อุบัติเหตุริมแม่น้ำ
รัตติกาลอันยาวนานผ่านพ้นไปพร้อมกับความคิดที่สับสนวุ่นวายในหัวของหลินหว่านชิว แผนการ ‘แยกบ้าน’ ที่นางคิดขึ้นมานั้น แม้จะเป็นหนทางรอดเดียว แต่การจะทำให้สำเร็จกลับยากเย็นดุจเข็นครกขึ้นภูผา นางยังขาดเหตุผลที่หนักแน่นพอจะทำให้สวี่ต้าหู่และชาวบ้านคล้อยตามได้ หากผลีผลามเคลื่อนไหวในตอนนี้ มีแต่จะถูกจางกุ้ยฟางกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
แสงอรุณรำไรสาดส่องลอดผ่านช่องไม้ของกระท่อมซอมซ่อ ปลุกทุกชีวิตในบ้านตระกูลซ่งให้ตื่นขึ้นสู่วันใหม่ที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาวและหิวโหย บรรยากาศในบ้านยังคงตึงเครียดดุจสายป่านที่พร้อมจะขาดผึงทุกเมื่อ จางกุ้ยฟางและหวังชุนฮวามองนางด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายยิ่งกว่าเก่า แต่กลับไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่อง ‘พ่อม่ายแก่’ ราวกับว่าการสนทนาเมื่อคืนวานเป็นเพียงความฝัน
หลินหว่านชิวรู้ดีว่านี่คือความสงบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ พวกมันเพียงรอเวลาที่เหมาะสม รอให้เกวียนคันนั้นมาถึงหน้าประตูเท่านั้น
"สะใภ้รอง! ยังจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! เสื้อผ้ากองเท่าภูเขานั่นไม่เห็นหรืออย่างไร รีบเอาไปซักที่ริมแม่น้ำได้แล้ว!" เสียงแหลมสูงของจางกุ้ยฟางตะคอกสั่ง ทำลายความเงียบงันลง
หลินหว่านชิวเหลือบมองตะกร้าเสื้อผ้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าสกปรกของคนทั้งบ้าน ในยุคนี้ยังไม่มีผงซักฟอก มีเพียงขี้เถ้าและไม้ทุบผ้า การซักผ้ากองมหึมาในน้ำที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งในต้นวสันตฤดูเช่นนี้ ถือเป็นงานทรมานที่ไม่ต่างจากการลงทัณฑ์
"เจียอี๋! เจ้าก็ไปด้วย ไปช่วยพี่สะใภ้รองเจ้าซักผ้า" จางกุ้ยฟางหันไปสั่งบุตรสาวคนเล็กที่กำลังนั่งทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่มุมห้อง
ซ่งเจียอี๋เบ้ปากอย่างไม่พอใจ "ท่านแม่ ข้าไม่อยากไป น้ำในแม่น้ำยังเย็นอยู่เลย ให้พี่สะใภ้รองไปคนเดียวก็พอแล้ว"
"ข้าสั่งให้ไปก็ไปสิ! หรือจะให้ข้าเอาไม้เรียวมาสั่งสอน!" จางกุ้ยฟางตวาดลั่น
ซ่งเจียอี๋สะดุ้งสุดตัว นางกลัวไม้เรียวของมารดาเป็นที่สุด จึงจำใจลุกขึ้นเดินกระทืบเท้าปึงปังไปคว้ากระดานซักผ้ามาถือไว้อย่างเสียไม่ได้ นางจ้องมองหลินหว่านชิวด้วยแววตาไม่เป็นมิตร โทษว่าเป็นเพราะสะใภ้รองผู้นี้ที่ทำให้นางต้องมาลำบากด้วย
หลินหว่านชิวไม่ได้ใส่ใจท่าทีของเด็กสาว นางเพียงแบกตะกร้าเสื้อผ้าหนักอึ้งเดินนำออกไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ซ่งเจียอี๋เดินตามหลังมาอย่างกระฟัดกระเฟียด
