ตอนที่ 4

***บทที่ 4: น้ำใจจากเพื่อนบ้านและการสอดแนม***

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ย่ำลงบนใบไม้แห้งหยุดลงกะทันหัน ราวกับผู้มาเยือนรู้ตัวว่าอาจทำให้คนในบ้านตื่นตระหนก เยี่ยเสี่ยวหม่านยังคงยกนิ้วแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้น้องๆ นั่งนิ่งไม่ส่งเสียง ดวงตาของนางจับจ้องไปยังรั้วไม้ไผ่ที่ผุพังอย่างระแวดระวัง ในความมืดมิดยามค่ำคืน ทุกเสียงเล็กๆ น้อยๆ ล้วนขยายดังขึ้นในโสตประสาท

เด็กๆ ทั้งห้ากลั้นหายใจ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวระคนสงสัย ใครกันที่มาด้อมๆ มองๆ ยามวิกาลเช่นนี้?

ครู่ต่อมา แทนที่จะเป็นเสียงบุกรุกอันน่าพรั่นพรึง กลับมีเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นอย่างลังเลจากนอกรั้ว "เสี่ยวหม่าน... พวกเจ้ายังไม่นอนกันใช่หรือไม่?"

น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลและคุ้นหู เยี่ยเสี่ยวหม่านขมวดคิ้วเล็กน้อย นั่นคือเสียงของเถาซานเหนียง หญิงม่ายที่อาศัยอยู่บ้านถัดไปสองหลัง นางเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดนัก แต่ก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้ใคร เหตุใดจึงมาหาพวกนางในยามนี้?

เยี่ยเสี่ยวหม่านคลายสีหน้าลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ลดความระวัง "ป้าเถา มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?"

นางเดินไปที่ประตูอย่างเชื่องช้า พลางส่งสัญญาณให้น้องๆ อยู่กับที่ เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงขลุกขลักของบางอย่างที่ถูกวางลงบนพื้น

"ข้า... ข้าเห็นบ้านเจ้ายังจุดตะเกียงอยู่" เถาซานเหนียงเอ่ยเสียงค่อย "กลางวันข้าเห็นพวกเจ้า... ข้าเลยนึ่งแผ่นแป้งข้าวโพดไว้หลายชิ้น กลัวว่าจะกินไม่หมด เลยเอามาแบ่งให้เด็กๆ"

เยี่ยเสี่ยวหม่านเปิดแง้มประตูออกช้าๆ แสงตะเกียงริบหรี่สาดส่องออกไป เผยให้เห็นร่างผอมบางของเถาซานเหนียงในชุดผ้าป่านสีเข้ม นางยืนก้มหน้าเล็กน้อย มือทั้งสองข้างว่างเปล่า แต่ที่พื้นข้างเท้ามีห่อผ้าเล็กๆ วางอยู่

"ป้าเถา ท่าน..." เยี่ยเสี่ยวหม่านรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ในยามที่ญาติแท้ๆ จ้องจะฮุบสมบัติและรอให้พวกนางอดตาย เพื่อนบ้านที่แทบไม่เคยพูดคุยกันกลับหยิบยื่นน้ำใจมาให้

"รับไปเถอะน่า" เถาซานเหนียงรีบพูดตัดบท "ข้าอยู่ตัวคนเดียว กินไม่มากนักหรอก เก็บไว้ก็เสียของเปล่าๆ ให้เด็กๆ ได้กินรองท้อง"

กล่าวจบนางก็หันหลังเตรียมจะจากไปทันที ราวกับกลัวว่าเยี่ยเสี่ยวหม่านจะปฏิเสธ

"เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ!" เยี่ยเสี่ยวหม่านร้องห้ามไว้ นางก้าวออกจากประตูไปหยิบห่อผ้าขึ้นมา ความอบอุ่นยังคงกรุ่นอยู่ในฝ่ามือ เมื่อคลี่ออกก็พบแผ่นแป้งข้าวโพดสีเหลืองนวลซ้อนกันอยู่ห้าหกชิ้น แม้มิใช่อาหารเลิศรส แต่สำหรับครอบครัวนางในยามนี้ มันคือของล้ำค่ายิ่ง

