ตอนที่ 3
***บทที่ 3: หัวไชเท้าหยกขาวมื้อแรก***
ราตรีเคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า ความมืดมิดภายนอกกระท่อมแฝงเร้นไว้ด้วยความหนาวเหน็บและเงียบสงัดจนน่าพรั่นพรึง บนแคร่ไม้ผุพัง ร่างเล็กๆ ทั้งห้าขดตัวซุกซบกันเพื่อแบ่งปันไออุ่น แม้ในท้องจะมีข้าวต้มหยาบๆ รองท้องอยู่บ้าง แต่ความหิวโหยที่สะสมมานานวันมิอาจบรรเทาลงได้โดยง่าย เสียงท้องร้องครางประท้วงยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ
เยี่ยเสี่ยวหม่านนอนลืมตาโพลง จ้องมองเพดานมืดสลัว นางมิอาจข่มตาให้หลับลงได้เลย หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความคาดหวังระคนกังวล ทุกครั้งที่พลิกตัว นางจะสัมผัสได้ถึงกระแสพลังอุ่นๆ ที่เชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณของนางกับมิติพฤกษาสวรรค์ มันแจ่มชัดและเปี่ยมด้วยพลังชีวิตมากกว่าเมื่อช่วงหัวค่ำราวฟ้ากับดิน
นางรอ...รอจนกระทั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดจับขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก ในที่สุดความอดทนของนางก็สิ้นสุดลง
เยี่ยเสี่ยวหม่านขยับตัวลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการนอนหลับของน้องๆ นางย่องฝีเท้าไปยังมุมห้องที่มืดที่สุด หลับตาลงและส่งกระแสจิตเข้าสู่ห้วงมิติอีกครั้ง
เพียงพริบตา ทิวทัศน์รอบกายนางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
กลิ่นดินอันอุดมสมบูรณ์และกลิ่นพฤกษาอันสดชื่นลอยปะทะนาสิกอย่างจัง ผืนดินสีดำขลับที่นางเคยหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้เมื่อคืนวาน บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยดงใบไม้สีเขียวสดหนาทึบ และสิ่งที่ทำให้นางแทบหยุดหายใจก็คือ ส่วนหัวของหัวไชเท้าสีขาวบริสุทธิ์ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาแต่ละหัวนั้นอวบอ้วนกลมกลึง ผิวของมันเรียบเนียนเป็นมันวาวราวกับหยกขาวชั้นเลิศ ต้องแสงตะวันจำลองในมิติแล้วยิ่งส่องประกายระเรื่อ ช่างงดงามเกินกว่าจะเป็นพืชผลธรรมดา
"สำเร็จแล้ว...สำเร็จจริงๆ ด้วย!" เยี่ยเสี่ยวหม่านพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
นี่คือผลผลิตแรกจากน้ำพุวิญญาณ! หัวไชเท้าหยกขาว!