ริมฝั่งแม่น้ำแห่งกองพลน้อยต้าเฟิงในยามนี้ช่างเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวและเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ สายน้ำที่เคยใสสะอาดในฤดูร้อน บัดนี้กลับขุ่นมัวและเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ไอเย็นลอยกรุ่นขึ้นมาจากผิวน้ำราวกับหมอกควันจางๆ
หลินหว่านชิวเลือกที่ท่าน้ำซึ่งค่อนข้างห่างจากจุดที่เหล่าแม่บ้านคนอื่นมักจะมารวมตัวกัน นางวางตะกร้าลงและเริ่มลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว แม้ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมจะไม่คุ้นเคยกับงานหนัก แต่นางซึ่งเคยเป็นพยาบาลที่ต้องเข้าเวรหนักอดหลับอดนอนมาตลอดก็มีความอดทนสูงกว่าคนทั่วไป
ซ่งเจียอี๋เดินตามมาถึง นางโยนกระดานซักผ้าลงบนพื้นอย่างแรง แล้วนั่งยองๆ ลงข้างๆ เริ่มเอาเสื้อผ้าของตนเองมาขัดถูอย่างขอไปที สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่หลินหว่านชิวด้วยความรู้สึกซับซ้อน ตั้งแต่เหตุการณ์ที่พี่สะใภ้รองจับได้ว่านางจะเอาน้ำเย็นไปสาดพี่ชาย แต่กลับไม่ฟ้องท่านแม่ แถมยังสอนนางด้วยเหตุผล ความรู้สึกเกลียดชังที่เคยมีก็เริ่มเจือจางลงไปบ้าง แม้จะยังไม่ถึงขั้นชอบพอ แต่ก็ไม่ได้มองเป็นศัตรูตัวฉกาจเหมือนแต่ก่อน
ขณะที่ทั้งสองกำลังก้มหน้าก้มตาซักผ้าอยู่นั้นเอง กลุ่มเด็กผู้ชายเกเรประจำหมู่บ้านราวสี่ห้าคนก็วิ่งเล่นไล่จับกันมาถึงบริเวณท่าน้ำ พวกเขาคือบุตรหลานของบ้านอื่นที่มักจะสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว
"เฮ้! ดูนั่นสิ สะใภ้ดาวกวาดล้างมาซักผ้า!" เด็กชายตัวโตหัวโจกตะโกนขึ้นพร้อมกับชี้มือมาที่หลินหว่านชิว
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากกลุ่มเด็กเกเร พวกเขาวิ่งวนไปรอบๆ ตัวสองสาว พร้อมกับตะโกนถ้อยคำล้อเลียนน่ารังเกียจไม่หยุดปาก
"นางตัวซวย! กินสามี! กินพ่อสามี!"
ซ่งเจียอี๋ซึ่งปกติก็เป็นเด็กเอาแต่ใจและไม่ยอมคน เมื่อถูกล้อเลียนซึ่งหน้าเช่นนี้ก็ทนไม่ไหว นางลุกพรวดขึ้นชี้หน้าด่ากลับไป "พวกเจ้าหุบปากนะ! ถ้ายังไม่หยุด ข้าจะไปฟ้องพ่อพวกเจ้า!"
"โอ๊ย กลัวจังเลย! น้องสาวของคนใกล้ตายมาขู่แล้ว!" หัวโจกใหญ่แสร้งทำท่าหวาดกลัว ก่อนจะหัวเราะลั่นพร้อมกับลูกสมุน
ความโกรธทำให้ซ่งเจียอี๋หน้าแดงก่ำ นางก้าวเข้าไปหมายจะผลักเด็กชายคนนั้น แต่ด้วยความที่ริมตลิ่งค่อนข้างลื่น อีกทั้งเด็กชายก็ไวกว่า เขาเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับใช้มือผลักสวนกลับมาอย่างแรง!
"ว้าย!"
ซ่งเจียอี๋ร้องเสียงหลง ร่างของนางเสียหลักอย่างรุนแรง หงายหลังผลึ่งตกลงไปในแม่น้ำที่เย็นจัด!
