ตอนที่ 2
***บทที่ 2: ปลุกมิติพฤกษาสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง***
ความเยียบเย็นจากจี้หยกโบราณบนแผงอกส่งผ่านสู่ปลายนิ้วของเยี่ยเสี่ยวหม่าน ทว่ามันไม่อาจดับไฟที่แผดเผาในกระเพาะของนางและน้องๆ ทั้งห้าได้เลย สายตาหกคู่ยังคงจับจ้องมาที่นาง...สายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
ในห้องอันเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงท้องร้องประท้วงที่ดังระงมแข่งกัน
ทันใดนั้น เยี่ยจื่ออวี้ น้องชายคนรองผู้มีใบหน้าคมคายถอดแบบมาจากบิดา ก้าวออกมาข้างหน้า ดวงตาที่มักจะสดใสบัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยวเกินวัย
"พี่ใหญ่ ข้าว่า..." เขากล่าวเสียงหนักแน่น "ให้ข้าเข้าไปในภูเขาหมอกเร้นเถิด อย่างน้อยอาจจะหาผักป่าหรือขุดหัวมันมาประทังความหิวได้บ้าง พวกเราจะรอให้ความตายมาเยือนเช่นนี้ไม่ได้"
"ไม่ได้!" เยี่ยเสี่ยวหม่านปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องไตร่ตรอง เสียงของนางเฉียบขาดจนเยี่ยจื่ออวี้สะดุ้งเล็กน้อย
"แต่ว่า..."
"ข้าบอกว่าไม่ได้" นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของน้องชาย "เจ้าลืมคำของท่านพ่อแล้วหรือ ภูเขาลูกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย สัตว์ร้ายชุกชุม ยิ่งลึกเข้าไปยิ่งคาดเดายาก ขนาดผู้ใหญ่ที่ชำนาญทางยังไม่กล้าเข้าไปตามลำพัง แล้วเจ้าเป็นเพียงเด็กอายุสิบสองปี คิดจะเอาชีวิตไปทิ้งหรือไร!"
"แต่เราไม่มีอะไรจะกินแล้วนะพี่ใหญ่!" เยี่ยจื่ออวี้เถียงกลับ ดวงตาเริ่มแดงก่ำ "ให้ข้านั่งมองน้องๆ หิวตายไปต่อหน้าต่อตา ข้าทำไม่ได้!"
เยี่ยเสี่ยวหม่านสูดหายใจเข้าลึกๆ นางยื่นมือไปจับไหล่น้องชายไว้มั่น "ข้ารู้...ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่การกระทำบุ่มบ่ามมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เชื่อข้าเถิด ข้าจะต้องหาทางออกให้พวกเราได้แน่"
คำพูดของนางทำให้เยี่ยจื่ออวี้ยอมสงบลง แต่ความสิ้นหวังยังคงฉายชัดในแววตาของเขาและน้องๆ ทุกคน
เยี่ยเสี่ยวหม่านปวดใจยิ่งนัก นางหันไปมองรอบกระท่อมผุพังราวกับต้องการหาทางรอดจากเศษไม้ทุกชิ้น นางเหลือบไปเห็นตะกร้าสานเก่าๆ ที่มุมห้อง ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัว...บางทีอาจจะยังมีเศษเผือกเศษมันหลงเหลืออยู่ที่ก้นตะกร้าบ้าง
นางรีบเดินไปคว้าตะกร้าใบนั้นขึ้นมาหมายจะเททุกอย่างลงบนพื้น ทว่าด้วยความหิวจนตาลายประกอบกับความรีบร้อน ปลายนิ้วของนางกลับครูดเข้ากับเสี้ยนไม้ไผ่ที่แตกออกมาจากขอบตะกร้าอย่างแรง
"โอ๊ย!"