นางไม่รอช้า ก้าวเข้าไปในแปลงผักแล้วใช้สองมือจับใบของหัวไชเท้าที่ดูอวบใหญ่ที่สุดแล้วออกแรงดึงขึ้นมาตรงๆ เสียงดัง ‘ปุ้ก!’ คราหนึ่ง หัวไชเท้ายักษ์ก็หลุดออกจากดินอย่างง่ายดาย มันหนักอึ้งอยู่ในมือนาง ผิวพรรณขาวผ่องไร้ตำหนิ ส่งกลิ่นหอมหวานจางๆ ชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
เยี่ยเสี่ยวหม่านใช้จิตสั่งการเพียงครู่เดียว หัวไชเท้าหยกขาวสี่ห้าหัวก็ลอยขึ้นจากดินมาวางกองรวมกันอย่างเป็นระเบียบ นางเลือกหัวที่ใหญ่ที่สุดสองหัวกับหัวขนาดกลางอีกหนึ่งหัว ก่อนจะนำมันออกมาจากมิติ ซุกซ่อนไว้ใต้กองฟางแห้งในตะกร้าเก่าๆ ใบหนึ่ง
นางเดินกลับมาปลุกน้องๆ ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้น "เสี่ยวเหมย เสี่ยวเป่า ตื่นเถิด พี่ใหญ่มีของดีให้ดู"
เยี่ยเสี่ยวเหมยขยี้ตางัวเงีย ขณะที่เยี่ยเสี่ยวเป่าซึ่งผอมจนศีรษะดูโตกว่าลำตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง แต่เมื่อสายตาของเด็กทั้งสองจับจ้องไปยังสิ่งที่พี่สาวคนโตหยิบออกมาจากตะกร้า ความง่วงงุนทั้งหมดก็มลายหายไปในบัดดล
"พี่ใหญ่! นี่...นี่มันหัวไชเท้าหรือ เหตุใดจึงใหญ่โตและงดงามเพียงนี้!" เยี่ยเสี่ยวเหมยอุทานอย่างตกตะลึง นางไม่เคยเห็นหัวไชเท้าที่ขาวสะอาดและอวบอ้วนปานนี้มาก่อน แม้แต่หัวไชเท้าที่ดีที่สุดจากไร่ของท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังเทียบไม่ได้แม้เพียงครึ่ง
เยี่ยเสี่ยวเป่ามิได้เอ่ยคำใด เด็กน้อยเพียงเบิกตากว้าง จ้องมองหัวไชเท้าขาวผ่องเขม็ง น้ำลายใสๆ เริ่มเอ่อขึ้นที่มุมปากอย่างมิอาจควบคุม
"ใช่แล้ว" เยี่ยเสี่ยวหม่านยิ้มกว้าง "นี่คืออาหารมื้อเช้าสุดวิเศษของพวกเราในวันนี้"
นางไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า จัดการล้างหัวไชเท้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้มีดทำครัวที่ทื่อจนแทบไร้คมฝานมันออกเป็นแผ่นบางๆ เสียงมีดกระทบเนื้อหัวไชเท้าดังกังวาน ‘กรอบ...กรอบ’ เนื้อในของมันขาวละเอียดยิ่งกว่าหิมะ ทั้งยังมีน้ำฉ่ำชุ่มส่งกลิ่นหอมหวานอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อม
เยี่ยเสี่ยวหม่านแบ่งหัวไชเท้าออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งนางใส่ลงในหม้อดิน เติมน้ำแล้วยกขึ้นตั้งบนเตาเพื่อต้มเป็นน้ำแกง อีกส่วนหนึ่งนางนำมาขูดเป็นฝอยละเอียดด้วยความชำนาญ ก่อนจะนำไปผสมกับแป้งข้าวสารหยาบที่เหลือติดก้นถุงอยู่น้อยนิด เติมน้ำแล้วนวดจนเข้ากัน จากนั้นจึงปั้นเป็นแผ่นกลมๆ เตรียมนำไปจี่ในกระทะ
ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวานของน้ำแกงหัวไชเท้าก็เริ่มส่งกลิ่นเย้ายวน ตามมาด้วยกลิ่นหอมของแผ่นแป้งที่กำลังถูกจี่บนกระทะร้อนๆ จนเหลืองกรอบ กลิ่นทั้งสองผสานกันกลายเป็นความหอมที่ยากจะต้านทาน ทำให้ท้องของเด็กๆ ที่กำลังหิวโซยิ่งส่งเสียงร้องดังกว่าเดิม
เมื่อทุกอย่างสุกได้ที่ เยี่ยเสี่ยวหม่านก็ตักน้ำแกงร้อนๆ ใส่ชามให้น้องทุกคน พร้อมกับแผ่นแป้งจี่หัวไชเท้าคนละสองแผ่น
"กินเถิด ค่อยๆ กิน ระวังร้อนด้วย"
เยี่ยเสี่ยวเป่าคว้าแผ่นแป้งขึ้นมาเป่าเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะกัดเข้าไปคำใหญ่ ดวงตาที่เคยเหม่อลอยพลันเบิกกว้างเป็นประกายเจิดจ้า!