*ตูม!*
เสียงร่างกระทบน้ำดังสนั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ขาดห้วงไปของซ่งเจียอี๋ กลุ่มเด็กเกเรเมื่อเห็นว่าเรื่องราวบานปลายก็พากันตกใจหน้าซีดเผือด แล้ววิ่งหนีหายไปคนละทิศคนละทางอย่างรวดเร็ว
หลินหว่านชิวตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น นางหันไปเห็นเพียงวงน้ำที่แตกกระจายและร่างของซ่งเจียอี๋ที่กำลังตะเกียกตะกายอย่างสิ้นหวังอยู่ในสายน้ำอันเชี่ยวกรากและเย็นเฉียบ เด็กสาวสำลักน้ำเข้าไปหลายอึก แขนขาเริ่มอ่อนแรง ร่างกายค่อยๆ จมดิ่งลงสู่เบื้องล่าง
ในวินาทีนั้น สัญชาตญาณของพยาบาลผู้เคยผ่านเหตุการณ์เป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วนก็เข้าครอบงำ! หลินหว่านชิวไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว นางโยนไม้ทุบผ้าในมือทิ้ง ถีบตัวกระโจนลงไปในแม่น้ำโดยไม่คิดชีวิต!
ความเย็นยะเยือกของสายน้ำเสียดแทงเข้าสู่ทุกอณูของร่างกายราวกับมีดนับพันเล่ม แต่หลินหว่านชิวไม่สนใจ นางฝืนว่ายแหวกกระแสน้ำที่หนักอึ้งตรงไปยังจุดที่ซ่งเจียอี๋จมหายไปอย่างสุดกำลัง ในที่สุดมือของนางก็คว้าเข้ากับแขนเสื้อของเด็กสาวได้สำเร็จ
นางออกแรงทั้งหมดที่มีลากร่างที่ไร้สติของซ่งเจียอี๋กลับเข้าฝั่งอย่างทุลักทุเล เมื่อขึ้นมาบนตลิ่งได้สำเร็จ นางก็แทบจะหมดแรง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเหน็บ แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากกลายเป็นสีม่วงคล้ำ และทรวงอกที่ไม่กระเพื่อมขึ้นลงของซ่งเจียอี๋ หัวใจของหลินหว่านชิวก็กระตุกวูบ
"เจียอี๋! เจียอี๋! ตื่นสิ!" นางตบเบาๆ ที่แก้มของเด็กสาว แต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง
นางรีบจับชีพจรที่ลำคอ...แผ่วเบาจนแทบจะสัมผัสไม่ได้! หยุดหายใจแล้ว!
วินาทีนี้ไม่มีเวลาให้คิดถึงเรื่องอื่นอีกต่อไป! หลินหว่านชิวจัดท่าให้ซ่งเจียอี๋นอนหงายราบบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ นางเชยคางของเด็กสาวขึ้นเพื่อเปิดทางเดินหายใจ ก่อนจะวางฝ่ามือซ้อนกันบนตำแหน่งหัวใจของร่างที่แน่นิ่งนั้น
ในสายตาของชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูอยู่ห่างๆ ภาพที่เห็นช่างแปลกประหลาดและน่าตกใจยิ่งนัก พวกเขาเห็นสะใภ้รองตระกูลซ่งกำลังทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน นางกดลงบนหน้าอกของน้องสาวสามีเป็นจังหวะที่มั่นคงและหนักแน่น สลับกับการก้มลงไป...ประกบริมฝีปากของตนเข้ากับริมฝีปากที่ซีดเซียวของเจียอี๋!
"นางทำอะไรน่ะ!"
"สวรรค์! นั่นมัน...นั่นมันช่างน่าไม่อาย!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น แต่หลินหว่านชิวไม่ได้ยินสิ่งใดอีกแล้ว ในสมองของนางมีเพียงความคิดเดียวคือต้องช่วยชีวิตเด็กสาวคนนี้ให้ได้ นางเป่าลมหายใจแห่งชีวิตเข้าไปในร่างที่เย็นชืดครั้งแล้วครั้งเล่า ส่งผ่านความอบอุ่นและความหวังสุดท้ายลงไป
เวลาผ่านไปราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ เหงื่อกาฬผุดขึ้นบนหน้าผากของหลินหว่านชิวผสมกับหยดน้ำเย็นจัด แขนของนางเริ่มล้า แต่ก็ยังไม่หยุด ในที่สุด...