"น้ำใจของป้าเถา ข้าขอรับไว้ แต่ข้าไม่สามารถรับของท่านมาเปล่าๆ ได้" เยี่ยเสี่ยวหม่านกล่าวอย่างหนักแน่น นางคือคนจากยุคใหม่ที่เข้าใจดีว่าการรับความช่วยเหลือฝ่ายเดียวโดยไม่ตอบแทน จะทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องของความสงสารเวทนา ไม่ใช่การคบค้าอย่างเท่าเทียม

"โอ๊ย จะมีอะไรมาตอบแทนกัน" เถาซานเหนียงโบกมือ "บ้านเจ้ามีอะไรเหลือบ้างข้ารู้ดี แค่รับไว้ก็พอแล้ว"

"มีสิเจ้าคะ" เยี่ยเสี่ยวหม่านแย้มยิ้มบางเบา "บ้านข้าอาจไม่มีข้าวสาร แต่ก็พอมีของอื่นอยู่บ้าง ท่านรอสักครู่ ห้ามไปไหนนะเจ้าคะ"

นางไม่รอให้เถาซานเหนียงได้ทัดทาน รีบหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในส่วนที่มืดที่สุดของตัวบ้านซึ่งเป็นห้องเก็บของเก่าๆ ที่ไม่มีผู้ใดสนใจ นางแสร้งทำเป็นรื้อค้นหาของอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในความเป็นจริง นางกำลังสื่อสารกับมิติพฤกษาสวรรค์ในใจ

'ขอหัวไชเท้าหยกขาวขนาดใหญ่ที่สุดหนึ่งหัว'

เพียงพริบตาเดียว หัวไชเท้าสีขาวนวลราวหยกเนื้อดี ขนาดใหญ่กว่าแขนของเด็กก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง ผิวของมันเกลี้ยงเกลาเป็นมันวาว มีหยดน้ำเกาะพราวราวกับเพิ่งถูกถอนขึ้นมาจากดินสดๆ ร้อนๆ นี่คือผลผลิตจากน้ำพุวิญญาณและดินสีรุ้งในมิติของนางโดยแท้

เยี่ยเสี่ยวหม่านเดินกลับออกมาพร้อมกับหัวไชเท้ายักษ์ในอ้อมแขน

เถาซานเหนียงที่กำลังยืนรออย่างงุนงงถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง "นั่น... นั่นมันหัวไชเท้ายักษ์! เจ้าไปได้มาจากที่ใดกันเสี่ยวหม่าน! งดงามราวกับหยกสลัก"

กลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของหัวไชเท้าหยกขาวลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ช่างแตกต่างจากกลิ่นหัวไชเท้าธรรมดาโดยสิ้นเชิง

"ข้ากับน้องๆ ไปเจอมาบนเขาเมื่อหลายวันก่อนเจ้าค่ะ" เยี่ยเสี่ยวหม่านเอ่ยคำตอบที่เตรียมไว้อย่างแนบเนียน "เห็นว่ามันแปลกดีเลยขุดกลับมาด้วย มันคงเป็นของป่า ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นเช่นไร แต่เห็นว่ามันใหญ่และดูสดดี ป้าเถาช่วยรับไว้ต้มแกงเถิดเจ้าค่ะ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกับแผ่นแป้งของท่าน"

นางยื่นหัวไชเท้ายักษ์ส่งให้ เถาซานเหนียงยังคงมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ นางยื่นมือออกไปรับอย่างไม่มั่นใจนัก น้ำหนักที่ถ่วงลงมาบนแขนทำให้นางตระหนักว่านี่คือของจริง! หัวไชเท้าที่ทั้งใหญ่ ทั้งหนัก และงดงามถึงเพียงนี้ นางเกิดมาจนปูนนี้ยังไม่เคยพบเคยเห็น

"นี่...นี่มันล้ำค่าเกินไปแล้วเสี่ยวหม่าน ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก" นางพยายามจะส่งคืน

"หากท่านไม่รับ ข้าก็คงต้องขอคืนแผ่นแป้งเช่นกัน" เยี่ยเสี่ยวหม่านกล่าวด้วยรอยยิ้มแต่แววตาจริงจัง "น้ำใจต้องตอบแทนด้วยน้ำใจ นี่คือสิ่งที่ท่านแม่เคยสอนข้าเจ้าค่ะ ป้าเถาโปรดรับไว้ด้วยเถิด"

เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวในแววตาของเด็กสาวตรงหน้า เถาซานเหนียงก็จำต้องยอมพยักหน้า นางกอดหัวไชเท้าไว้ในอ้อมแขนราวกับเป็นของวิเศษ "เช่นนั้น... เช่นนั้นข้าขอบใจพวกเจ้ามาก" นางมองเยี่ยเสี่ยวหม่านด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความสงสารแปรเปลี่ยนเป็นความทึ่งและความนับถือเล็กๆ เด็กสาวคนนี้...ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย

หลังจากส่งเถาซานเหนียงกลับไปแล้ว เยี่ยเสี่ยวหม่านจึงปิดประตูเข้าบ้านพร้อมกับห่อแผ่นแป้งข้าวโพดในมือ นางหันไปยิ้มให้น้องๆ "พรุ่งนี้เช้าเรามีอาหารเช้ากันแล้ว"

เด็กๆ ส่งเสียงดีใจเบาๆ ก่อนจะรีบเอามือปิดปากเมื่อนึกถึงคำเตือนของพี่สาว

ทว่าขณะที่บรรยากาศกำลังจะผ่อนคลายลง เยี่ยเสี่ยวหลัน น้องสาวคนเล็กผู้มีจมูกไวเป็นพิเศษก็ขยับเข้ามาใกล้พี่สาวคนโต นางดึงชายแขนเสื้อของเยี่ยเสี่ยวหม่านเบาๆ แล้วกระซิบเสียงแผ่ว

"พี่ใหญ่... ข้าได้กลิ่นเจ้าค่ะ"

"กลิ่นอะไรหรือเสี่ยวหลัน กลิ่นหัวไชเท้าเมื่อครู่หรือ?" เยี่ยเสี่ยวหม่านถามอย่างเอ็นดู

เยี่ยเสี่ยวหลันส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว ดวงตาใสแจ๋วของนางฉายแววจริงจัง "ไม่ใช่เจ้าค่ะ... เป็นกลิ่นอื่น... เป็นกลิ่น... กลิ่นตัวของป้าสะใภ้ใหญ่!"

หัวใจของเยี่ยเสี่ยวหม่านกระตุกวูบ!

หวังจินฮวา! สตรีนางนั้นมาทำอะไรที่นี่!

กลิ่นหอมของหัวไชเท้าหยกขาวที่ต้มเมื่อช่วงหัวค่ำ ผสมกับกลิ่นสดชื่นของหัวไชเท้าที่มอบให้เถาซานเหนียงเมื่อครู่ คงจะลอยไปไกลกว่าที่นางคาดคิด และมันได้ชักนำเอาสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์มาถึงหน้าบ้านจนได้!

นางรีบดับตะเกียงในบ้านจนมืดสนิท แล้วค่อยๆ ย่องไปแง้มหน้าต่างบานเล็กๆ ที่มีรอยแตกอยู่พอดีอย่างเงียบกริบ สายตาของนางกวาดมองผ่านความมืดไปยังแนวพุ่มไม้ข้างรั้ว ซึ่งเป็นทิศทางที่เยี่ยเสี่ยวหลันชี้

ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่ส่องลอดหมู่เมฆลงมา นางเห็นเงาตะคุ่มหนึ่งขยับไหวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบริมรั้วบ้านอย่างชัดเจน! แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่จากรูปร่างท้วมๆ และการเคลื่อนไหวที่ดูไม่น่าไว้วางใจนั้น... ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้นอกจากหวังจินฮวา!

นางกำลังแอบซุ่มสอดแนม!

เยี่ยเสี่ยวหม่านหรี่ตาลง แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่พลันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ ความอบอุ่นจากน้ำใจของเพื่อนบ้านยังไม่ทันจางหาย ความละโมบของผู้เป็นญาติก็คืบคลานเข้ามาใกล้เสียแล้ว

ดูท่า... คืนนี้คงจะยังไม่จบลงง่ายๆ เสียแล้ว