ความหวานกรอบของหัวไชเท้าผสมผสานกับความหอมของแป้งที่จี่จนกรอบนอกนุ่มในอย่างลงตัว รสชาติอร่อยล้ำเกินกว่าอาหารใดๆ ที่เด็กน้อยเคยได้ลิ้มลองมาทั้งชีวิต เขามิได้เอ่ยคำใดอีก ทำเพียงก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย น้ำตาหยดเล็กๆ คลอหน่วยด้วยความสุขใจ
เยี่ยเสี่ยวเหมยซดน้ำแกงเข้าไปคำหนึ่งแล้วถึงกับนิ่งอึ้งไป "พี่ใหญ่...น้ำแกงนี่...เหตุใดจึงหวานชื่นใจถึงเพียงนี้"
น้ำแกงใสๆ กลับมีรสชาติหวานกลมกล่อมราวกับเคี่ยวด้วยกระดูกหมูมาทั้งคืน ส่วนชิ้นหัวไชเท้าในน้ำแกงนั้นเล่า ทั้งนุ่มนวลและยังคงความกรอบหวานเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเคี้ยวลงไปก็ราวกับจะละลายในปาก
เด็กๆ ทุกคนต่างกินกันอย่างไม่คิดชีวิต นี่เป็นมื้อแรกในรอบหลายวันที่พวกเขาได้กินอิ่มท้อง และยังเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยจินตนาการมาอีกด้วย ในที่สุด รอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ผ่ายผอมของเยี่ยเสี่ยวเป่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
หลังจากทุกคนกินจนอิ่มหนำและช่วยกันเก็บล้างถ้วยชามเรียบร้อยแล้ว เยี่ยเสี่ยวหม่านก็เรียกน้องๆ ทั้งหมดมานั่งรวมกัน สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
"อาหารมื้อนี้อร่อยหรือไม่?" นางเอ่ยถามเสียงเรียบ
เด็กๆ ทั้งห้าพยักหน้าพร้อมกันอย่างแข็งขัน
"ดี" เยี่ยเสี่ยวหม่านกวาดสายตามองน้องทีละคน "แต่พวกเจ้าต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ เรื่องของหัวไชเท้านี้ ห้ามผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด ไม่ว่าใครจะถามก็ตาม แม้แต่เพื่อนบ้านที่ใจดีที่สุดก็ห้ามบอก พวกเจ้าได้กลิ่นหอมของมันหรือไม่? กลิ่นนี้อาจลอยไปไกล หากมีคนถาม ให้บอกไปว่าพวกเราแค่ต้มข้าวต้มกินกันเหมือนเดิม เข้าใจหรือไม่?"
แววตาที่เด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงที่หนักแน่นของพี่สาวทำให้เด็กๆ ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
นางกล่าวต่อ "พวกเรายังอ่อนแอ หากคนอื่นล่วงรู้ว่าเรามีของดีเช่นนี้ พวกเขาจะมาแย่งชิงไปจากเรา อาจจะทำร้ายพวกเราเพื่อให้ได้มันมาด้วยซ้ำ จนกว่าพวกเราจะแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตนเองได้ เรื่องนี้ต้องเป็นความลับสุดยอดของครอบครัวเราเท่านั้น"
เด็กๆ ทุกคนต่างพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง ในใจจารึกคำเตือนของพี่สาวเอาไว้อย่างแน่นหนา
ขณะที่เยี่ยเสี่ยวหม่านกำลังจะเอ่ยปากพูดต่อ หูของนางพลันได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่างจากภายนอก เป็นเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่กำลังเหยียบย่ำใบไม้แห้งใกล้กับรั้วไม้ผุพังของบ้าน
นางรีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบกริบ หัวใจของนางกระตุกวูบ...
หรือว่ากลิ่นหอมของหัวไชเท้าหยกขาว...ได้ชักนำแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนเสียแล้ว