แผนร้ายของแม่ผัว
คำพูดอำมหิตของจางกุ้ยฟางเสียดแทรกผ่านความมืดในยามค่ำคืนราวกับคมมีดอาบยาพิษ พุ่งตรงเข้าสู่โสตประสาทของหลินหว่านชิวที่ซ่อนกายอยู่ในเงาหลังประตูห้องครัว หัวใจของนางดิ่งวูบลงสู่หุบเหวอันมืดมิด ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากปลายเท้าขึ้นมาจับขั้วหัวใจอย่างรวดเร็ว
ขาย... ขายงั้นรึ?
สองคำนี้ดังก้องสะท้อนอยู่ในสมองของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า สั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องในวันพายุโหมกระหน่ำ จางกุ้ยฟางไม่เพียงแค่ต้องการขับไล่นางออกจากบ้าน แต่กลับคิดการชั่วช้าถึงขั้นจะขายนางประหนึ่งสินค้าหรือสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง!
มิหนำซ้ำยังจะขายให้กับพ่อม่ายแก่บ้านหลี่ที่หมู่บ้านข้างๆ!
แม้หลินหว่านชิวจะเพิ่งทะลุมิติมาไม่นาน แต่นางก็เคยได้ยินกิตติศัพท์เลวร้ายของชายผู้นี้จากบทสนทนาของเหล่าสตรีในกองพลน้อยต้าเฟิงมาบ้าง ว่ากันว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้าย ทารุณโหดเหี้ยม ภรรยาคนก่อนๆ ของเขาทุกคนล้วนจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา บ้างก็ถูกทุบตีจนตาย บ้างก็ทนไม่ไหวจนต้องผูกคอตายหนีความทุกข์ทรมาน การส่งนางไปให้ชายผู้นั้นไม่ต่างอะไรกับการผลักนางลงสู่ขุมนรกอเวจี!
"ท่านแม่ช่างคิดการณ์ไกลนัก!" เสียงสอพลอของหวังชุนฮวาดังขึ้น ทำลายภวังค์ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวของหลินหว่านชิว "เช่นนี้แล้วพวกเราก็ไม่ต้องทนเห็นหน้ามันมาผลาญข้าวสุก แถมยังได้เงินก้อนโตมาอีก ดีเหลือเกินเจ้าค่ะ!"
"หึ!" จางกุ้ยฟางแค่นเสียงเย็นชา "ข้าทนดูมันลอยหน้าลอยตารับบทสะใภ้กตัญญูจอมปลอมต่อไปไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้เช้า ข้าจะลอบไปพบแม่สื่อหวังที่ท้ายหมู่บ้าน จัดการเรื่องนี้ให้สิ้นซาก ก่อนที่คนในกองพลน้อยจะทันรู้ตัว นังตัวซวยนั่นก็จะถูกมัดขึ้นเกวียนส่งไปแล้ว!"
สิ้นเสียงสนทนา ร่างของสองแม่ผัวลูกสะใภ้ใจมารก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป หลินหว่านชิวยืนตัวแข็งทื่ออยู่ในความมืดงันราวกับถูกสาปเป็นหิน แววตาของนางที่เคยมีประกายแห่งความหวังบัดนี้กลับมืดมนลงฉายชัดถึงความเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มกลั้นความเดือดดาลที่พลุ่งพล่านราวกับคลื่นยักษ์ไว้ในอก นางรู้ดีว่าเวลานี้ความโกรธมิได้ช่วยอะไร มีเพียงสติและความเยือกเย็นเท่านั้นที่จะทำให้นางรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้
เมื่อแน่ใจว่าทั้งสองคนกลับเข้าห้องของตนไปแล้ว หลินหว่านชิวจึงค่อยๆ ก้าวออกจากที่ซ่อนอย่างแผ่วเบาที่สุด นางไม่ได้กลับไปยังห้องเก็บฟืนในทันที แต่กลับย่องไปตามเงาของกำแพงบ้าน มุ่งหน้าไปยังกองฟางขนาดใหญ่ที่อยู่สุดลานบ้านด้านหลัง สัญชาตญาณร้องเตือนว่าการนัดแนะอันชั่วร้ายนี้จะต้องเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ และนางจำเป็นต้องรู้รายละเอียดให้ได้มากที่สุด
นางแทรกตัวเข้าไปซ่อนอยู่หลังกองฟางที่สูงท่วมหัว กลิ่นอับชื้นของฟางแห้งลอยเข้าจมูก แต่เวลานี้นางไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมต่อไปยังท้ายหมู่บ้านอย่างไม่วางตา
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเงาตะคุ่มของคนสองคนก็ปรากฏขึ้นในระยะสายตา คนหนึ่งคือจางกุ้ยฟางอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนอีกคนเป็นสตรีร่างท้วม สวมเสื้อผ้าสีทึมๆ ในมือถือพัดเก่าๆ โบกไปมาแม้ในยามค่ำคืนที่มีลมหนาวพัดผ่าน...แม่สื่อหวัง!
