแป้งย่างในมือ นางมองมันสลับกับบานประตูที่ปิดสนิท ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ พันธมิตรคนแรก...ดูเหมือนว่าจะได้มาโดยไม่คาดฝันจริงๆ

ค่ำคืนนั้นล่วงเลยไปจนดึกสงัด สรรพเสียงเงียบหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนในบ้านที่หลับใหล หลินหว่านชิวรอจนแน่ใจว่าทุกคนเข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว จึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุด

นางเคลื่อนไหวในความมืดได้อย่างคล่องแคล่วราวกับภูตพรายยามราตรี นิ้วเรียวกรีดผ่านอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้าเพียงครั้งเดียว เข็มฉีดยาพร้อมหลอดยาแก้วใสบรรจุน้ำยาสีอำพันก็ปรากฏขึ้นในมือของนางอย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือยาบำรุงระบบประสาทชั้นเลิศจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ความหวังเดียวที่จะปลุกชายหนุ่มบนเตียงให้ฟื้นคืนสติ

นางคุกเข่าลงข้างเตียง จัดท่าทางของซ่งจิ่งเฉินอย่างนุ่มนวล ก่อนจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดผิวหนังบริเวณต้นแขนของเขาอย่างชำนาญ แสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาอาบไล้ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดขาวให้ดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย เขาดูสงบนิ่งราวกับเทพบุตรที่หลับใหล หาใช่ร่างไร้วิญญาณที่ทุกคนในบ้านเข้าใจ

หลินหว่านชิวค่อยๆ จรดปลายเข็มลงบนผิวของเขา ก่อนจะเดินยาเข้าไปช้าๆ ทุกการกระทำเต็มไปด้วยความระมัดระวังและความหวัง หลังจากฉีดยาเสร็จสิ้น นางก็เริ่มนวดคลึงกล้ามเนื้อตามแขนและขาของเขาอย่างเป็นจังหวะ เพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบจากการนอนนิ่งเป็นเวลานาน

ความเงียบสงัดและความมืดมิดของยามวิกาล มักเป็นช่วงเวลาที่เกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของมนุษย์เปราะบางที่สุด ขณะที่มือนางกำลังนวดเฟ้นอยู่ที่ฝ่ามือของเขา ริมฝีปากที่เม้มสนิทมาทั้งวันของหลินหว่านชิวก็ค่อยๆ เผยอออกมาระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอก

“นี่...ซ่งจิ่งเฉิน ท่านจะนอนไปถึงเมื่อไรกัน” นางเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “รู้หรือไม่ว่าวันนี้ข้าเกือบตายอีกแล้ว ตกน้ำเย็นๆ ในวันที่อากาศหนาวเช่นนี้ ท่านคิดว่ามันน่าสนุกนักหรือ หากข้าป่วยขึ้นมา ใครจะมาดูแลท่าน ใครจะมาฉีดยาให้นอนหลับสบายเช่นนี้”

นางหยุดนวดไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความขมขื่น “แต่ก็นับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง...อย่างน้อยข้าก็ได้พันธมิตรมาหนึ่งคน น้องสาวของท่านน่ะ...ซ่งเจียอี๋ นางเอาแผ่นแป้งย่างมาให้ข้าด้วย ไม่น่าเชื่อใช่หรือไม่ จากเด็กเอาแต่ใจที่คอยแต่จะแว้งกัดข้า กลับกลายมาเป็นคนแรกในบ้านหลังนี้ที่หยิบยื่นน้ำใจให้”

“บ้านตระกูลซ่งของท่านนี่มันช่าง...บัดซบสิ้นดี” นางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “แม่ของท่านกับพี่สะใภ้ใหญ่ของท่านน่ะหรือ...วันๆ ไม่คิดทำอะไรนอกจากหาทางกำจัดข้า คิดจะขายข้าให้พ่อม่ายแก่บ้างล่ะ วางแผนให้ข้าอดตายบ้างล่ะ หากข้าไม่แกร่งพอ ป่านนี้คงกลายเป็นกระดูกขาวโพลนไปนานแล้ว”

