ตอนที่ 1
คำโปรย: คืนเดียว...ข้าสูญเสียทั้งบิดาและมารดา หลังพวกท่านถูกใส่ร้ายจนต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถ
เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่รออยู่กลับเป็นน้องเล็กอีกห้าชีวิตที่กำลังหิวโหย และบ้านที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารสักเม็ด
ญาติผู้เคยเรียกตัวเองว่าครอบครัว ไม่เพียงไม่ยื่นมือช่วยเหลือ แต่ยังเฝ้ารอวันที่พวกเราจะอดตาย เพื่อยึดทุกสิ่งที่เหลืออยู่
แต่พวกเขาไม่รู้ว่า ข้าไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง หากยังพก "มิติ" จากโลกเดิมติดตัวมาด้วย
ครั้งนี้ ข้าจะเลี้ยงน้องทุกคนให้เติบโตอย่างสง่างาม และทำให้คนที่เคยผลักไสพวกเรา ได้เห็นว่าพวกเขาสูญเสียโอกาสที่ไม่มีวันได้คืน
***บทที่ 1: ตื่นขึ้นมาพร้อมความหิวโหยและการขับไล่ปลิง***
ความหนาวเย็นเสียดแทงเข้าสู่ไขกระดูกราวกับเข็มน้ำแข็งนับพันเล่ม คือความรู้สึกแรกที่เยี่ยเสี่ยวหม่านรับรู้ได้ ตามมาด้วยเสียงร้องไห้ระงมที่สั่นสะเทือนโสตประสาทจนปวดหนึบไปทั้งศีรษะ
เปลือกตาของนางหนักอึ้งดั่งมีหินถ่วง แต่ความทรงจำสุดท้ายที่วนเวียนอยู่ในหัว—ภาพรถบรรทุกที่พุ่งเข้าใส่ร่างของนางอย่างจัง—กลับผลักดันให้นางต้องฝืนลืมตาขึ้นมา
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามิใช่โรงพยาบาลสีขาวสะอาด หากแต่เป็นหลังคาหญ้าแฝกผุพังที่มีรูโหว่ให้แสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นลำ ร่างของนางนอนอยู่บนแคร่ไม้แข็งกระด้าง รอบกายคือกองฟางแห้งที่แทบไม่ให้ความอบอุ่นใดๆ
"พี่ใหญ่...ข้าหิว...หิวเหลือเกิน..." เสียงสะอื้นปานจะขาดใจดังขึ้นข้างกาย นางหันไปมองอย่างเชื่องช้า ภาพเด็กชายผอมแห้งสองคนกำลังกอดกันกลม เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหนาวและความหิว ที่มุมห้องยังมีเด็กหญิงอีกสองคนซบหน้าร้องไห้กับน้องชายคนสุดท้องที่ยังเป็นทารกนอนดิ้นขลุกขลักอยู่ในตะกร้าสานเก่าๆ
ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก...
เจ้าของร่างเดิมนามว่า ‘เยี่ยเสี่ยวหม่าน’ เช่นเดียวกับนาง เพิ่งสูญเสียบิดามารดาไปในกองเพลิงเมื่อสามวันก่อน ทิ้งให้นางซึ่งเป็นพี่สาวคนโตต้องดูแลน้องๆ อีกห้าชีวิตตามลำพังในบ้านที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ!
"ร้อง! ร้องไห้กันเข้าไป! คิดว่าร้องแล้วจะมีข้าวตกลงมาจากฟ้ารึอย่างไร!"
เสียงแหลมสูงตวาดก้องมาจากอีกฟากของห้อง เยี่ยเสี่ยวหม่านหันขวับไปตามเสียงทันที ร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังรื้อค้นข้าวของในบ้านอย่างบ้าคลั่ง นางคือหวังจินฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ของนางเอง
"ท่านป้าใหญ่! ท่านกำลังทำอะไรน่ะ!"
เยี่ยจื่อเฉิน น้องชายคนที่สามวัยเพียงแปดขวบ รวบรวมความกล้าพุ่งเข้าไปหมายจะขวางทาง ทว่าเรี่ยวแรงของเด็กน้อยหรือจะสู้ผู้ใหญ่ได้ หวังจินฮวาสะบัดแขนเพียงครั้งเดียว ร่างของเยี่ยจื่อเฉินก็กระเด็นไปกระแทกกับผนังดินอย่างแรง
"ไสหัวไปเจ้าเด็กเหลือขอ! บ้านนี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้ว ของทุกอย่างก็ควรตกเป็นของบ้านใหญ่!" หวังจินฮวากล่าวอย่างไม่ละอายใจ มือของนางยังคงค้นหาต่อไป
เยี่ยจื่อเฉินกัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองผู้เป็นป้าอย่างเคียดแค้น "นั่นมันของของพวกข้า! ท่านไม่มีสิทธิ์!"
