การกลั่นแกล้งในไร่นา
แสงอรุณรำไรสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของประตูไม้ซีด ทว่าความหนาวเหน็บในบ้านตระกูลซ่งกลับมิได้ลดน้อยลงตามอุณหภูมิที่สูงขึ้นแม้แต่น้อย บรรยากาศแห่งการเผชิญหน้าเมื่อวานยังคงคุกรุ่นอยู่ทุกอณูอากาศ หลินหว่านชิวลืมตาขึ้นในห้องเก็บฟืน ร่างกายที่บอบช้ำยังคงประท้วงด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว แต่นัยน์ตาของนางกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ยังไม่ทันที่นางจะได้ขยับกาย เสียงตวาดอันเกรี้ยวกราดของจางกุ้ยฟางก็ดังลั่นมาจากลานบ้าน "เจ้าตัวซวย! ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีกรึ! คิดจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อไหร่! ตะวันจะส่องก้นโด่งแล้ว รีบไสหัวออกไปที่จุดรวมพลของกองพลน้อย เดี๋ยวนี้!"
หลินหว่านชิวพยุงกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า นางไม่ได้ตอบโต้คำพูดเหล่านั้นแม้แต่คำเดียว เพียงแต่จัดแต่งเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ แล้วเดินออกจากห้องเก็บฟืนด้วยท่าทีสงบนิ่ง
หวังชุนฮวาซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างๆ จางกุ้ยฟาง ส่งสายตาเยาะหยันมาให้ ปากบางเฉียบของนางขยับเป็นรอยยิ้มหยัน "น้องสะใภ้รอง วันนี้คงเป็นวันแรกสินะที่เจ้าจะได้สัมผัสกับงานในไร่นาของจริง ข้าหวังว่าร่างกายที่บอบบางของเจ้าจะทนไหวก็แล้วกัน"
หลินหว่านชิวเพียงปรายตามองนางเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยคำใด ราวกับว่าพี่สะใภ้ผู้นี้เป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตน ท่าทีเมินเฉยของนางยิ่งทำให้หวังชุนฮวาเจ็บใจจนใบหน้าบิดเบี้ยว
เมื่อไปถึงลานตากข้าวซึ่งเป็นจุดรวมพลของกองพลน้อยต้าเฟิง ชาวบ้านหลายสิบชีวิตได้มารวมตัวกันพร้อมเครื่องมือทำไร่ทำนาในมือแล้ว เสียงพูดคุยจอแจเงียบลงทันทีเมื่อร่างของหลินหว่านชิวปรากฏขึ้น ทุกสายตาจับจ้องมาที่นาง บ้างแฝงความสงสาร บ้างแฝงความดูแคลน และบ้างก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ดูนั่นสิ สะใภ้ตระกูลซ่งออกมาทำงานแล้ว"
"เหอะ! ข้าอยากจะรู้จริงๆ ว่าจะทนได้สักกี่วัน"
"น่าสงสารนัก เพิ่งจะแต่งงานก็ต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ ซ้ำยังถูกแม่สามีข่มเหงถึงเพียงนี้"
หลินหว่านชิวทำหูทวนลมต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น นางเดินไปยืนอยู่ท้ายแถวอย่างเงียบๆ รอรับคำสั่งจากหัวหน้าทีมผลิต
หัวหน้าทีมผลิตเป็นชายวัยกลางคนร่างกำยำนามว่าหลี่กัง เขามีใบหน้าเคร่งขรึมและเป็นคนยึดถือกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เมื่อเห็นว่าทุกคนมาพร้อมหน้าแล้ว เขาจึงประกาศก้อง "วันนี้งานของเราคือการกำจัดวัชพืชในแปลงมันเทศทางทิศตะวันออก ใครทำเสร็จเร็วก็ได้พักเร็ว แต้มค่าแรงจะคิดตามปริมาณงานที่ทำได้ ใครอู้ใครขี้เกียจ อย่าหาว่าข้าหลี่กังไม่เตือน!"
