เงื่อนงำในห้องครัว
วินาทีที่ร่างกายของซ่งจิ่งเฉินกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง สัญชาตญาณของหัวหน้าพยาบาลในตัวหลินหว่านชิวก็ตื่นขึ้นมาในทันที นางไม่มีเวลาให้ตื่นตระหนกอีกต่อไป ทุกวินาทีมีค่าดั่งทองคำ!
นางรีบพลิกร่างสูงใหญ่ของเขาให้นอนตะแคง จัดศีรษะให้แหงนขึ้นเล็กน้อยเพื่อเปิดทางเดินหายใจ ป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปอุดกั้นหลอดลม นางใช้สายตาอันเฉียบคมกวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็วเพื่อหาสิ่งของที่พอจะใช้การได้
ผ้าห่ม!
นางดึงชายผ้าห่มผืนหนาที่อยู่ปลายเตียงมายัดไว้ใต้ศีรษะของเขา กันไม่ให้ศีรษะกระแทกกับแผ่นไม้เตียงแข็งๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็รีบปลดกระดุมเสื้อช่วงคอของเขาออกเพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น ดวงตาของนางจับจ้องอยู่ที่หน้าอกของเขา สังเกตการขยับขึ้นลงที่ติดขัดและไม่สม่ำเสมอ
ในใจของนางร้อนรนดั่งไฟเผา การชักต่อเนื่องจากไข้สูงเช่นนี้อันตรายอย่างยิ่งยวด หากปล่อยไว้นานเกินไป เซลล์สมองจะถูกทำลายจนไม่อาจฟื้นฟูได้!
นางไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว!
หลินหว่านชิวตัดสินใจในเสี้ยววินาที นางแสร้งทำเป็นล้มตัวลงข้างเตียง ใช้ร่างของตนเองบังสายตาจากประตูและหน้าต่างที่อาจมีคนแอบมองอยู่ มือข้างหนึ่งยื่นเข้าไปในมิติลับ คว้ายาฉีดลดไข้และระงับอาการชักออกมาอย่างรวดเร็ว นางใช้ปลายนิ้วดีดหลอดยาอย่างชำนาญ หักปลายหลอดด้วยผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัว ก่อนจะดูดยาเข้าสู่กระบอกฉีดยาจนหมดสิ้น
นางเลิกแขนเสื้อของซ่งจิ่งเฉินขึ้น เผยให้เห็นต้นแขนที่ผอมบางแต่ยังคงเห็นเค้าโครงของกล้ามเนื้อ นางเช็ดผิวบริเวณนั้นด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ที่เตรียมไว้ในมิติ แล้วจึงแทงเข็มลงไปอย่างมั่นคงและนุ่มนวลที่สุด ก่อนจะค่อยๆ ดันยาเข้าไปจนหมดหลอด
เวลาผ่านไปราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ร่างกายของซ่งจิ่งเฉินยังคงสั่นกระตุกอยู่เป็นระยะ แต่ความรุนแรงค่อยๆ ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จนในที่สุด การเคลื่อนไหวที่น่าหวาดเสียวเหล่านั้นก็หยุดลง เหลือเพียงลมหายใจที่ยังคงหอบถี่และแผ่วเบา
หลินหว่านชิวทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง เหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผากของนางราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้ที่สูบสิ้นพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น นางนำอุปกรณ์ทั้งหมดกลับเข้าไปเก็บในมิติอย่างรวดเร็ว ทำลายหลักฐานทุกอย่างจนไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้
นางนอนฟุบอยู่ข้างเตียง พักเอาแรงอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะฝืนกายลุกขึ้นไปบิดผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดตัวให้เขาอีกครั้ง คราวนี้ไอร้อนจากผิวกายของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่เป็นปกติ แต่ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว
ภายนอกหน้าต่าง แสงอรุณแรกของวันเริ่มจับขอบฟ้า หลินหว่านชิวเพิ่งรู้ตัวว่านางไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงจนแทบล้มทั้งยืน แต่นางก็ยังต้องกัดฟันสู้ต่อไป
เสียงเปิดประตูดังขึ้นจากห้องใหญ่ ตามด้วยเสียงของจางกุ้ยฟางและหวังชุนฮวาที่ดังขึ้นเป็นระยะ ไม่นานนัก ประตูห้องของนางก็ถูกกระแทกเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
"เป็นอย่างไรบ้าง?" จางกุ้ยฟางถามเสียงห้วน สีหน้าของนางดูอิดโรยและบูดบึ้งจากการนอนไม่เต็มอิ่ม
หลินหว่านชิวยังไม่ทันได้ตอบ หวังชุนฮวาก็ชะโงกหน้าเข้ามา มองไปยังร่างของซ่งจิ่งเฉินที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสมเพช "ดูท่าจะไม่รอดแล้วจริงๆ เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงแปลกๆ มาจากห้องนี้ตั้งหลายครั้ง คงจะทุรนทุรายน่าดู"
คำพูดของนางเสียดแทงใจหลินหว่านชิวยิ่งนัก แต่นางเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกไว้ ทำเพียงแค่กล่าวเสียงเรียบ "เขายังไม่ตาย"
"ยังไม่ตายก็เหมือนตาย!" จางกุ้ยฟางตวาดลั่น "สภาพแบบนี้ มีแต่จะผลาญเสบียงของบ้านเราไปวันๆ! ชุนฮวา เจ้าไปตามหมอตีนเปล่าท้ายหมู่บ้านมาดูทีซิ ให้เขามายืนยันให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย!"
