สั่งสอนน้องสะใภ้จอมเย่อหยิ่ง
ความหนาวเย็นเยียบจากคำพูดที่ได้ยินแล่นจับขั้วหัวใจของหลินหว่านชิว คำว่า ‘แม่สื่อหวัง’ วนเวียนอยู่ในหัวราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระหน่ำ นางกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สองขาก้าวกลับไปยังห้องพักฝั่งตะวันตกด้วยท่วงท่าที่มั่นคง หากแต่ภายในใจกลับปั่นป่วนดั่งคลื่นลมในทะเลคลั่ง แผนการของจางกุ้ยฟางและหวังชุนฮวานั้นชั่วร้ายเกินกว่าที่นางจะคาดคิด พวกมันไม่เพียงต้องการขับไล่ แต่กำลังจะผลักไสนางลงสู่ขุมนรกทั้งเป็น!
นางปิดประตูลงกลอนอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์สลัวที่ส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษขับเน้นให้เงาของนางทอดยาวอยู่บนพื้นดินอัดแน่น ภายในห้องอันคับแคบมีเพียงเตียงไม้เก่าซอมซ่อและร่างของซ่งจิ่งเฉินที่นอนนิ่งไม่ไหวติง
หลินหว่านชิวสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความโกรธเกรี้ยวที่พลุ่งพล่าน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาฟูมฟายหรือตื่นตระหนก ทุกย่างก้าวหลังจากนี้ต้องเต็มไปด้วยความระมัดระวัง นางเดินเข้าไปข้างเตียง แตะหน้าผากของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีอย่างแผ่วเบา
“ร้อน…เหตุใดตัวถึงร้อนเช่นนี้?”
เพียงปลายนิ้วสัมผัส นางก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาอย่างชัดเจน คิ้วเรียวงามของนางขมวดเข้าหากันทันที นี่คือสัญญาณของอาการไข้ขึ้นสูง หากปล่อยทิ้งไว้ในสภาพร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้!
นางรีบนำปรอทวัดไข้ที่ซ่อนไว้ออกมาสอดไว้ใต้รักแร้ของเขาอย่างระมัดระวัง รออยู่ครู่หนึ่งจึงดึงออกมาดูภายใต้แสงจันทร์อันริบหรี่ ตัวเลขบนแท่งแก้วทำให้นางใจหายวาบ...สามสิบเก้าจุดห้าองศา! ไข้สูงมาก!
ในยุคที่ขาดแคลนยารักษาโรคเช่นนี้ ไข้สูงเพียงเท่านี้ก็สามารถพรากชีวิตคนได้โดยง่าย ทันใดนั้น ความคิดชั่วร้ายของแม่สามีก็ผุดขึ้นมาในหัว หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งแผนการของพวกนาง? ปล่อยให้นางทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลสามี ปล่อยให้เขาป่วยตายไปอย่างช้าๆ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสียที
ไม่! นางจะไม่มีวันยอมให้มันเป็นเช่นนั้น!
หลินหว่านชิวตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางหลับตาทำสมาธิชั่วครู่ จิตของนางก็เข้าสู่มิติส่วนตัวทันที นางไม่ลังเลที่จะหยิบแผ่นเจลลดไข้สำหรับผู้ใหญ่ออกมาหนึ่งแผ่น พร้อมกับกะละมังใบเล็กและผ้าสะอาดสำหรับเช็ดตัว
เมื่อกลับสู่โลกภายนอก นางลอกแผ่นฟิล์มใสออกจากแผ่นเจลแล้วแปะลงบนหน้าผากกว้างของซ่งจิ่งเฉินอย่างนุ่มนวล ความเย็นจากแผ่นเจลจะช่วยบรรเทาความร้อนและทำให้เขาสบายตัวขึ้น จากนั้นนางจึงเทน้ำอุ่นจากกระติกที่เตรียมไว้ลงในกะละมัง เริ่มบรรจงเช็ดตัวให้เขาเพื่อระบายความร้อน
ขณะที่นางกำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดตัวให้เขาอย่างขะมักเขม้นนั้นเอง หูของนางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ย่องเข้ามาใกล้ประตูห้อง เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับจงใจไม่ให้เกิดเสียง แต่สำหรับหลินหว่านชิวที่กำลังตื่นตัวและระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา เสียงเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจรอดพ้นการรับรู้ของนางไปได้
นางหยุดมือ ชะโงกหน้ามองผ่านรอยแตกของประตูไม้ที่ชำรุด ภายใต้เงาจันทร์สลัว นางเห็นเงาตะคุ่มของเด็กสาวร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าห้อง ในมือของเด็กคนนั้นถืออ่างไม้อยู่ใบหนึ่ง
ซ่งเจียอี๋! น้องสาวคนสุดท้องของสามี!
