ตอนที่ 5

***บทที่ 5: กับดักโคลนรับแขกยามวิกาล***

แววตาของเยี่ยเสี่ยวหม่านเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในคืนเหมันต์ นางมิได้เคลื่อนไหวอย่างผลีผลาม แต่ถอยห่างจากหน้าต่างอย่างแผ่วเบาราวกับแมวป่าไร้เงา ในความมืดมิดนั้น นางเคลื่อนกายไปยังเตียงของน้องชายคนรอง เยี่ยจื่อเฉิน

"จื่อเฉิน... ตื่นเถิด" นางกระซิบเสียงเบาหวิวข้างใบหูของเขา

เด็กชายขมวดคิ้ว ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย "พี่ใหญ่... มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?"

"เสียงเบาหน่อย" เยี่ยเสี่ยวหม่านวางนิ้วบนริมฝีปากของตน "สุนัขจิ้งจอกมาที่เล้าไก่แล้ว ถึงเวลาที่เราต้องต้อนรับแขก"

เยี่ยจื่อเฉินไม่ใช่เด็กโง่เขลา แม้จะยังเยาว์วัย แต่ความทุกข์ยากที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้เขาเติบใหญ่เกินวัย เมื่อได้ยินคำเปรยของพี่สาว ดวงตาที่เคยง่วงงุนพลันเบิกโพลงด้วยความตื่นตัวและโทสะ "นางมาอีกแล้ว!"

"ใช่" เยี่ยเสี่ยวหม่านพยักหน้า "ข้าต้องการให้เจ้าช่วย ข้าเตรียมของไว้แล้ว เจ้าจำที่ข้าสอนได้หรือไม่?"

เยี่ยจื่อเฉินพยักหน้าอย่างหนักแน่น "จำได้ขอรับพี่ใหญ่!"

สองพี่น้องเคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบราวภูตพราย เยี่ยเสี่ยวหม่านเดินไปยังมุมครัวที่มืดมิดที่สุด นางวางมือลงบนพื้นว่างเปล่า ทันใดนั้นพลั่วขนาดเล็กที่เก่าคร่ำและถังไม้ใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของนางราวกับ變戲法 (มายากล) นี่คือสิ่งที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้าโดยใช้มิติพฤกษาสวรรค์เก็บซ่อนไว้ นางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าค่ำคืนที่มีของอร่อยย่อมต้องมีแขกไม่ได้รับเชิญ การเตรียมการล่วงหน้าย่อมดีกว่าการรับมืออย่างฉุกละหุก

เยี่ยจื่อเฉินรับถังไม้มาถือไว้ ขณะที่เยี่ยเสี่ยวหม่านถือพลั่ว พวกเขาลัดเลาะออกจากประตูหลังที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ แสงจันทร์สลัวพอให้เห็นทางเดินไปยังแปลงผักเล็กๆ ที่เพิ่งจะลงหัวไชเท้าหยกขาวไป

"ตรงนี้" เยี่ยเสี่ยวหม่านชี้ไปยังจุดที่อยู่ระหว่างทางเดินเข้าแปลงผัก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผู้บุกรุกจะต้องย่างเท้าผ่านอย่างแน่นอน "ขุดตรงนี้เถิด ไม่ต้องลึกมาก แค่พอให้ขาข้างหนึ่งจมลงไปก็พอ"

เยี่ยจื่อเฉินมิได้เอ่ยถามสิ่งใด เขาวางถังไม้ลงและเริ่มใช้มือโกยดินที่อ่อนนุ่มออกอย่างรวดเร็ว ขณะที่เยี่ยเสี่ยวหม่านใช้พลั่วขุดดินอย่างชำนาญและเงียบเชียบที่สุด ดินที่ถูกขุดขึ้นมาถูกกองไว้อย่างเป็นระเบียบด้านข้าง สองพี่น้องร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเข้าขา ไม่นานหลุมตื้นๆ ขนาดพอดีก็ปรากฏขึ้น

"พอแล้ว" เยี่ยเสี่ยวหม่านกล่าวเบาๆ จากนั้นนางจึงเปิดฝาถังไม้ที่เยี่ยจื่อเฉินนำมาด้วย กลิ่นเหม็นฉุนกึกก็โชยออกมาทันที!