"สิทธิ์รึ?" หวังจินฮวาหัวเราะเยาะ "พวกเจ้าเด็กกำพร้าหกชีวิตจะมีปัญญาทำอะไรได้ รออีกไม่นานก็คงอดตายกันหมด สู้ข้ารับของพวกนี้ไปดูแลแทนไม่ดีกว่ารึ?"
ในที่สุด มือของนางก็คว้าสิ่งที่ต้องการพบ มันคือถุงผ้าใบเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กองฟางเก่าๆ ภายในบรรจุข้าวสารหยาบซึ่งเป็นเสบียงมื้อสุดท้ายของเด็กทั้งหกคน!
"เจอแล้ว! ในที่สุดก็เจอ!" ดวงตาของนางเป็นประกายละโมบ รีบคว้าถุงข้าวนั้นมากอดไว้แน่น
"อย่า! นั่นเป็นข้าวของพวกเรา!" เยี่ยจื่อเฉินพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ถูกหวังจินฮวาถีบซ้ำจนล้มกลิ้ง
ฉับพลันนั้นเอง!
"วางมันลง"
เสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเสียดแทงโสตประสาทของทุกคนในห้อง หวังจินฮวาชะงักงัน หันไปมองที่ต้นเสียงด้วยความตกตะลึง
เยี่ยเสี่ยวหม่านยืนขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดทราบ ใบหน้าซีดเซียวของนางเรียบสนิทไร้ความรู้สึก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับลุ่มลึกและคมปลาบราวกับมีดที่เพิ่งลับใหม่ ในมือขวาของนาง...คือมีดทำครัวเล่มหนึ่งที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวาววับ!
"เจ้า...เจ้าฟื้นแล้วรึ?" หวังจินฮวาเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงเชิดหน้ากล่าว "ฟื้นแล้วก็ดี! จะได้รู้ไว้ว่าบ้านใหญ่จะยึดข้าวถุงนี้ พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างทรมานอีกต่อไป!"
เยี่ยเสี่ยวหม่านไม่กล่าววาจา นางเพียงแค่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นราวกับเหยียบลงบนหัวใจของหวังจินฮวา ปลายมีดในมือชี้ตรงไปยังถุงข้าวสารนั้นอย่างมั่นคง
"ข้าบอกให้วางมันลง" นางกล่าวซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาลงกว่าเดิม
เด็กๆ ที่กำลังร้องไห้ต่างหยุดชะงัก พวกเขาจ้องมองพี่สาวคนโตของตนด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ พี่ใหญ่ที่เคยอ่อนแอและเอาแต่ร้องไห้ บัดนี้กลับดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
"ฮึ! คิดว่าข้าจะกลัวมีดในมือเจ้ารึ?" หวังจินฮวายังคงปากแข็ง นางกอดถุงข้าวแน่นขึ้น "ข้าเป็นผู้อาวุโสของเจ้า! เป็นป้าสะใภ้ของเจ้า! เจ้ากล้าทำอะไรข้ารึ!"
เยี่ยเสี่ยวหม่านหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหวังจินฮวา นางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน "ท่านป้าใหญ่ ข้าคงไม่กล้าทำอะไรท่านหรอก เพียงแต่...ท่านผู้ใหญ่บ้านเคยประกาศกฎของหมู่บ้านไว้มิใช่หรือ ว่าหากจับขโมยได้คาหนังคาเขา เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิ์จัดการคนผู้นั้นได้ตามสมควร หากข้าพลั้งมือแทงท่านตอนนี้ แล้วตะโกนออกไปว่ามีโจรเข้าบ้าน ท่านคิดว่าชาวบ้านจะเชื่อคำพูดของเด็กกำพร้าที่ปกป้องสมบัติชิ้นสุดท้าย หรือจะเชื่อคำพูดของสตรีที่บุกรุกเข้าบ้านผู้อื่นยามวิกาลเพื่อขโมยข้าวสารกันแน่?"