"โอ๊ย ท่านพี่จาง เรียกน้องสาวมาเสียดึกดื่น มีเรื่องด่วนอันใดกันรึ?" แม่สื่อหวังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยานคาง พลางใช้พัดปิดปากหาวหวอด
จางกุ้ยฟางไม่พูดพร่ำทำเพลง นางกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่กดต่ำแต่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง "ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วยจัดการ...เรื่องของสะใภ้รองบ้านข้า"
แม่สื่อหวังหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาฉายประกายเจ้าเล่ห์ "อ้อ...นังหนูที่ว่ากันว่าเป็นดาวกวาดล้างนั่นน่ะรึ? นางทำไมรึ?"
"สามีมันก็ไม่ต่างจากคนตายไปแล้ว ข้าไม่อยากเก็บมันไว้ให้รกหูรกตาอีกต่อไป" จางกุ้ยฟางกล่าวอย่างไม่ไยดี "เจ้าช่วยหาทางขายนางไปที ข้าได้ยินว่าพ่อม่ายหลี่ที่หมู่บ้านเนินตะวันออกกำลังมองหาภรรยาใหม่อยู่มิใช่รึ?"
หัวใจของหลินหว่านชิวเต้นระรัวเมื่อได้ยินชื่อนั้นอีกครั้ง นางกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
แม่สื่อหวังหัวเราะเสียงแหลมในลำคอ "ท่านพี่ช่างหูตาไวเสียจริง ใช่แล้ว พ่อเฒ่าหลี่เพิ่งมาเปรยๆ กับข้าเมื่อสองวันก่อน แต่แหม...นังหนูนั่นขึ้นชื่อว่าเป็นตัวซวยนะ ใครจะกล้ารับไปเล่า?"
"นั่นมันเรื่องของเจ้า!" จางกุ้ยฟางตวาดเสียงกร้าว "ข้าไม่สนว่าเจ้าจะใช้คารมหลอกล่ออย่างไร ขอแค่เอามันไปให้พ้นจากบ้านข้าได้เป็นพอ บอกไปสิว่านางเป็นเด็กกำพร้า สุขภาพแข็งแรง ทำงานในไร่นาได้ไม่เคยอิดออด อย่างไรเสียพ่อเฒ่าหลี่ก็แค่อยากได้คนไปทำงานบ้านกับสืบทายาทเท่านั้นแหละ!"
"ก็ได้ๆ" แม่สื่อหวังโบกไม้โบกมืออย่างจำยอม "แต่เรื่องค่าสินสอด...เอ๊ย! ค่าแนะนำนี่ต้องว่ากันหน่อยนะ ของมีตำหนิเช่นนี้ ข้าต้องเหนื่อยมากกว่าปกติ"
"ข้าจะให้เจ้าห้าหยวน!" จางกุ้ยฟางยื่นข้อเสนอ "ส่วนค่าตัวของนังนั่น ข้าต้องการห้าสิบหยวน! ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่เฟินเดียว!"
ห้าสิบหยวน!
ดวงตาของแม่สื่อหวังเบิกกว้างขึ้นทันที ในยุคที่คนงานในโรงงานได้เงินเดือนเพียงยี่สิบสามสิบหยวน เงินจำนวนห้าสิบหยวนถือว่ามหาศาลอย่างยิ่ง มันมากพอที่จะทำให้คนยอมมองข้ามชื่อเสีย "ดาวกวาดล้าง" ได้อย่างไม่ยากเย็น
"ตกลง!" แม่สื่อหวังตอบรับอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าจางกุ้ยฟางจะเปลี่ยนใจ "ห้าสิบหยวนราคานี้ พ่อเฒ่าหลี่ยอมจ่ายแน่นอน ข้ารับรองได้! แล้วจะให้ข้าจัดการเมื่อไหร่ดีล่ะ?"