หวังชุนฮวารับคำอย่างแข็งขันแล้วรีบวิ่งออกไปทันที ราวกับนี่เป็นข่าวดีที่นางรอคอยมานาน
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หมอตีนเปล่าแซ่หลิว ชายชราผมขาวโพลนผู้เป็นที่พึ่งทางกายของคนทั้งกองพลน้อยต้าเฟิงก็เดินหลังค่อมเข้ามาในบ้านซ่งพร้อมกับกล่องยาไม้เก่าคร่ำคร่าใบหนึ่ง
เขาเดินตรงไปยังเตียงของซ่งจิ่งเฉิน ใช้หลังมืออังหน้าผาก เปิดเปลือกตาดู ก่อนจะจับชีพจรที่ข้อมือ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลงเรื่อยๆ สุดท้าย เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับถอนหายใจยาว
"เตรียมใจไว้เถิด" หมอหลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ชีพจรแผ่วเบาราวกับเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ ร่างกายร้อนจัดดั่งเตาไฟ ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่นรู้สติ นี่เป็นสัญญาณว่าพลังชีวิตของเขากำลังจะมอดดับแล้ว...พวกเจ้า...กลับไปเตรียมหาซื้อไม้มาต่อโลงศพไว้ได้เลย"
คำพูดของหมอตีนเปล่าเปรียบเสมือนคำพิพากษาสุดท้ายที่ตอกย้ำชะตากรรมของซ่งจิ่งเฉินในสายตาของทุกคน จางกุ้ยฟางทรุดลงนั่งกับพื้น แสร้งทำเป็นร้องไห้ฟูมฟาย แต่ในแววตากลับฉายแววเย็นชา ส่วนหวังชุนฮวานั้นแทบจะเก็บรอยยิ้มไว้ไม่มิด
มีเพียงหลินหว่านชิวที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ในใจของนางเย้ยหยันคำวินิจฉัยที่ตื้นเขินนั้น ความรู้ทางการแพทย์ที่ล้าหลังของยุคนี้ จะไปเข้าใจภาวะโคม่าและการบาดเจ็บทางสมองที่ซับซ้อนได้อย่างไร!
หลังจากส่งหมอตีนเปล่ากลับไป บรรยากาศในบ้านก็ยิ่งมาคุและน่าอึดอัด ทุกคนต่างทำราวกับว่าซ่งจิ่งเฉินได้กลายเป็นศพไปแล้วจริงๆ ไม่มีใครสนใจจะนำน้ำหรืออาหารมาให้หลินหว่านชิวอีก
วันทั้งวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า ค่ำคืนอันเงียบสงัดมาเยือนอีกครั้ง หลินหว่านชิวที่อดทนกับความหิวและความเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน เผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียข้างเตียงของสามีในนาม
กลางดึกสงัด...นางสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความปวดปัสสาวะอย่างรุนแรง นางขยับตัวอย่างยากลำบาก รู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งร่าง แต่ก็จำต้องฝืนลุกขึ้นเพื่อไปยังส้วมหลุมที่อยู่นอกตัวบ้าน
ขณะที่เดินผ่านห้องครัวซึ่งมืดสนิท ประสาทสัมผัสอันเฉียบไวของนางก็จับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้ เงาตะคุ่มสายหนึ่งกำลังขยับไหวอยู่ข้างเตาไฟ!
หัวใจของหลินหว่านชิวเต้นระรัว...โจรหรือ?