ภายในถังคือโคลนเหนียวข้นที่ผสมกับมูลไก่ซึ่งนางแอบไปเก็บมาจากเล้าไก่ร้างท้ายหมู่บ้านเมื่อตอนกลางวัน มันคือ ‘ของขวัญ’ ที่นางตั้งใจเตรียมไว้ต้อนรับหวังจินฮวาโดยเฉพาะ

"เทลงไป"

เยี่ยจื่อเฉินกลั้นหายใจแล้วเทของเหลวเหนียวหนืดส่งกลิ่นสะอิดสะเอียนลงไปในหลุมจนหมดสิ้น เยี่ยเสี่ยวหม่านใช้กิ่งไม้คนให้เข้ากันอีกครั้ง ก่อนจะนำใบไม้แห้งและเศษฟางมาโรยปิดทับอย่างแนบเนียน หากไม่สังเกตอย่างละเอียดในความมืดเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางมองเห็นกับดักที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างได้เลย

"กลับเข้าไปในบ้าน แล้วแสร้งทำเป็นหลับเสีย" เยี่ยเสี่ยวหม่านสั่งการน้องชาย "ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไร ห้ามออกมาเด็ดขาดจนกว่าข้าจะเรียก เข้าใจหรือไม่?"

"ขอรับพี่ใหญ่!" เยี่ยจื่อเฉินรับคำอย่างแข็งขัน ดวงตาของเขาเปล่งประกายแห่งความชื่นชมและเชื่อมั่นในตัวพี่สาวคนโตอย่างเต็มเปี่ยม

หลังจากส่งน้องชายกลับเข้าบ้านแล้ว เยี่ยเสี่ยวหม่านก็กลับไปซ่อนตัวอยู่หลังบานหน้าต่างบานเดิม นางเฝ้ารออย่างใจเย็นราวกับพรานป่าผู้ช่ำชอง กลิ่นเหม็นจางๆ จากกับดักโชยมาตามลม แต่มันกลับเทียบไม่ได้เลยกับความละโมบที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เงาตะคุ่มที่ซุ่มอยู่ก็เริ่มขยับ นางเห็นหวังจินฮวาในชุดสีทะมึนลอบมองซ้ายขวา เมื่อแน่ใจว่าปลอดคนแล้ว ร่างท้วมๆ ของนางก็รีบวิ่งย่องข้ามรั้วเตี้ยๆ เข้ามาในเขตบ้านอย่างรวดเร็ว สายตาของนางจับจ้องไปยังแปลงผักที่มีหัวไชเท้าอวบอ้วนโผล่พ้นดินขึ้นมาให้เห็นอยู่รำไร แสงจันทร์สะท้อนใบสีเขียวของมันราวกับหยกเลอค่า

ความโลภฉายชัดในแววตาของหวังจินฮวา นางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ไม่สนใจแม้แต่จะสังเกตสิ่งรอบตัวอีกต่อไป ในใจคงคิดว่าเด็กกำพร้าพวกนี้คงหลับสนิทไปแล้ว นางรีบรุดตรงไปยังแปลงผัก...

และก้าวที่สามของนาง ก็เหยียบลงบนใบไม้แห้งที่ปกคลุมหลุมพรางพอดิบพอดี!

"ว้าย!"

เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น พร้อมกับร่างของหวังจินฮวาที่เสียหลักถลาลงไปข้างหน้า ขาข้างหนึ่งของนางจมลึกลงไปในหลุมโคลนเหนียวหนับจนถึงหัวเข่า ความรู้สึกเย็นเยียบและเหนอะหนะน่าขยะแขยงแล่นพล่านขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าที่ยากจะทานทน

"อะไรกันนี่! อี๋! เหม็น! เหม็นอะไรอย่างนี้!" หวังจินฮวาดิ้นรนพยายามจะดึงขาขึ้น แต่ยิ่งดิ้น โคลนเหนียวก็ยิ่งดูดรั้งขาของนางไว้แน่นขึ้น

เสียงกรีดร้องของนางในยามวิกาลดังลั่นไปทั่วทั้งหมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ เพียงชั่วพริบตา แสงตะเกียงก็เริ่มสว่างวาบขึ้นทีละดวงจากบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียง

นี่คือจังหวะที่เยี่ยเสี่ยวหม่านรอคอย!

นางผลักประตูบ้านดังปัง! แล้ววิ่งออกมาพร้อมกับแสร้งทำหน้าตาตื่นตระหนกสุดขีด นางชี้ไปยังร่างที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในความมืดแล้วตะโกนสุดเสียง

"โจร! โจรเจ้าค่ะ! ช่วยด้วย! มีโจรเข้าบ้านข้า! โจรจะมาขโมยผักของพวกเรา!"