*แค่ก! แค่กๆ!*
ร่างของซ่งเจียอี๋ก็เกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนจะสำลักเอาน้ำจำนวนมากออกมาจากปากและจมูก ดวงตาที่ปิดสนิทค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างสับสนมึนงง สิ่งแรกที่นางเห็นคือใบหน้าของหลินหว่านชิวที่โน้มอยู่เหนือร่างของนาง ใบหน้าที่เปียกปอนและซีดเผือด แต่ในดวงตากลับฉายแววแห่งความโล่งใจอย่างถึงที่สุด
"พี่...พี่สะใภ้รอง..." ซ่งเจียอี๋เอ่ยเสียงแหบพร่า สติสัมปชัญญะค่อยๆ กลับคืนมา นางจำได้ว่าตนเองตกลงไปในน้ำ จำความรู้สึกเย็นเฉียบที่บีบรัดร่างกายและความทรมานเมื่อกำลังจะขาดอากาศหายใจได้ และจำได้ว่ามีคนกระโดดลงมาช่วย...คนคนนั้นคือพี่สะใภ้รองที่นางเคยรังเกียจ!
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาของซ่งเจียอี๋ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความกลัว แต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งและละอายใจอย่างสุดซึ้ง
ทันใดนั้นเอง เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยก็ดังแหวกฝูงชนเข้ามา "เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้บอกข้าทีว่าเกิดอะไรขึ้น!"
จางกุ้ยฟางวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เมื่อนางเห็นสภาพของบุตรสาวและสะใภ้รองที่เปียกปอนไปทั้งตัว กองเสื้อผ้าที่กระจัดกระจาย นางก็ไม่ได้ไถ่ถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่คำเดียว สิ่งแรกที่นางทำคือชี้หน้าด่าทอหลินหว่านชิวด้วยความโกรธเกรี้ยว
"นังตัวซวย! ดูสิว่าเจ้าทำอะไรลงไป! แค่ซักผ้าก็ยังหาเรื่องมาให้ได้! เสื้อผ้าเปียกหมดแล้วเห็นไหม! แล้วนี่เจ้าทำอะไรกับเจียอี๋! หรือว่าเจ้าคิดจะฆ่าน้องสาวสามีอีกคน!"
คำพูดของจางกุ้ยฟางราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบไปในทางเสียหายอีกครั้ง
แต่ก่อนที่หลินหว่านชิวจะได้เอ่ยปากตอบโต้ใดๆ เสียงที่อ่อนแรงแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวก็ดังขึ้นจากร่างที่นอนอยู่บนพื้น
"ท่านแม่! หยุดนะ!" ซ่งเจียอี๋พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง โดยมีหลินหว่านชิวคอยประคองอยู่ข้างๆ นัยน์ตาของนางจ้องมองมารดาของตนอย่างผิดหวัง "ไม่ใช่ความผิดของพี่สะใภ้รอง! ท่านอย่ามาใส่ร้ายนางนะ!"
จางกุ้ยฟางถึงกับชะงักงันไป นางมองหน้าบุตรสาวของตนด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งเจียอี๋ผู้ซึ่งคอยแต่จะหาเรื่องหลินหว่านชิวมาตลอด กลับลุกขึ้นมาปกป้องอีกฝ่ายอย่างออกนอกหน้า!
"พี่สะใภ้รอง...เป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้!" ซ่งเจียอี๋ประกาศก้องเสียงดังฟังชัด "ถ้าไม่ได้นาง...ป่านนี้ข้าคงตายไปแล้ว!"
คำประกาศของซ่งเจียอี๋ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตกตะลึง จางกุ้ยฟางอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก แววตาของนางฉายแววสับสน โกรธา และอัปยศอดสูที่ถูกบุตรสาวของตนเองหักหน้าต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
หลินหว่านชิวมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว...นางรู้ในทันทีว่า ในที่สุด กำแพงน้ำแข็งในบ้านตระกูลซ่งก็ได้เริ่มปรากฏรอยร้าวรอยแรกขึ้นแล้ว และพันธมิตรคนแรกที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสายน้ำอันหนาวเหน็บนี้เอง