หัวใจของหลินหว่านชิวเย็นเยียบลงทันที นางจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยได้ยินเสียงจางกุ้ยฟางกระซิบกระซาบกับหวังชุนฮวา เป็นไปได้ว่าแผนการชั่วร้ายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเด็กน้อยผู้นี้คือหมากตัวแรกที่พวกนางส่งมา!
นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ก้มหน้าเช็ดตัวให้ซ่งจิ่งเฉินต่อไป แต่ประสาทสัมผัสทั้งหมดกลับจดจ่ออยู่ที่ประตู
แกร๊ก...
เสียงสลักประตูไม้ถูกปลดออกอย่างเชื่องช้า ประตูแง้มเปิดออกอย่างเงียบกริบ ร่างของซ่งเจียอี๋ในชุดนอนเก่าๆ ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาในห้อง ความมืดและความเงียบทำให้ใบหน้าเล็กๆ ของเด็กสาวฉายแววหวาดหวั่น แต่นางยังคงกอดอ่างไม้ในมือไว้แน่น ค่อยๆ ย่องเท้าเข้ามาใกล้เตียง
หลินหว่านชิวรอจนกระทั่งเจียอี๋ยกอ่างไม้ขึ้น เตรียมจะสาดน้ำที่อยู่ข้างในออกมา นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและเฉียบขาดราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์
“จะทำอะไรน่ะ เจียอี๋?”
“ว้าย!”
ซ่งเจียอี๋สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ อ่างไม้ในมือหลุดร่วงลงสู่พื้นเสียงดังโครม! น้ำเย็นเฉียบกระเซ็นไปทั่วพื้นดิน แต่โชคดีที่ไม่โดนเตียงแม้แต่น้อย เด็กสาวหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทา หันขวับมามองพี่สะใภ้ที่บัดนี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองนางด้วยแววตาที่ว่างเปล่าทว่ากดดันอย่างน่าประหลาด
“พี่...พี่สะใภ้รอง...ข้า...ข้าแค่จะมาดูว่าพี่ชายเป็นอย่างไรบ้าง” นางแก้ตัวเสียงสั่น อ้าปากค้าง พูดตะกุกตะกัก
“ดูพี่ชายของเจ้า? แล้วน้ำในอ่างนั่นเล่า เอามาทำอะไร?” หลินหว่านชิวสาวเท้าเข้าไปหาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของนางหนักแน่นราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนหัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กสาว “หรือว่าเจ้าจะเอาน้ำเย็นๆ นี่มาสาดใส่เตียงของพี่ชายเจ้าที่กำลังป่วยหนักอยู่?”
น้ำเสียงของนางไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่กลับเต็มไปด้วยไอสังหารที่มองไม่เห็น มันกดดันจนซ่งเจียอี๋แทบหายใจไม่ออก เด็กสาวถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังไปชิดกับผนังห้องเย็นเฉียบ ส่ายหน้าพัลวัน น้ำตาเริ่มเอ่อคลอหน่วยตา
“ไม่ใช่นะ! ข้าเปล่า! ท่านแม่...ท่านแม่แค่ให้ข้าเอาน้ำมา...” นางพูดไม่ทันจบก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อตระหนักว่าตนเองเกือบหลุดปากพูดความจริงออกไป
“ท่านแม่ของเจ้า?” หลินหว่านชิวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นยิ่งกว่าความมืดในยามราตรี “ท่านแม่ของเจ้าสั่งให้เจ้าทำเช่นนี้ใช่หรือไม่? สั่งให้เจ้าเอาน้ำเย็นมาสาดใส่ที่นอนของพี่ชายตัวเองในคืนที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ท่านแม่ของเจ้าไม่รู้หรือว่าพี่ชายเจ้ากำลังป่วยหนัก การทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าเขาให้ตายเร็วขึ้น!”
คำพูดแต่ละคำของหลินหว่านชิวเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในจิตสำนึกของซ่งเจียอี๋ เด็กสาวตัวสั่นระริกราวกับลูกนกที่ต้องลมหนาว ความกลัว ความรู้สึกผิด และความสับสนตีรวนกันอยู่ในอก นางไม่เคยเห็นพี่สะใภ้รองในมุมนี้มาก่อน...น่ากลัวเหลือเกิน!
“เจ้าก็เป็นคนตระกูลซ่งเหมือนกันมิใช่หรือ? เหตุใดจึงยอมให้ผู้อื่นใช้เจ้าเป็นเครื่องมือทำร้ายคนในครอบครัวของตัวเอง? หากวันนี้ข้าไม่อยู่ พี่ชายของเจ้าถูกน้ำเย็นสาดใส่จนอาการทรุดหนักลงไป เจ้าจะรู้สึกอย่างไร? เจ้าจะนอนหลับลงหรือ?”