เสียงของนางทั้งดังทั้งสั่นเครือ ฟังดูน่าสงสารและตื่นกลัวอย่างแท้จริง ชาวบ้านที่เริ่มทยอยกันออกมาดูเหตุการณ์ต่างถือคบไฟและตะเกียงตามกันมา เมื่อแสงไฟสาดส่องไปยังต้นตอของเสียง พวกเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

ภาพที่เห็นคือหวังจินฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเยี่ย กำลังพยายามดึงขาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูลสีคล้ำออกจากหลุมโคลนในสวนผักของหลานกำพร้า กลิ่นเหม็นรุนแรงของมูลไก่ลอยคละคลุ้งจนผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ต้องยกมือขึ้นปิดจมูก

"นั่น... นั่นมันสะใภ้ใหญ่บ้านเย่ยมินใช่รึ?" ชาวบ้านคนหนึ่งเปรยขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

"นางมาทำอะไรที่นี่ในยามวิกาล? แล้วเหตุใดจึงไปตกอยู่ในหลุมสภาพเช่นนั้นได้เล่า?" อีกคนกระซิบกระซาบ

เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบทิศทาง สายตาทุกคู่ที่มองมายังหวังจินฮวาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามและความขบขัน ใบหน้าของหวังจินฮวาที่เคยขาวซีดด้วยความตกใจ บัดนี้กลับแดงก่ำเป็นสีเลือดหมูด้วยความอับอายขายหน้า นางอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นจากสายตาเหล่านี้

"ขะ...ข้าไม่ได้เป็นโจรนะ! ข้าแค่...แค่จะมาดูว่าหลานๆ อยู่กันอย่างไรเท่านั้น!" นางตะโกนแก้ตัวเสียงสั่น แต่ไม่มีใครเชื่อคำพูดของนางแม้แต่คนเดียว ใครกันจะมาเยี่ยมหลานกลางดึกในสภาพเช่นนี้?

เยี่ยเสี่ยวหม่านยังคงแสดงละครต่อไป นางวิ่งเข้าไปเกาะกลุ่มกับน้องๆ ที่เพิ่งออกมาดูเหตุการณ์ ทำทีเป็นหวาดกลัวตัวสั่น "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่... ท่านมาเยี่ยมพวกเราตอนกลางคืน เหตุใดไม่เรียกกันดีๆ เล่าเจ้าคะ? นี่พวกข้านึกว่าเป็นโจรเสียอีก ดูสิ... ท่านตกหลุมที่พวกเราขุดไว้ดักหนูนาจนมอมแมมไปหมดแล้ว"

คำพูดที่ดูเหมือนห่วงใยแต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยคมมีดของเยี่ยเสี่ยวหม่านกรีดลึกลงไปในใจของหวังจินฮวา ‘หลุมดักหนูนา!’ นี่มันเท่ากับด่านางว่าเป็นหนูขโมยกินชัดๆ!

หวังจินฮวากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บแค้น นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดกระชากขาออกจากหลุมโคลนได้ในที่สุด แต่ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอย่างน่าสมเพช นางไม่กล้าสู้หน้าใครอีกต่อไป ทำได้เพียงใช้แขนเสื้อที่พอจะสะอาดอยู่บ้างปัดป่ายโคลนเหม็นๆ ออกจากตัวอย่างลวกๆ แล้ววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับบ้านของตนไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านที่ดังตามหลัง

เยี่ยเสี่ยวหม่านมองตามร่างนั้นไป แววตาของนางสงบนิ่งและเย็นชา นี่เป็นเพียงการสั่งสอนบทแรกเท่านั้น

ทว่าขณะที่ชาวบ้านเริ่มสลายตัว บางคนก็เดินเข้ามาปลอบใจเด็กๆ แต่บางสายตากลับมองมาที่นางด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มีทั้งความทึ่ง ความหวาดระแวง และความไม่พอใจเจือปนอยู่

"พี่ใหญ่..." เยี่ยจื่อเฉินดึงชายแขนเสื้อของนางเบาๆ "บ้านใหญ่ต้องไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่ขอรับ"

เยี่ยเสี่ยวหม่านก้มลงมองน้องชายแล้วลูบศีรษะเขาเบาๆ "ไม่ต้องกลัว" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น "หากพวกเขากล้ามาอีก ข้าก็มีวิธีต้อนรับที่ 'อบอุ่น' ยิ่งกว่านี้เตรียมไว้ให้"

นางหันไปมองทิศทางบ้านของตระกูลเยี่ยสายหลักซึ่งบัดนี้มีแสงตะเกียงสว่างวาบขึ้น แววตาของนางทอประกายคมปลาบราวกับดาบที่เพิ่งออกจากฝัก ค่ำคืนนี้อาจจะจบลงแล้ว... แต่มหรสพแห่งการชำระแค้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น