ข้อต่อรองของแม่ม่าย
เสียงตวาดอันกร้าวแกร่งของหลินหว่านชิวยังคงก้องกังวานอยู่ในลานบ้านตระกูลซ่ง สะกดให้ทุกคนในที่นั้นตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึง ซ่งเจี้ยนกั๋วหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย อับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี ขณะที่จางกุ้ยฟางและหวังชุนฮวาก็ได้แต่ยืนอ้าปากค้าง จ้องมองสะใภ้รองที่พวกตนเคยมองว่าเป็นเพียงมดปลวกด้วยสายตาเหลือเชื่อ
ทว่าก่อนที่พายุอารมณ์ระลอกใหม่จะได้โหมกระหน่ำ บรรยากาศอันตึงเครียดก็พลันถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยจอแจที่ดังมาจากนอกรั้วบ้าน
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่บ้านตระกูลซ่งแต่เช้า? ข้าได้ยินเสียงเอะอะดังไปถึงท้ายหมู่บ้าน”
เสียงทุ้มกังวานอันคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษร่างกำยำวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้ม เขาคือสวี่ต้าหู่ หัวหน้ากองพลน้อยต้าเฟิง ผู้มีอำนาจสูงสุดในหมู่บ้านแห่งนี้ เบื้องหลังของเขามีชาวบ้านอีกหลายคนเดินตามมาด้วยความใคร่รู้ ชะเง้อคอมองเข้ามาในลานบ้านด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
การมาถึงของหัวหน้ากองพลน้อยเปรียบดั่งน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่กองเพลิง จางกุ้ยฟางซึ่งกำลังโกรธจนลืมตัวพลันได้สติ นางรีบปรับสีหน้า เปลี่ยนจากแม่มดร้ายเป็นหญิงชราผู้น่าสงสารในชั่วพริบตา แต่ก่อนที่นางจะได้ทันเอ่ยปากฟ้องร้องใดๆ ร่างของหลินหว่านชิวกลับทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างกะทันหัน
ภาพที่ทุกคนเห็นคือหญิงสาวในชุดแต่งงานสีแดงเก่าซอมซ่อ คุกเข่าลงเบื้องหน้าโต๊ะบูชาชั่วคราวที่ตั้งป้ายวิญญาณของซ่งต้าไห่เอาไว้กลางลานบ้าน ใบหน้าของนางอาบไปด้วยหยาดน้ำตา เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นอย่างน่าเวทนา ช่างเป็นภาพของสะใภ้ผู้สูญเสียที่น่าสงสารจับใจยิ่งนัก
“ท่านพ่อเจ้าขา...ท่านจากไปเร็วเหลือเกิน...ทิ้งให้ข้ากับจิ่งเฉินต้องอยู่อย่างเดียวดาย...” เสียงของนางแหบพร่า ขาดห้วง เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม “แม้สามีจะยังคงหลับใหลไม่ได้สติ แต่ข้า...หลินหว่านชิว...ขอสาบานต่อหน้าป้ายวิญญาณของท่านพ่อและต่อหน้าฟ้าดิน ณ ที่นี้...ข้าจะขอเป็นสะใภ้ของตระกูลซ่งไปตลอดชีวิต จะอยู่ดูแลปรนนิบัติท่านแม่ อยู่เคียงข้างจิ่งเฉิน และเฝ้ารักษาป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษตระกูลซ่ง...ตลอดไป!”
นางโขกศีรษะลงกับพื้นดินเย็นเฉียบสามครั้งติดกัน เสียงดัง “ตุบ ตุบ ตุบ” หนักแน่นจนผู้คนที่ได้ยินรู้สึกเจ็บแปลบในใจแทน การกระทำและคำประกาศกร้าวของนางสร้างความแตกตื่นระลอกใหญ่ให้แก่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันอ้าปากค้าง เริ่มซุบซิบกันด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
“โอ้สวรรค์...สะใภ้รองตระกูลซ่งช่างน่าสงสารนัก สามีก็ยังไม่ฟื้น พ่อสามีก็มาด่วนจากไปอีก” หญิงชราคนหนึ่งถอนหายใจยาว
“นางช่างเป็นสะใภ้ที่กตัญญูโดยแท้ แม้สามีจะเป็นตายเท่ากัน แต่นางก็ยังประกาศว่าจะขออยู่ดูแลตระกูลซ่งตลอดไป หาได้ยากยิ่งนักในยุคสมัยนี้” ชายวัยกลางคนอีกคนเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม
“แต่ข้ายังได้ยินมาว่านางเป็นตัวซวยมิใช่รึ? เข้าบ้านวันเดียว พ่อผัวกับผัวก็...” เสียงกระซิบอีกสายหนึ่งดังขึ้น แต่ก็แผ่วเบาลงทันทีเมื่อถูกสายตาตำหนิของคนรอบข้างจ้องมอง
จางกุ้ยฟางยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นจนแทบคลั่ง คำพูดของหลินหว่านชิวเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น มันพันธนาการนางเอาไว้อย่างแน่นหนาต่อหน้าธารกำนัล นางประกาศกร้าวว่าจะไล่สะใภ้ตัวซวยคนนี้ออกไป จะขายทิ้งไปให้ไกล แต่บัดนี้...คำสาบานของหลินหว่านชิวได้ยกสถานะของตนเองขึ้นเป็น ‘สะใภ้กตัญญู’ ในสายตาของทุกคนไปแล้ว
หากนางยังดึงดันที่จะขับไล่หรือขายหลินหว่านชิวอีก ไม่เพียงแต่จะถูกชาวบ้านทั้งกองพลน้อยต้าเฟิงรุมประณามว่าเป็นแม่สามีใจยักษ์ใจมาร แต่ยังจะเป็นการเหยียบย่ำความกตัญญู ทำลายชื่อเสียงของตระกูลซ่งที่สามีผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี! นี่คือการมัดมือชกที่นางไม่สามารถดิ้นหลุดได้เลย!