นางอุทานเบาๆ พลางชักมือกลับ สัมผัสเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นมาพร้อมกับหยาดโลหิตสีแดงสดที่ผุดขึ้นจากปลายนิ้วชี้อย่างรวดเร็ว โลหิตหยดนั้นร่วงหล่นลงมา...มิใช่บนพื้นดินเย็นชืด แต่กลับหยดลงบนจี้หยกรูปใบไม้ที่ห้อยอยู่บนคอของนางพอดิบพอดี
วินาทีต่อมา ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น!
จี้หยกที่เคยเย็นเฉียบกลับร้อนวาบขึ้นมาราวกับถูกเผาไฟ มันส่องประกายแสงสีเขียวเจิดจ้าอาบร่างของเยี่ยเสี่ยวหม่านจนน้องๆ ทั้งห้าต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง ก่อนที่สติสัมปชัญญะของนางจะดับวูบไปราวกับถูกดูดเข้าไปในวังวนอันไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เยี่ยเสี่ยวหม่านพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในกระท่อมซอมซ่อหลังเดิมอีกต่อไป แต่กลับยืนอยู่ท่ามกลางดินแดนประหลาดที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวจางๆ
รอบกายของนางคือความว่างเปล่า มีเพียงผืนดินสีดำขลับขนาดราวๆ สองจั้ง (ประมาณ 6-7 เมตร) อยู่เบื้องหน้า ถัดไปไม่ไกลนัก มีบ่อน้ำพุเล็กจ้อยขนาดเท่าฝ่ามือค่อยๆ ผุดน้ำใสสะอาดออกมาทีละหยด...ติ๋ง...ติ๋ง...ช้าๆ แต่มั่นคง
"ที่นี่...ที่ไหนกัน?" นางพึมพำกับตนเองด้วยความสับสน ก่อนที่ภาพความทรงจำจากชาติภพก่อนจะไหลบ่าเข้ามาในหัว 'มิติพกพา' ที่เคยอ่านเจอในนิยาย! หรือว่าจี้หยกของท่านแม่จะเป็นของวิเศษเช่นนั้น?
ความคิดนี้ทำให้นางใจเต้นระรัว หากเป็นจริง นี่อาจมิใช่ทางตัน แต่เป็นหนทางสู่ชีวิตรอด!
นางก้มลงใช้ปลายนิ้วสัมผัสผืนดินสีดำนั้น เนื้อดินนุ่มร่วนและชุ่มชื้นอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นดินชั้นเลิศที่ได้รับการบำรุงมานับพันปี เมื่อลองชิมน้ำจากบ่อน้ำพุ ความหวานละมุนและพลังงานอันสดชื่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง บรรเทาความหิวโหยและความอ่อนล้าได้ในบัดดล
"น้ำพุวิญญาณ!" นางอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ
ทันใดนั้นเอง ข้อมูลสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงสำนึกของนาง
[ปลดล็อกมิติพฤกษาสวรรค์ ขั้นที่ 1: ผู้บุกเบิกดินด่าง]
[คุณสมบัติ: ดินดำอุดมสมบูรณ์ 1 ผืน, น้ำพุวิญญาณ 1 บ่อ]
[สรรพคุณน้ำพุวิญญาณ: เร่งการเจริญเติบโตของพืชพรรณ 2 เท่า]
สองเท่า! เพียงแค่ได้ยินคำนี้ หัวใจของเยี่ยเสี่ยวหม่านก็พองโตด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น หากเป็นจริง นางจะสามารถปลูกพืชเพื่อประทังชีวิตน้องๆ ได้ในเวลาอันสั้น!