สิ้นเสียงประกาศ ชาวบ้านต่างก็แยกย้ายกันไปยังแปลงมันเทศที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หลินหว่านชิวได้รับจอบเล็กๆ มาหนึ่งด้าม และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับหวังชุนฮวาอย่างจงใจ
แสงแดดเริ่มแผดจ้าขึ้นเรื่อยๆ แผ่นหลังของทุกคนก้มโค้งลงกับพื้นดินที่แห้งผาก หลินหว่านชิวเริ่มลงมือกำจัดวัชพืชด้วยท่าทางเงอะงะ ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนี้อ่อนแอเกินไป เพียงแค่ครึ่งชั่วยาม เหงื่อก็ไหลท่วมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ลมหายใจหอบกระเส่า เรี่ยวแรงเริ่มถดถอยจนน่าใจหาย
หวังชุนฮวาซึ่งทำงานอยู่ในแถวถัดไป แสร้งทำเป็นขยันขันแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มอู้โดยการยืดตัวบิดขี้เกียจและหาเรื่องชวนคนข้างๆ คุย นางเหลือบมองหลินหว่านชิวที่หน้าซีดเผือดด้วยความสะใจ "เป็นอย่างไรเล่าน้องสะใภ้รอง งานในไร่นาไม่เหมือนงานเย็บปักถักร้อยในห้องหอหรอกนะ หากทนไม่ไหวก็บอกหัวหน้าทีมเขาสิ บางทีเขาอาจจะใจดีให้เจ้ากลับไปนอนพักที่บ้านก็ได้"
หลินหว่านชิวกัดริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่านี่คือแผนการของจางกุ้ยฟางที่ต้องการบีบคั้นให้นางยอมแพ้และจากไปเอง แต่นางจะยอมให้มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?
เมื่อสบโอกาสที่ไม่มีใครสนใจ นางจึงแสร้งทำเป็นปวดท้องแล้วเดินเลี่ยงไปยังพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ไม่ไกลนัก ทันทีที่ลับสายตาผู้คน หลินหว่านชิวก็ใช้สมาธิเพ่งจิตเข้าสู่มิติลับส่วนตัวของนางทันที
ภายในมิติ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ชั้นวางยาและอุปกรณ์การแพทย์ยังคงเรียงรายอยู่ครบครัน แต่สิ่งที่นางต้องการในตอนนี้คือพลังงานอย่างเร่งด่วน นางรีบคว้าขวดน้ำเกลือกลูโคสที่เตรียมไว้ล่วงหน้าขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็ว ความหวานและพลังงานที่บริสุทธิ์จากยุคสมัยใหม่ไหลซึมซาบเข้าสู่ร่างกายที่อ่อนล้าของนางในทันที ราวกับน้ำทิพย์ชโลมดินที่แห้งผากให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง หลินหว่านชิวก็เดินกลับออกมาจากพุ่มไม้ด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นเล็กน้อย แม้ภายนอกจะยังคงดูอ่อนเพลีย แต่ภายในนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยพลังงานที่พร้อมจะปะทุ
นางกลับไปหยิบจอบขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้นัยน์ตาของนางเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและสมาธิอันแน่วแน่ นางเริ่มลงมือกำจัดวัชพืชด้วยความเร็วและจังหวะที่สม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวของนางแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ทุกครั้งที่จอบถูกถอนขึ้นมา หญ้าร้ายก็ถูกกำจัดไปอย่างหมดจดสิ้นซาก
หวังชุนฮวาที่กำลังแอบอู้พลันสังเกตเห็นความผิดปกติ นางขมวดคิ้วมุ่น มองดูหลินหว่านชิวที่จู่ๆ ก็ทำงานเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ แถวมันเทศของหลินหว่านชิวค่อยๆ ถูกจัดการไปทีละแถว ทีละแถวอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็แซงหน้าแถวของนางไปไกล
"เป็นไปได้อย่างไร?" หวังชุนฮวาพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นางคิดว่าหลินหว่านชิวคงใกล้จะหมดสติเต็มทีแล้ว แต่เหตุใดกลับกลายเป็นว่ามีเรี่ยวแรงมากกว่าเดิมเสียอีก? ความริษยาและความไม่พอใจแล่นพล่านขึ้นมาในอก นางจึงรีบก้มหน้าก้มตากำจัดวัชพืชของตนเองบ้าง แต่เพราะความรีบร้อนและไม่ได้ใส่ใจ งานที่ออกมาจึงหยาบและไม่เรียบร้อย
ทันใดนั้นเอง เสียงทรงอำนาจของหัวหน้าทีมหลี่กังก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "หวังชุนฮวา! นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่! ข้าให้เจ้ามากำจัดวัชพืช ไม่ใช่มาขุดดินเล่น!"