"พรุ่งนี้เช้า! ยิ่งเร็วยิ่งดี" จางกุ้ยฟางกล่าวอย่างอำมหิต "ก่อนที่ไก่จะโห่ เจ้าพาคนของพ่อเฒ่าหลี่มาที่บ้านข้าได้เลย พวกเราจะช่วยกันจับมันมัดขึ้นเกวียนไปเงียบๆ เรื่องจะได้ไม่แดงขึ้นมา"
แผนการทั้งหมดถูกเปิดเผยต่อหน้าต่อตาหลินหว่านชิวแล้ว! ทุกถ้อยคำ ทุกประโยค มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรดี ความชั่วร้ายของมนุษย์ได้ปรากฏขึ้นอย่างโจ่งแจ้งจนน่าขนลุก
หลังจากตกลงกันเสร็จสิ้น ทั้งสองก็แยกย้ายกันไป ทิ้งไว้เพียงความมืดและความเงียบงัน หลินหว่านชิวรอจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่เหลือใครแล้ว จึงค่อยๆ คลานออกมาจากหลังกองฟาง ร่างกายของนางสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความหนาวเหน็บ แต่ในสมองกลับปลอดโปร่งและทำงานอย่างรวดเร็ว
หนี? นางจะหนีไปที่ไหนได้ในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ ต่อให้หนีไปได้ ก็จะกลายเป็นคนไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีใบรับรอง กลายเป็นแรงงานเถื่อนที่อาจถูกจับกุมได้ทุกเมื่อ
ยอมถูกขาย? ไม่มีทาง! นางยอมตายเสียดีกว่าที่จะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของชายแก่ทารุณผู้นั้น!
ทางเลือกของนางเหลือน้อยเต็มที...น้อยเสียจนแทบจะไม่มี แต่แล้วในเสี้ยววินาทีแห่งความมืดมนนั้นเอง ใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิด...สวี่ต้าหู่ หัวหน้ากองพลน้อยต้าเฟิง!
ชายผู้นี้แม้จะดูเคร่งขรึมและยึดถือกฎระเบียบ แต่จากเหตุการณ์ครั้งก่อนที่เขามาไกล่เกลี่ยเรื่องที่จางกุ้ยฟางจะขับไล่นางออกจากบ้าน เขาก็ยังแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมอยู่บ้าง เขาคือตัวแทนของอำนาจรัฐในหมู่บ้านแห่งนี้ คือฟางเส้นสุดท้ายที่นางพอจะคว้าไว้ได้
แต่จะทำอย่างไรให้เขาเชื่อและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ? นางไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน หากไปโวยวายตอนนี้ มีแต่จะถูกจางกุ้ยฟางตลบหลังกล่าวหาว่านางกุเรื่องใส่ร้ายแม่สามีเท่านั้น
แผนการอันซับซ้อนเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของนางอย่างรวดเร็ว การแยกบ้าน! ใช่แล้ว...มีเพียงการแยกบ้านเท่านั้นที่จะทำให้นางหลุดพ้นจากอำนาจของจางกุ้ยฟางได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และการจะทำให้การแยกบ้านเกิดขึ้นได้นั้น นางจำเป็นต้องมีผู้สนับสนุนที่มีอำนาจ และต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นพอให้ทุกคนยอมรับ
หลินหว่านชิวกำหมัดแน่น แววตาของนางทอประกายกล้าแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง นางหันกลับไปมองกระท่อมซอมซ่อของตระกูลซ่งด้วยสายตาเย็นชา
ในเมื่อพวกเจ้าไร้เมตตา ผลักไสข้าสู่หนทางแห่งความตาย...ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน!
เวลามีไม่มาก...นางต้องลงมือก่อนที่แสงแรกของวันใหม่จะมาเยือน ก่อนที่เกวียนจากขุมนรกจะมาจอดเทียบหน้าบ้าน นางจะต้องชิงลงมือก่อน