นางรีบแอบซ่อนตัวอยู่หลังบานประตู ใช้ความมืดเป็นที่กำบัง แง้มประตูออกเล็กน้อยเพื่อมองเข้าไป แสงจันทร์สลัวที่ส่องผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ทำให้พอมองเห็นร่างนั้นได้...เป็นหวังชุนฮวา!
พี่สะใภ้ใหญ่กำลังทำลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าถังไม้ใบใหญ่ที่ใช้เก็บแป้งข้าวโพด นางใช้ทัพพีตักแป้งขึ้นมาอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะเทใส่ห่อผ้าที่เตรียมมาอย่างระมัดระวัง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังเอื้อมมือไปยังรังไก่ที่อยู่มุมห้อง หยิบไข่ไก่ออกมาสองฟองแล้วบรรจงวางลงบนกองแป้งในห่อผ้าอย่างนุ่มนวล
หลินหว่านชิวเห็นภาพนั้นแล้วก็เข้าใจทุกอย่างในทันที! ที่แท้เสบียงอาหารในบ้านที่ควรจะน้อยลงอย่างเชื่องช้า กลับร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วก็เพราะมีหนูตัวใหญ่คอยลักขโมยอยู่นี่เอง!
โทสะแล่นพล่านขึ้นมาจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปกระชากนางขโมยมาประจานให้รู้แล้วรู้รอด แต่นางก็สะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้ในวินาทีสุดท้าย นางรู้ดีว่าหากโวยวายไปตอนนี้ หวังชุนฮวาก็แค่ปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ นางจะทำอะไรได้?
นางต้องรอ...รอโอกาสที่เหมาะสม
หลินหว่านชิวกำหมัดแน่น ยืนรออยู่ในความมืดจนกระทั่งหวังชุนฮวาผูกห่อผ้าซ่อนไว้ในอกเสื้อ แล้วย่องออกจากห้องครัวไปทางหลังบ้านอย่างเงียบเชียบ เมื่อแน่ใจว่าพี่สะใภ้ตัวดีไปแล้ว นางจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปในห้องครัว
แผนการอันแยบยลผุดขึ้นในสมองของนางอย่างรวดเร็ว
นางเดินไปที่เตาไฟซึ่งดับสนิทแล้ว ใช้นิ้วเขี่ยขี้เถ้าละเอียดสีดำสนิทที่อยู่ก้นเตาขึ้นมาหนึ่งกำมือ จากนั้นจึงเดินไปยังถังเก็บแป้งข้าวโพด นางเปิดฝาออกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ โรยขี้เถ้าสีดำทั้งหมดลงไปที่ก้นถัง แล้วจึงใช้ทัพพีเกลี่ยแป้งข้าวโพดที่เหลืออยู่ด้านบนมาปิดทับไว้อย่างแนบเนียน
เสร็จสิ้น!
บัดนี้ กับดักได้ถูกวางแล้ว ครั้งต่อไปที่หวังชุนฮวามาขโมยแป้งและขูดไปจนถึงก้นถัง ขี้เถ้าเหล่านี้จะติดไปกับแป้งในห่อผ้าของนาง กลายเป็นหลักฐานมัดตัวที่มิอาจดิ้นหลุดได้อย่างแน่นอน!
หลินหว่านชิวแย้มยิ้มอย่างเย็นชา นางเช็ดมือจนสะอาดแล้วกำลังจะหันหลังกลับออกจากห้องครัว ทว่าในตอนนั้นเอง หูของนางก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบแว่วมาจากทางลานบ้านด้านหน้า
เป็นเสียงของจางกุ้ยฟางและหวังชุนฮวา!
นางรีบหลบเข้าที่เดิมอีกครั้ง เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
"ท่านแม่วางใจเถอะ ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว" เสียงของหวังชุนฮวาดังขึ้น "หมอหลิวก็บอกแล้วว่ามันไม่รอดแน่"
"ดี!" เสียงของจางกุ้ยฟางกดต่ำลงอย่างอำมหิต "ในเมื่อไอ้สองมันก็เหมือนตายไปแล้ว นังแพศยานั่นก็หมดประโยชน์ที่จะเก็บไว้ ข้าไม่อยากเห็นหน้ามันมาผลาญข้าวสุกในบ้านอีกต่อไปแม้แต่วันเดียว พรุ่งนี้...ข้าจะไปหาแม่สื่อหวัง ให้มันจัดการขายนังตัวซวยนั่นไปให้พ่อม่ายแก่บ้านหลี่ที่หมู่บ้านข้างๆเสีย!"