หวังชุนฮวาสะดุ้งสุดตัว นางหันกลับไปเผชิญหน้ากับหลี่กังที่กำลังยืนเท้าสะเอวด้วยใบหน้าถมึงทึง "หัว...หัวหน้าทีม ข้าก็กำลังทำอยู่"
"ทำอยู่รึ?" หลี่กังชี้ไปยังแปลงของนางที่ยังคงมีวัชพืชหลงเหลืออยู่ประปราย ก่อนจะชี้ไปยังแปลงของหลินหว่านชิวที่สะอาดเอี่ยมราวกับใช้ไม้กวาดกวาด "แล้วนั่นมันอะไร! ดูงานของน้องสะใภ้เจ้าสิ! นางเพิ่งผ่านเรื่องสะเทือนใจมา ร่างกายก็ไม่แข็งแรง แต่งานที่ทำกลับเรียบร้อยและได้ปริมาณมากกว่าเจ้าที่เป็นคนแข็งแรงดีเสียอีก! เจ้าคิดว่าธัญพืชของคอมมูนมีไว้เลี้ยงคนขี้เกียจอย่างเจ้ารึไง!"
เสียงตวาดของหลี่กังดังไปทั่วทั้งแปลงนา ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ต่างพากันหันมามองและหัวเราะคิกคัก ใบหน้าของหวังชุนฮวาพลันแดงก่ำราวกับผลมะเขือเทศสุก นางทั้งอับอายทั้งเจ็บใจจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี สายตาที่นางมองไปยังหลินหว่านชิวนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและอาฆาตแค้น
เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง งานในวันนั้นก็สิ้นสุดลง หลินหว่านชิวลากร่างกายที่อ่อนล้ากลับบ้านตระกูลซ่ง แม้จะเหน็ดเหนื่อยจนกระดูกแทบจะแหลกสลาย แต่มุมปากของนางกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
มื้อค่ำของบ้านตระกูลซ่งในวันนั้นเงียบเชียบและเย็นชายิ่งกว่าเดิม จางกุ้ยฟางวางชามข้าวต้มใสแจ๋วกับแผ่นแป้งข้าวโพดหยาบๆ สองแผ่นลงตรงหน้าหลินหว่านชิวอย่างกระแทกกระทั้น ไม่มีการเอ่ยถามถึงการทำงานวันแรกของนางแม้แต่คำเดียว
หลินหว่านชิวก้มหน้ากินอาหารในส่วนของตนอย่างเงียบเชียบ แต่สมองของนางกลับกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง นางคำนวณอยู่ในใจ...ครอบครัวซ่งมีห้าปากท้อง ถึงแม้ซ่งจิ่งเฉินจะนอนป่วยอยู่บนเตียง แต่ก็ยังต้องกินอาหารเหลว และยังมีน้องสาวคนเล็กอีกหนึ่งคน เสบียงที่กองพลน้อยปันส่วนให้ในแต่ละเดือนนั้นมีปริมาณที่แน่นอน แม้จะหักค่าใช้จ่ายในงานศพของพ่อสามีไปส่วนหนึ่ง แต่ปริมาณอาหารที่ลดลงไปในแต่ละวันนั้น...ดูจะรวดเร็วจนน่าผิดสังเกต ทั้งที่ทุกคนกินเพียงอาหารหยาบๆ เช่นนี้ทุกมื้อ
ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนางอย่างเงียบงัน...ธัญพืชส่วนที่หายไปนั้น ไปอยู่ที่ไหนกันแน่?
ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด หลังจากที่ทุกคนกินอาหารเสร็จและหวังชุนฮวาเก็บถ้วยชามเข้าไปในครัว หลินหว่านชิวก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากห้องใหญ่ นางจึงแสร้งทำเป็นเดินไปตักน้ำที่โอ่งหลังบ้าน แต่กลับขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องเพื่อเงี่ยหูฟัง
เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของหวังชุนฮวาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง "ท่านแม่! เจ้าเด็กเปรตนั่นมันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ วันนี้มันทำงานได้แต้มค่าแรงมากกว่าข้าเสียอีก! หากปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป มันต้องได้ใจแน่!"
เสียงเย็นชาของจางกุ้ยฟางตอบกลับมา "ใจเย็นก่อน ข้ามีแผนแล้ว...ปล่อยให้มันทำงานหนักไปอีกสักสองสามวัน ให้มันตายใจไปก่อน...ข้าได้ยินมาว่าแม่สื่อหวังจากหมู่บ้านข้างๆ..."
คำพูดที่เหลือขาดหายไป แต่เพียงแค่คำว่า ‘แม่สื่อหวัง’ ก็ทำให้หัวใจของหลินหว่านชิวพลันกระตุกวูบ! ความหนาวเย็นเยียบแล่นไปทั่วสรรพางค์กายยิ่งกว่าอากาศยามค่ำคืน พวกนางไม่ได้เพียงแค่ต้องการจะบีบคั้นให้นางจากไป แต่กำลังวางแผนการที่ชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น