คำพูดทุกคำของเยี่ยเสี่ยวหม่านราวกับค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของหวังจินฮวา!
ใบหน้าของนางซีดเผือด! ใช่แล้ว! กฎของหมู่บ้านธาราเร้นข้อนี้มีอยู่จริง! แม้ส่วนใหญ่จะใช้ข่มขู่คนนอก แต่หากเยี่ยเสี่ยวหม่านทำจริงขึ้นมา ด้วยสถานะเด็กกำพร้าที่เพิ่งเสียพ่อแม่ ย่อมได้รับความเห็นใจจากชาวบ้านอย่างท่วมท้น ส่วนนาง...จะต้องกลายเป็นคนหน้าไม่อายที่รังแกแม้กระทั่งเด็กกำพร้า!
"เจ้า...เจ้าคนอกตัญญู! ข้าอุตส่าห์จะช่วยแบ่งเบาภาระให้แท้ๆ!" หวังจินฮวายังพยายามหาข้ออ้าง
"แบ่งเบาภาระด้วยการขโมยอาหารมื้อสุดท้ายของหลานๆ น่ะรึ?" เยี่ยเสี่ยวหม่านแค่นเสียงเย็น "ส่งข้าวมาให้ข้า แล้วไสหัวออกไปจากบ้านข้าเสีย ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน"
แววตาอำมหิตที่เยี่ยเสี่ยวหม่านจ้องมองมา ทำให้หวังจินฮวาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นางไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้จากหลานสาวคนนี้มาก่อน มันไม่ใช่แววตาของเด็กสาวชาวป่าชาวเขา แต่เป็นแววตาของพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้ตายคามือ!
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชั่งน้ำหนักระหว่างข้าวสารหยาบถุงเล็กๆ กับชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของตนเอง สุดท้ายความกลัวก็เอาชนะความละโมบไปได้
"ก็ได้! ฝากไว้ก่อนเถอะ!" หวังจินฮวาโยนถุงข้าวลงบนพื้นอย่างกระฟัดกระเฟียด "ข้าจะคอยดู ว่าพวกเจ้าพี่น้องจะอดทนไปได้อีกกี่น้ำ! วันที่พวกเจ้าคลานไปขอข้าวบ้านใหญ่จะต้องมาถึงในไม่ช้า!"
นางกล่าวทิ้งท้ายอย่างเจ็บแค้น ก่อนจะรีบเดินกระทืบเท้าปึงปังออกไปจากกระท่อมราวกับหนีผี
ทันทีที่ร่างของหวังจินฮวาหายลับไป ความตึงเครียดในห้องก็คลายลง เยี่ยเสี่ยวหม่านทิ้งมีดในมือลงกับพื้น สองขาของนางอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น นี่นางเพิ่งจะข่มขู่คนด้วยมีดไปหรือนี่!
"พี่ใหญ่..." เยี่ยจื่อเฉินวิ่งเข้ามากอดขานางไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและโล่งใจ "ท่านสุดยอดไปเลย! ท่านไล่ปีศาจร้ายนั่นไปได้!"
เยี่ยเสี่ยวหม่านก้มลงมองน้องชายและน้องๆ อีกสี่คนที่เริ่มขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาของทุกคนจ้องมองมาที่นางอย่างมีความหวัง พวกเขาไม่เห็นความอ่อนแอในตัวนางอีกแล้ว แต่เห็นเสาหลักต้นใหม่ที่พร้อมจะปกป้องพวกเขา
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ยื่นมือไปลูบศีรษะเยี่ยจื่อเฉินเบาๆ "ไม่ต้องกลัว ตั้งแต่นี้ไป ข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกพวกเราได้อีก"
นางกล่าวคำมั่นสัญญา ก่อนจะหันไปมองถุงข้าวสารหยาบถุงเล็กที่วางอยู่บนพื้น ถุงข้าวที่เกือบจะถูกช่วงชิงไป...นี่คืออาหารทั้งหมดที่พวกเขามีเหลืออยู่ มันจะพอประทังชีวิตเด็กหกคนไปได้สักกี่วันกันเชียว?
ความหิวโหยยังคงกัดกินกระเพาะของทุกคนอย่างโหดร้าย ความมืดมิดและความสิ้นหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง ท่ามกลางความเยียบเย็นนั้นเอง ปลายนิ้วของนางก็สัมผัสได้ถึงความเย็นของจี้หยกชิ้นหนึ่งที่ห้อยอยู่บนคอ...มรดกชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้...