ทำลายประตูห้องฟืน

เสียงไม้ลั่นแผ่วเบา ตามด้วยเสียงฝีเท้าย่ำหนักของหวัง ชุนฮวาในความมืดมิด ช่างไม่ต่างอันใดกับเสียงยมทูตเคาะประตูเรียกวิญญาณ!

หลิน หว่านชิวตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน หัวใจที่เพิ่งสงบลงเมื่อครู่กลับดิ่งวูบลงไปกองอยู่ที่ปลายเท้า ความเยียบเย็นแล่นปราดจากไขสันหลังขึ้นสู่สมอง นางเพิ่งจะช่วยชีวิตคนมาหยกๆ หรือสวรรค์จะเล่นตลกให้นางต้องมาตายตกในคืนนี้แทน?

นางรีบผลักร่างของตนเองให้แอบชิดกับผนังดินที่เย็นเฉียบของตัวบ้าน กักเก็บลมหายใจทุกอณูไว้ในทรวงอก สองเนตรเพ่งมองฝ่าความมืดสลัวไปยังเงาตะคุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่กลางลานบ้าน

เงาของหวัง ชุนฮวาเดินอุ้ยอ้ายอย่างไม่เร่งรีบ ทิศทางที่นางมุ่งไปคือส้วมหลุมที่ตั้งอยู่มุมสุดของกำแพงลานบ้าน หลิน หว่านชิวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่สุดในชีวิต...ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของนางจะเพียงแค่ตื่นมาปลดทุกข์กลางดึกเท่านั้น มิได้ล่วงรู้ถึงการกระทำอันอุกอาจของนาง

ทว่าความโล่งใจก็อยู่กับนางได้เพียงชั่วพริบตาเดียว เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมา ความคิดอันเฉียบคมของพยาบาลเวรดึกก็เริ่มทำงานอีกครั้ง หวัง ชุนฮวาอาจไม่ได้เห็นนาง แต่การที่นางปรากฏตัวขึ้นในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! หญิงผู้นี้อาจตื่นขึ้นมาตรวจดูให้แน่ใจว่านาง...หลิน หว่านชิว...ยังคงถูกขังและอดตายอยู่ในห้องเก็บฟืนตามแผนการของพวกนางหรือไม่!

เมื่อตระหนักถึงเจตนาร้ายอันแสนอำมหิตนี้ ความกลัวในใจของหลิน หว่านชิวก็พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเดือดดาลและจิตสังหารอันเย็นเยียบเข้ามาแทนที่

นางไม่รอช้าอีกต่อไป อาศัยจังหวะที่หวัง ชุนฮวายังคงอยู่ในส้วมหลุม นางเร่งย่องเท้ากลับไปยังห้องเก็บฟืนด้วยฝีเท้าที่เบาหวิวยิ่งกว่าเงาภูตพราย ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกลงกลอนเหล็กสนิมเขรอะจากด้านนอก นี่คือเครื่องยืนยันความโหดเหี้ยมของจาง กุ้ยฟางและสะใภ้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี

หลิน หว่านชิวขบริมฝีปากแน่น นางอาศัยความมืดและความทรงจำจากร่างเดิม ค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปในช่องว่างระหว่างบานประตูกับวงกบอย่างทุลักทุเล โชคยังดีที่บ้านดินหลังนี้เก่าแก่เต็มที กลอนประตูที่ใช้ก็เป็นเพียงสลักไม้ธรรมดาที่สอดผ่านห่วงเหล็กสองอันเท่านั้น ด้วยความพยายามอยู่หลายอึดใจ นางก็สามารถขยับดันแท่งสลักไม้ออกจากห่วงได้สำเร็จ

นางแทรกตัวกลับเข้าไปในห้องเก็บฟืนอันอับชื้น ปิดประตูลง แล้วบรรจงสอดสลักไม้กลับเข้าที่เดิมอย่างแนบเนียนที่สุด จัดฉากให้ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ก่อนจะทิ้งตัวลงบนกองฟางอย่างอ่อนแรง

ราตรีนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน...

...

แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามา ปลุกให้หลิน หว่านชิวที่เผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าตื่นขึ้นมา ท้องของนางร้องประท้วงอย่างรุนแรง ความหิวโหยกัดกินกระเพาะจนแทบจะละลาย ร่างกายอ่อนเพลียจนแทบขยับปลายนิ้วไม่ได้ แต่นัยน์ตาของนางกลับสาดประกายคมปลาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางได้ยินเสียงจาง กุ้ยฟางและหวัง ชุนฮวากำลังพูดคุยกันอยู่บริเวณหน้าห้องครัว เสียงของพวกนางลอยลมเข้ามาในห้องเก็บฟืนอย่างชัดเจน

“ท่านแม่ ท่านว่านังตัวซวยนั่นจะเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? นี่ก็ผ่านไปทั้งคืนแล้ว น่าจะหิวจนไส้กิ่วแล้วกระมัง” เสียงของหวัง ชุนฮวาดังขึ้นอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

เสียงแค่นหัวเราะในลำคอของจาง กุ้ยฟางดังตามมา “หึ! ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องไปสนใจมัน ให้มันอดตายอยู่ในนั้นได้ยิ่งดี ตระกูลซ่งของเราจะได้หมดสิ้นเสนียดจัญไรเสียที! ข้าอยากจะรู้นักว่ามันจะทนได้สักกี่น้ำ!”

ถ้อยคำอำมหิตเหล่านั้นราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของหลิน หว่านชิว แต่แทนที่จะรู้สึกเจ็บปวด นางกลับรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังเดือดพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจ

พอแล้ว! นางทนมามากพอแล้ว!

ในชาติก่อน นางคือหัวหน้าพยาบาลผู้เป็นที่เคารพนับถือ คือผู้หญิงแกร่งที่ต่อสู้กับยมทูตเพื่อฉุดดึงชีวิตคนมานับไม่ถ้วน นางไม่มีวันยอมจำนนต่อชะตากรรมบัดซบและนอนรอความตายอย่างน่าสมเพชเช่นนี้เด็ดขาด!

หลิน หว่านชิวตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางเพ่งสมาธิเข้าสู่มิติลับส่วนตัวอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายของนางไม่ใช่ยาหรืออาหาร แต่เป็นมุมหนึ่งของมิติที่นางจำได้ว่าเคยเห็นกล่องเครื่องมือช่างวางอยู่ นางคว้าเอาวัตถุโลหะยาวหนักอึ้งชิ้นหนึ่งออกมา...มันคือชะแลงเหล็ก!

นางกลับสู่โลกแห่งความจริง กำชะแลงในมือไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีฟาดมันลงไปที่กลอนประตูอย่างสุดกำลัง!

**เปรี้ยง!**

เสียงเหล็กกระทบไม้ดังกัมปนาท ตามด้วยเสียงไม้ที่ปริแตก เศษขี้เลื่อยและฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่ว จาง กุ้ยฟางและหวัง ชุนฮวาที่กำลังนินทานางอย่างออกรสถึงกับสะดุ้งสุดตัวและหันขวับมามองด้วยความตกตะลึง

หลิน หว่านชิวยังไม่หยุด นางเงื้อชะแลงขึ้นอีกครั้ง แล้วฟาดซ้ำลงไปที่เดิม!

**เปรี้ยง! เปรี้ยง! โครม!**

ในที่สุด สลักไม้และห่วงเหล็กที่ผุกร่อนก็ทานรับแรงกระแทกมหาศาลไม่ไหว มันแตกหักและหลุดกระเด็นออกไป บานประตูไม้เก่าๆ เปิดอ้าออกอย่างน่าสังเวช

หลิน หว่านชิวก้าวออกมาจากความมืดของห้องเก็บฟืน แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนร่างที่ซูบผอมและเสื้อผ้าที่มอมแมมของนาง ใบหน้าของนางอาจจะซีดเซียวเพราะความหิวโหย แต่ดวงตาของนางกลับลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความพิโรธที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง นางทิ้งชะแลงเหล็กลงบนพื้นดินเสียงดัง "เคร้ง!" เป็นการประกาศศึกอย่างเป็นทางการ

จาง กุ้ยฟางและหวัง ชุนฮวาอ้าปากค้าง ตะลึงงันจนพูดไม่ออก พวกนางไม่เคยเห็นสะใภ้รองผู้อ่อนแอและหัวอ่อนคนนี้ในสภาพเช่นนี้มาก่อน นี่มันไม่ใช่ลูกแมวเชื่องๆ ที่พวกนางจะบีบจะบี้อย่างไรก็ได้อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นนางพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำคอผู้ที่ล่วงเกิน!