“ฮือ...ฮือ...ข้าไม่ได้ตั้งใจ...ข้าไม่รู้...” ในที่สุด ซ่งเจียอี๋ก็ไม่อาจทนรับแรงกดดันได้อีกต่อไป นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น
หลินหว่านชิวมองภาพนั้นนิ่งๆ นางไม่ได้เข้าไปปลอบโยน ในใจของนางรู้ดีว่าการสั่งสอนเด็กที่ถูกตามใจจนเคยตัว บางครั้งไม้แข็งก็เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่เมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลพรากของเด็กสาว ความแข็งกร้าวในแววตาของนางก็ค่อยๆ อ่อนลง
เด็กก็คือเด็ก...ถูกชักจูงได้ง่าย ซ่งเจียอี๋ไม่ใช่คนเลวโดยเนื้อแท้ เพียงแต่ถูกสภาพแวดล้อมหล่อหลอมให้เป็นเช่นนี้ นางถอนหายใจเบาๆ ย่อตัวลงนั่งตรงหน้าเด็กสาว
“ลุกขึ้นเถิด อย่าร้องไห้ไปเลย” น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลลงกว่าเดิมมาก “ข้าไม่ตีเจ้าหรอก เพราะข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนคิดแผนการนี้ขึ้นมาเอง”
ซ่งเจียอี๋สะอึกสะอื้น เงยหน้าขึ้นมองพี่สะใภ้ด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
หลินหว่านชิวแสร้งทำเป็นล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แต่แท้จริงแล้วนางกำลังหยิบบางอย่างออกมาจากมิติ...ลูกอมรสนมเม็ดเล็กๆ ที่ห่อด้วยกระดาษสีสวยงาม นางยื่นมันไปตรงหน้าของซ่งเจียอี๋
“เอ้านี่...ข้าให้”
ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างขึ้นทันที ในยุคสมัยที่น้ำตาลเป็นของหายากเช่นนี้ ลูกอมถือเป็นของล้ำค่าที่เด็กทุกคนใฝ่ฝันถึง กลิ่นหอมหวานของนมที่ลอยออกมาแตะจมูกทำให้นางเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่นางก็ยังไม่กล้ารับ
“พี่สะใภ้รอง...”
“รับไปสิ” หลินหว่านชิวกล่าวเสียงเรียบ “แล้วจำไว้...ในบ้านหลังนี้ เจ้าต้องหัดใช้สมองของตัวเองคิดแยกแยะผิดชอบชั่วดี อย่าให้ใครมาจูงจมูกเจ้าได้ง่ายๆ ใครดีต่อเจ้า...เจ้าก็ดีตอบ ใครคิดร้าย...เจ้าก็ต้องรู้จักป้องกันตัวเอง เข้าใจหรือไม่?”
นางจงใจสอดลูกอมเม็ดนั้นใส่มือเล็กๆ ของเจียอี๋ สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของนางทำให้เด็กสาวชะงักไปครู่หนึ่ง
“ไปเถิด กลับไปนอนได้แล้ว ทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ซ่งเจียอี๋กำลูกอมในมือแน่น นางลุกขึ้นยืนอย่างงกๆ เงิ่นๆ มองหน้าพี่สะใภ้สลับกับบานประตู นางยังคงสับสน แต่ความรู้สึกหวาดกลัวได้จางหายไปแล้ว กลับมีความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดเข้ามาแทนที่ นางพยักหน้าเบาๆ แล้วรีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
หลินหว่านชิวมองตามหลังร่างเล็กๆ นั่นไปจนลับสายตา นี่คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปในใจของเด็กสาวคนหนึ่ง...เป็นการใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งควบคู่กันไป นางหวังว่าเมล็ดพันธุ์นี้จะเติบโตขึ้นและกลายเป็นพันธมิตรของนางในอนาคต
ทว่าเมื่อหันกลับมาที่เตียง วิกฤตการณ์เฉพาะหน้าก็กลับมาอีกครั้ง!
นางแตะหน้าผากของซ่งจิ่งเฉินอีกครั้ง ไอร้อนยังคงไม่ลดลงแม้แต่น้อย ซ้ำร้าย...ร่างกายของเขากลับเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง! ไม่ใช่การสั่นเพราะความหนาว แต่เป็นการกระตุกเกร็งที่ควบคุมไม่ได้!
หลินหว่านชิวเบิกตากว้างด้วยความตระหนก...นี่มันอาการชักเพราะไข้ขึ้นสูง! หากไม่รีบจัดการ สมองของเขาอาจได้รับความกระทบกระเทือนอย่างถาวร