นางไม่รอช้า ใช้สมาธิตั้งมั่นนึกถึงการกลับไปยังกระท่อม ร่างของนางก็วูบไหวแล้วกลับมายืนอยู่ที่เดิมในชั่วพริบตา ราวกับเวลาภายนอกหยุดนิ่ง น้องๆ ทุกคนยังคงยืนตะลึงกับแสงสว่างที่เพิ่งหายไป
"พี่ใหญ่! เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น ท่านไม่เป็นไรนะ!?" เยี่ยจื่ออวี้พุ่งเข้ามาจับแขนนางด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"ข้าไม่เป็นไร" เยี่ยเสี่ยวหม่านกล่าวพลางลูบศีรษะเขาเบาๆ "ไม่ต้องกลัว ข้าอาจจะเจอทางรอดของพวกเราแล้ว"
นางไม่เสียเวลาอธิบาย แต่รีบวิ่งตรงไปยังมุมครัว รื้อค้นข้าวของที่แทบไม่เหลืออะไร ก่อนจะพบสิ่งที่นางตามหา...เมล็ดพันธุ์แห้งๆ กำมือหนึ่งที่ก้นไหดินเผาใบเล็ก มันคือเมล็ดหัวไชเท้าที่ท่านแม่เก็บไว้เมื่อปีก่อน
นางกำเมล็ดพันธุ์ล้ำค่าไว้ในมือแน่น แล้วหลับตาทำสมาธิอีกครั้ง ร่างของนางหายวับไปจากสายตาของน้องๆ ที่กำลังอ้าปากค้างอีกครา
เมื่อกลับเข้ามาในมิติ เยี่ยเสี่ยวหม่านไม่รีรอ นางใช้มือเปล่าขุดดินดำขลับนั้นให้เป็นร่องตื้นๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะบรรจงหย่อนเมล็ดหัวไชเท้าลงไปทีละเมล็ดด้วยความหวังทั้งหมดที่มี จากนั้นจึงเดินไปที่บ่อน้ำพุวิญญาณ ใช้กะลาที่นางจินตนาการขึ้นตักน้ำใสสะอาดนั้นมารดลงบนผืนดิน
ทันทีที่หยดน้ำพุวิญญาณสัมผัสกับดินดำ เมล็ดพันธุ์ที่เคยแห้งเหี่ยวก็พลันส่องประกายแสงสีเขียวอ่อนจางๆ ก่อนจะจมหายลึกลงไปในดินอย่างรวดเร็ว ผืนดินบริเวณนั้นดูชุ่มชื้นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาในบัดดล
เยี่ยเสี่ยวหม่านมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ในที่สุด...ในที่สุดนางก็มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว
นางกลับออกจากมิติอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของนางไม่ได้ซีดเผือดด้วยความสิ้นหวังอีกต่อไป แต่กลับมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่มุมปาก แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนล้าจากความหิว แต่ดวงตาของนางกลับเป็นประกายเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางหันไปมองน้องๆ ทั้งห้าที่ยืนมองนางอย่างงุนงงระคนตื่นเต้น
"ทุกคน ฟังข้านะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยอำนาจ "ไปต้มข้าวสารหยาบถุงนั้นเถิด คืนนี้พวกเราจะกินให้อิ่มท้องที่สุด แล้วรอคอยอาหารมื้อต่อไปที่แสนวิเศษของพวกเรา"
แม้จะไม่เข้าใจว่าพี่สาวไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด แต่แววตาที่เด็ดเดี่ยวของนางก็ทำให้เด็กๆ ทุกคนรู้สึกอุ่นใจและยอมทำตามแต่โดยดี
ขณะที่น้องๆ กำลังง่วนอยู่กับการหุงหาอาหาร เยี่ยเสี่ยวหม่านกลับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง นางหลับตาลง สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับมิติพฤกษาสวรรค์แห่งนั้น...เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังได้ถูกหว่านลงไปแล้ว
ทว่า...มันจะเติบโตได้ทันเวลาหรือไม่ ก่อนที่ความหิวโหยจะพรากแรงใจของน้องๆ ไปจนหมดสิ้น? น้ำพุวิญญาณจะแสดงอานุภาพได้ดังที่ข้อมูลบอกไว้จริงหรือ? คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของนาง ก่อเกิดเป็นความลุ้นระทึกที่บีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับหวังจินฮวาเสียอีก