ตอนที่ 6

***บทที่ 6: ก้าวแรกสู่ตลาดอำเภอชิงหยวน***

แสงอรุณรุ่งแรกแห่งวันสาดส่องขับไล่ความมืดมิดของราตรีกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป เยี่ยเสี่ยวหม่านลืมตาขึ้นก่อนไก่โห่เสียอีก คราบความอ่อนล้าจากการเผชิญหน้าเมื่อคืนมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นอันแจ่มชัดในแววตา

นางมองน้องๆ ทั้งสี่ที่ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงดินอย่างสงบ เยี่ยเสี่ยวเป่าที่นอนอยู่ใกล้ที่สุดมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น ลมหายใจก็สม่ำเสมอ นี่คือผลจากหัวไชเท้าหยกขาวที่นางแอบต้มให้กินเมื่อหลายวันก่อน

"ต้องหาเงินให้ได้โดยเร็วที่สุด" นางพึมพำกับตนเอง การรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ไม่ต่างจากการรอคอยความตาย

เยี่ยเสี่ยวหม่านลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าประตูบ้านปิดสนิทแล้วจึงหลับตาลง รวบรวมสมาธิ ในพริบตาเดียวนางก็เข้าสู่มิติพฤกษาสวรรค์อันเป็นความลับของนาง

ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากกระท่อมซอมซ่อกลายเป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ แปลงดินสีดำขลับทอดยาว ใกล้กันนั้นมีน้ำพุวิญญาณขนาดเล็กส่งไอเย็นออกมาไม่ขาดสาย หัวไชเท้าหยกขาวที่นางปลูกไว้บัดนี้เจริญงอกงามเต็มที่ แต่ละหัวอวบอ้วน ขาวนวลราวกับหยกเนื้อดี ส่องประกายจางๆ ภายใต้แสงของมิติ

นี่คือความสามารถของมิติขั้นที่หนึ่ง ‘ผู้บุกเบิกดินด่าง’ ไม่เพียงเร่งการเติบโตของพืช แต่ยังกักเก็บความสดใหม่ไว้ได้ราวกับเวลาหยุดนิ่ง เยี่ยเสี่ยวหม่านไม่รอช้า นางคัดเลือกหัวไชเท้าที่สมบูรณ์ที่สุดประมาณสิบกว่าหัวอย่างระมัดระวัง ทุกหัวที่ถูกถอนขึ้นมานั้นสะอาดสะอ้านไร้ดินเปื้อนเปรอะ นางจัดเรียงมันลงในตะกร้าสานใบใหญ่ที่นำติดตัวเข้ามาในมิติด้วย จากนั้นจึงออกมาสู่โลกภายนอก ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา

“พี่ใหญ่ จะไปไหนหรือขอรับ?” เสียงงัวเงียดังขึ้นจากด้านหลัง เยี่ยจื่อเฉินขยี้ตาเดินเข้ามาหา

“จะไปตลาดในอำเภอ” เยี่ยเสี่ยวหม่านตอบพลางยกตะกร้าขึ้น “เจ้ากับคนอื่นๆ อยู่บ้านดูแลเสี่ยวเป่าให้ดีนะ ข้าจะรีบไปรีบกลับ”

“ไม่ได้ขอรับ!” เยี่ยจื่อเฉินส่ายหน้าอย่างแข็งขัน “ข้าต้องไปกับท่านด้วย ในเมืองมีคนไม่ดีเยอะแยะ ข้าต้องไปปกป้องพี่ใหญ่” เด็กชายยืดอกเล็กๆ ของตน ทำหน้าขึงขังจริงจัง

เยี่ยเสี่ยวหม่านมองน้องชายแล้วอดที่จะยิ้มบางๆ ไม่ได้ แม้จะยังเด็ก แต่ความห่วงใยนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก “ก็ได้ แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะเชื่อฟังข้าทุกอย่าง”

นางหันไปปลุกเยี่ยว่านเอ๋อร์ พี่สาวคนรองที่นิสัยเรียบร้อยที่สุด สั่งเสียให้นางดูแลน้องเล็กอีกสามคนและอุ่นโจ๊กที่เหลือไว้กินกันตอนสาย จากนั้นจึงจูงมือเยี่ยจื่อเฉินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังหัวหมู่บ้านที่ผู้คนมักมารวมตัวกันเพื่อรอเกวียนเข้าเมือง

โชคดีที่ลุงหนิวคนขับเกวียนวัวเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านกำลังจะออกเดินทางพอดี เมื่อเห็นสองพี่น้องในสภาพน่าเวทนา เขาก็ถอนหายใจและพยักหน้าให้ขึ้นมานั่งได้โดยไม่คิดเงินค่าโดยสารแม้แต่อีแปะเดียว "เสี่ยวหม่าน... พวกเจ้าลำบากแย่แล้ว"

"ขอบคุณท่านลุงหนิวเจ้าค่ะ" นางกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อมพร้อมกับประคองเยี่ยจื่อเฉินขึ้นไปบนเกวียน

เกวียนวัวเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าบนเส้นทางดินขรุขระ สองข้างทางเป็นทิวทัศน์ทุ่งนาที่คุ้นเคย แต่สำหรับเยี่ยจื่อเฉินที่แทบไม่เคยออกจากหมู่บ้าน ทุกสิ่งกลับดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มองซ้ายมองขวาอย่างไม่รู้จักเบื่อ แต่ทุกครั้งที่เกวียนสวนกับคนแปลกหน้า เขาก็จะรีบกลับมาทำหน้าบึ้งตึง ขยับตัวมายืนบังพี่สาวไว้ราวกับแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบ

เยี่ยเสี่ยวหม่านลูบศีรษะเขาเบาๆ "ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้จื่อเฉิน ที่นี่ไม่มีใครทำอะไรเราหรอก"

"ไม่ได้ขอรับ" เขายืนกราน "ท่านแม่เคยบอกว่า คนในเมืองรู้หน้าไม่รู้ใจ ข้าเป็นลูกผู้ชายคนเดียวที่มาด้วย ต้องดูแลพี่ใหญ่ให้ดีที่สุด!"

การเดินทางผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดกำแพงเมืองเก่าแก่ของอำเภอชิงหยวนก็ปรากฏแก่สายตา เสียงจอแจของผู้คนดังมาแต่ไกล เมื่อเกวียนเคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้าไป โลกใบใหม่ก็เปิดออกตรงหน้าเยี่ยเสี่ยวหม่านและน้องชาย

ตลาดอำเภอชิงหยวนคึกคักกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก แผงลอยตั้งเรียงรายเป็นทิวยาวสุดลูกหูลูกตา เสียงตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งร้อนๆ ปะปนกับกลิ่นสดชื่นของพืชผักและกลิ่นคาวของเนื้อสด ผู้คนเดินขวักไขว่เบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ว่าง

"โอ้โห..." เยี่ยจื่อเฉินอุทานออกมาเบาๆ พลางจับชายแขนเสื้อพี่สาวไว้แน่นด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า

เยี่ยเสี่ยวหม่านไม่ได้ตื่นตระหนกไปกับความวุ่นวายนั้น ในทางกลับกัน ดวงตาของนางกวาดสำรวจไปรอบๆ อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ นี่คือการเปิดแผนที่ตลาดอำเภอชิงหยวนในสมองของนางเป็นครั้งแรก เขตขายเสื้อผ้าอยู่ทางทิศตะวันออก เขตขายของชำและเครื่องมือการเกษตรอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนตรงกลางที่คึกคักที่สุดคือเขตขายอาหารสดและพืชผัก

"เราต้องไปตรงนั้น" นางชี้ไปยังใจกลางตลาด

สองพี่น้องเดินเบียดเสียดผู้คนเข้าไป เยี่ยจื่อเฉินยังคงทำหน้าที่องครักษ์ตัวน้อยได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อมีชายร่างใหญ่เดินเฉียดเข้ามาใกล้ เขาก็ถลึงตาใส่และกางแขนออกปกป้องพี่สาวทันที จนชายผู้นั้นมองอย่างงุนงงแล้วเดินจากไป

เยี่ยเสี่ยวหม่านเห็นทำเลว่างเล็กๆ อยู่ระหว่างแผงขายผักขนาดใหญ่สองแผง จึงตัดสินใจปักหลักตรงนั้น นางวางตะกร้าลงกับพื้นอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นหัวไชเท้าหยกขาวอวบอ้วนที่เรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ความขาวนวลบริสุทธิ์และขนาดที่ใหญ่กว่าหัวไชเท้าทั่วไปของมันดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ในทันที

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากเรียกลูกค้า เสียงแหลมเสียดหูก็ดังมาจากแผงข้างๆ

"ฮึ! เด็กเมื่อวานซืน เพิ่งหัดเดินก็คิดจะมาค้าขายแล้วรึ?" แม่ค้าวัยกลางคนรูปร่างท้วมเจ้าของแผงผักใบเขียวมองมาด้วยสายตาดูแคลน นางชะโงกหน้ามามองในตะกร้าของเยี่ยเสี่ยวหม่านแล้วแค่นเสียงหัวเราะ "เอาหัวไชเท้าหน้าตาประหลาดมาแค่สิบกว่าหัว คิดว่าจะขายได้หรืออย่างไรกัน? ที่ของข้ามีเป็นร้อยๆ หัวยังขายแทบไม่ทัน!"

เยี่ยเสี่ยวหม่านเพียงปรายตามองนางอย่างสงบ ไม่ได้ตอบโต้อะไร

ความเงียบของนางยิ่งทำให้แม่ค้าคนนั้นได้ใจ นางเท้าสะเอวแล้วชี้นิ้วมาทางเยี่ยเสี่ยวหม่าน ประกาศกร้าวให้คนรอบข้างได้ยิน "ดูไว้นะทุกท่าน! เด็กคนนี้คงคิดจะมาหลอกขายของประหลาดๆ เป็นแน่ ข้าอยู่ในตลาดนี้มาสิบกว่าปี ไม่เคยเห็นหัวไชเท้าแบบนี้มาก่อนเลย! ระวังจะโดนหลอกเอาเงินไปเปล่าๆ!"

คำพูดของนางทำให้ลูกค้าที่เริ่มมุงดูด้วยความสนใจพากันชะงัก หลายคนมองมาที่เยี่ยเสี่ยวหม่านด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย จากที่กำลังจะเข้ามาถามไถ่ กลับกลายเป็นลังเลและเตรียมจะเดินจากไป

เยี่ยจื่อเฉินกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ "ท่านป้า! อย่ามาใส่ร้ายพี่สาวข้านะ!"

เยี่ยเสี่ยวหม่านกดไหล่น้องชายไว้เบาๆ เป็นเชิงให้ใจเย็น นางสบตากับแม่ค้าปากร้ายคนนั้นตรงๆ แววตาเยือกเย็นจนคนถูกมองรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างประหลาด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ดังฟังชัดว่า

"ของของข้าดีจริงหรือไม่... ไม่ต้องให้ท่านป้ามาตัดสินหรอกเจ้าค่ะ" นางหยิบมีดเล่มเล็กที่เตรียมมาขึ้นมา แล้วกล่าวต่อไปว่า "ลูกค้าทุกท่านต่างหาก คือผู้ตัดสินที่ดีที่สุด"