สวี่ต้าหู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด ในฐานะหัวหน้ากองพลน้อย สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือความสงบเรียบร้อยและธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามของชุมชน การแสดงออกถึงความกตัญญูของหลินหว่านชิว แม้จะไม่รู้ว่าจริงแท้หรือเสแสร้ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรยกย่องในที่สาธารณะ
“เอาล่ะๆ” เขากล่าวขึ้นทำลายความเงียบ “เรื่องในครอบครัวค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน วันนี้เป็นวันส่งดวงวิญญาณของสหายต้าไห่ พวกเราทุกคนต่างก็เสียใจ อย่าให้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอีกเลย”
จากนั้นเขาก็หันไปทางจางกุ้ยฟาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงนัยยะเตือนไว้อย่างชัดเจน “ป้าซ่ง...เจ้าได้สะใภ้ที่ดีและกตัญญูเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของตระกูลซ่งแล้ว ในยามทุกข์ยากเช่นนี้ ครอบครัวควรรักใคร่สามัคคีกัน ช่วยกันประคับประคองให้ผ่านพ้นไปให้ได้”
คำพูดของหัวหน้ากองพลน้อยเปรียบเสมือนค้อนพิพากษาที่ทุบลงมา ปิดตายหนทางทั้งหมดของจางกุ้ยฟางโดยสิ้นเชิง นางได้แต่กัดฟันกรอด รับคำเสียงอู้อี้ในลำคอ ดวงตาที่มองไปยังร่างของสะใภ้รองที่ยังคงคุกเข่าร้องไห้อยู่นั้น วาวโรจน์ไปด้วยเพลิงอาฆาตที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
งานศพอันเรียบง่ายดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้น ชาวบ้านต่างทยอยกันแยกย้ายกลับไป แต่เรื่องราวของ ‘สะใภ้กตัญญูแห่งตระกูลซ่ง’ ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในกองพลน้อยต้าเฟิงไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อในลานบ้านเหลือเพียงสมาชิกในครอบครัว บรรยากาศแห่งการเสแสร้งก็จางหายไป เหลือเพียงความเกลียดชังอันเย็นเยียบ จางกุ้ยฟางเดินตรงเข้าไปหาหลินหว่านชิวที่ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด
“เจ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะอยู่ในบ้านหลังนี้ได้อย่างสบายรึ หลินหว่านชิว?” นางเอ่ยลอดไรฟัน เสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “เจ้าใช้ชาวบ้านมาเป็นเกราะกำบัง ใช้ความกตัญญูจอมปลอมมาเป็นข้อต่อรอง แต่จงจำเอาไว้...ตราบใดที่เจ้ายังเหยียบอยู่ในธรณีประตูบ้านซ่ง ข้ามีวิธีนับร้อยนับพันที่จะทำให้ชีวิตของเจ้าอยู่อย่างตายทั้งเป็น!”
หลินหว่านชิวเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่สามีอย่างไม่หวั่นเกรง ในดวงตาของนางไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงความสงบนิ่งที่น่าขนลุก
“ข้าไม่เคยคิดว่าจะอยู่อย่างสบาย” นางตอบกลับเสียงเรียบ “ข้าเพียงต้องการทำหน้าที่ของภรรยาและลูกสะใภ้ให้สมบูรณ์ที่สุดเท่านั้น...ตราบใดที่พี่จิ่งเฉินยังคงมีลมหายใจ ข้าก็จะอยู่ที่นี่”
จางกุ้ยฟางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน “ดี! ในเมื่อเจ้าอยากจะทำหน้าที่นัก...อยากจะเป็นสะใภ้กตัญญูของบ้านซ่งนัก...ก็ได้!”
นางชี้นิ้วไปยังทุ่งนาไกลสุดลูกหูลูกตาที่อยู่นอกหมู่บ้าน ก่อนจะประกาศิตด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องออกไปทำงานในไร่นาเพื่อแลกแต้มค่าแรงเหมือนกับคนอื่นๆ! บ้านซ่งของข้าไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ที่เอาแต่กินข้าวไปวันๆ ข้าจะรอดู...ว่าเจ้าจะมีปัญญาทนความลำบากได้สักกี่น้ำ!”