นิ้วของนางไล่ไปตามเส้นเอ็นบนหลังมือของเขาอย่างแผ่วเบา “ท่านก็เหมือนกัน...นอนเป็นผักไม่รับรู้อะไรเลย ทิ้งภาระทุกอย่างไว้ให้ข้า ข้าต้องมารับผิดชอบชีวิตของท่าน ทั้งที่พวกเราเพิ่งเจอกันในคืนแต่งงานด้วยซ้ำ มันยุติธรรมกับข้าที่ไหนกัน”

ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความเหนื่อยล้า และความโดดเดี่ยวที่สั่งสมมานานพรั่งพรูออกมาไม่หยุด “ตื่นขึ้นมาได้แล้ว...ตื่นขึ้นมาดูความเลวร้ายของครอบครัวท่าน ตื่นขึ้นมาปกป้องข้าในฐานะภรรยาของท่านบ้างสิ หรือท่านจะปล่อยให้ข้าสู้เพียงลำพังอยู่ในบ้านที่เหมือนนรกหลังนี้จริงๆ...”

ขณะที่นางกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์ของตนเอง ก้มหน้าพูดพร่ำรำพันโดยไม่ทันได้สังเกต...

*กระตุก...*

ปลายนิ้วก้อยของซ่งจิ่งเฉินที่อยู่ในมือของนาง...ขยับเล็กน้อย!

มันเป็นการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบาและรวดเร็วจนแทบจับสัมผัสไม่ได้ หากไม่เพราะนางกำลังกุมมือเขาไว้อย่างแนบแน่น คงไม่มีทางรับรู้ได้อย่างแน่นอน

หลินหว่านชิวชะงักกึก! คำพูดทั้งหมดหยุดลงกลางคัน ราวกับถูกใครบางคนกดปุ่มปิดเสียง หัวใจของนางกระตุกวูบและเริ่มเต้นรัวแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก

เมื่อครู่นี้...มันคืออะไร?

นางคิดไปเองหรือ? อาจจะเป็นเพียงการกระตุกของกล้ามเนื้อที่ตายด้าน...

หลินหว่านชิวก้มลงจ้องมองนิ้วก้อยของเขาเขม็ง นางกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว ร่างกายแข็งทื่อไปหมด เวลาทุกวินาทีราวกับหยุดนิ่ง นางรอ...รอคอยด้วยความหวังอันริบหรี่

และแล้ว...ราวกับสวรรค์ได้ยินคำวิงวอนของนาง...

ปลายนิ้วก้อยนั้น...ก็กระตุกอีกครั้ง!

คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม! ไม่ใช่จินตนาการ! ไม่ใช่ภาพลวงตา!

หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตาของหลินหว่านชิวโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่หยดน้ำตาแห่งความเศร้าโศก แต่เป็นหยาดน้ำตาแห่งความปีติยินดีที่เอ่อล้นออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ

“ได้ผล...” นางพึมพำกับตัวเองเสียงสั่นเครือ “ยาได้ผลจริงๆ...การรักษาของข้าได้ผล!”

นี่คือปฏิกิริยาตอบสนอง! ปฏิกิริยาแรกนับตั้งแต่วันที่เขาจมดิ่งสู่ความมืดมิด!

มันหมายความว่าระบบประสาทของเขายังไม่ตายสนิท เซลล์สมองของเขากำลังเริ่มฟื้นฟู! เขาไม่ได้เป็นเจ้าชายนิทราถาวรอย่างที่ใครๆ ตราหน้า!

ความหวังที่เคยมอดไหม้ริบหรี่อยู่ในใจของหลินหว่านชิว บัดนี้ได้ลุกโชนขึ้นเป็นเปลวไฟที่สว่างไสวเจิดจ้า ขับไล่ความมืดมนอนธการและความสิ้นหวังที่เกาะกุมนางมาตลอดหลายสัปดาห์ให้มลายหายไปจนสิ้น

ซ่งจิ่งเฉิน...เขากำลังจะกลับมา