“พวกเจ้า...พวกเจ้าสองคนฟังให้ดี!” หลิน หว่านชิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก แม้จะแหบพร่าแต่กลับก้องกังวานไปทั่วทั้งลานบ้าน “นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป หากใครกล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเล็บ หรือคิดจะกักขังหน่วงเหนี่ยวข้าอีก...ข้าจะไปที่ที่ทำการคอมมูนทันที! แล้วแจ้งความเรื่องตระกูลซ่งวางแผนฆาตกรรมสะใภ้ของตัวเอง!”

ประโยคนี้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของสองแม่ลูก! ในยุคสมัยที่ชื่อเสียงของครอบครัวและหน้าตาทางสังคมสำคัญยิ่งกว่าชีวิต การถูกกล่าวหาว่าพยายามฆ่าคนในครอบครัวตัวเองนั้นเป็นข้อหาที่ร้ายแรงยิ่งนัก มันสามารถทำลายล้างตระกูลซ่งให้ย่อยยับอัปราชัยได้ในพริบตา!

“นะ...นังเด็กเหลือขอ! เจ้ากล้าดียังไง!” จาง กุ้ยฟางได้สติเป็นคนแรก นางชี้หน้าหลิน หว่านชิว ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธระคนกับความหวาดหวั่น

ทันใดนั้น ซ่ง เจี้ยนกั๋ว พี่ชายคนโตของสามีซึ่งได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบวิ่งออกมาจากในบ้าน เมื่อเห็นสภาพประตูห้องฟืนที่พังยับเยินและน้องสะใภ้ที่ยืนท้าทายมารดาของตนอยู่กลางลานบ้าน เขาก็หน้าซีดเผือด

“หว่านชิว! นี่เจ้ากำลังทำอะไร? มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันสิ อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย รีบขอโทษท่านแม่เร็วเข้า!” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน พยายามจะไกล่เกลี่ยตามนิสัยคนขี้ขลาดที่กลัวความขัดแย้งเป็นที่สุด

ทว่าคำพูดของเขากลับยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟ หลิน หว่านชิวหันขวับไปเผชิญหน้ากับเขา แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนและผิดหวัง

“เรื่องเล็กอย่างนั้นหรือ? พี่ใหญ่!” นางตวาดกลับเสียงกร้าว “ท่านดูสภาพข้าสิ! ท่านดูประตูห้องฟืนนั่นสิ! มารดาและภรรยาของท่านร่วมมือกันขังข้าไว้ในนั้น หมายจะให้ข้าอดข้าวอดน้ำจนตาย! นี่น่ะหรือคือเรื่องเล็กในสายตาของท่าน? น้องชายแท้ๆ ของท่านนอนป่วยรอวันตายอยู่บนเตียง ท่านเป็นพี่ชายคนโต ไม่คิดจะปกป้องภรรยาของเขาเลยสักนิด กลับเอาแต่พูดว่าอย่าทำเรื่องใหญ่ นี่ท่านยังมีความเป็นลูกผู้ชายหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่! หรือท่านเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ยอมให้แม่กับเมียจูงจมูกไปวันๆ!”

วาจาอันแหลมคมของนางเสียดแทงเข้ากลางใจของซ่ง เจี้ยนกั๋วอย่างจัง เขาหน้าชาวาบจากขาวเป็นแดง จากแดงเป็นเขียวคล้ำ อับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา

ณ บัดนี้ ท่ามกลางลานบ้านของตระกูลซ่ง หลิน หว่านชิวยืนหยัดอย่างทระนงเพียงลำพัง เผชิญหน้ากับศัตรูทั้งสามด้วยสายตาที่แข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก ทุกคนต่างรู้ดีว่า...พายุลูกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมกำลังจะพัดกระหน่ำเข้ามาในบ้านหลังนี้ และสะใภ้รองที่ทุกคนเคยเหยียบย่ำ...ได้ตายจากไปแล้ว