ตอนที่ 10

***บทที่ 10: คำขู่เรื่องหนี้สินลวงโลก***

หลังจากแผนการอันชั่วร้ายก่อตัวขึ้นในความเงียบงัน เยี่ยต้าไห่และสวีต้าหมิงก็ไม่รอช้า มุ่งหน้าตรงไปยังกระท่อมซอมซ่อท้ายหมู่บ้านทันที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของทั้งสองบ่งบอกถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม ว่าเหยื่อตัวน้อยคงไม่อาจดิ้นรนหลุดจากเงื้อมมือของพญาเหยี่ยวเช่นพวกเขาไปได้

เสียงฝีเท้าหนักๆ สองคู่หยุดลงที่หน้าลานดิน เยี่ยจื่อเฉินที่กำลังสอนน้องๆ สานตระกร้าอยู่ใต้ร่มไม้พลันชะงัก ร่างกายแข็งทื่อด้วยความระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด ดวงตาของเขาก็ฉายแววเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“พวกท่านมาทำอะไรที่นี่อีก” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มห้าวห้วนไร้ซึ่งความเคารพ

เยี่ยต้าไห่ปรายตามองหลานชายอย่างดูแคลน ก่อนจะตะโกนเสียงดังเข้าไปในบ้าน “เสี่ยวหม่าน! ออกมานี่สิ ลุงใหญ่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย!”

เพียงครู่เดียว เยี่ยเสี่ยวหม่านก็ก้าวออกมาจากประตูบ้านที่ผุพัง นางมองเลยไปยังร่างของลุงใหญ่และผู้ใหญ่บ้านด้วยสายตาเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับตื่นตัวถึงขีดสุด การมาเยือนพร้อมกันของสองคนนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

“คารวะท่านลุงใหญ่ คารวะท่านผู้ใหญ่บ้าน” นางย่อกายลงเล็กน้อยตามมารยาท แต่แววตากลับไม่ปรากฏความนอบน้อมแม้แต่น้อย “ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือเจ้าคะ”

สวีต้าหมิงกระแอมเบาๆ สวมบทบาทผู้ใหญ่ใจดี “เสี่ยวหม่านเอ๊ย พวกข้ามาเพราะความเป็นห่วงนั่นแหละ เด็กๆ ตั้งหลายชีวิต ลำพังเจ้าคนเดียวจะดูแลไหวได้อย่างไร”

เยี่ยต้าไห่รีบสานต่อทันที ใบหน้าแสร้งทำเป็นเศร้าสลด “ใช่แล้วหลานข้า... ที่จริงมีเรื่องหนึ่งที่ลุงเก็บไว้ในใจมานาน ไม่กล้าเอ่ยปากเพราะกลัวจะกระทบกระเทือนจิตใจพวกเจ้า แต่ตอนนี้คงต้องพูดแล้ว”

เขาทอดถอนใจยาวเหยียด “ก่อนที่น้องรองจะจากไป... เขาได้มายืมเงินข้าไปสิบตำลึงเพื่อเป็นค่าหยูกยาของเจ้าตัวเล็ก แต่ยังไม่ทันได้คืน... ก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นเสียก่อน”

สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง เยี่ยจื่อเฉินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ท่านลุงใหญ่พูดจาเหลวไหล! บิดาข้าไม่เคยยืมเงินใคร!”

“เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! นี่เจ้าหาว่าข้าโกหกหรือ!” เยี่ยต้าไห่ตวาดลั่น ชี้หน้าหลานชายอย่างเกรี้ยวกราด

เยี่ยเสี่ยวหม่านยกมือขึ้นห้ามปรามน้องชายอย่างใจเย็น นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลุงใหญ่ด้วยแววตาที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก “สิบตำลึงเป็นเงินจำนวนไม่น้อย หากบิดาข้ายืมมาจริง ย่อมต้องมีหลักฐาน”

“หลักฐานรึ?” เยี่ยต้าไห่หัวเราะหยัน “คำพูดของข้าผู้เป็นพี่ชายของมันยังไม่พออีกรึ! หรือเจ้าจะให้ข้าไปจุดธูปถามน้องรองในปรโลก!”

“พี่ต้าไห่ใจเย็นๆ ก่อน” สวีต้าหมิงเข้ามาไกล่เกลี่ย มองไปยังเยี่ยเสี่ยวหม่านด้วยสายตากดดัน “เสี่ยวหม่าน หนี้สินของบิดา บุตรย่อมต้องเป็นผู้ชดใช้ นี่เป็นหลักการที่ถูกต้องแล้ว อีกอย่างท่านลุงของเจ้าก็หวังดี เขาไม่ได้จะทวงเงินเจ้าตอนนี้หรอก”

“แล้วท่านลุงใหญ่ต้องการสิ่งใดเจ้าคะ” เยี่ยเสี่ยวหม่านถามตรงเข้าประเด็น ไม่ยอมเสียเวลาเล่นละครตามน้ำไปด้วย

เยี่ยต้าไห่เห็นนางติดกับก็รีบเผยเจตนาที่แท้จริงทันที “ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีเงิน ข้าก็จะไม่บีบคั้น ที่ดินริมลำธารผืนนั้น... ยกให้ข้าเสียก็สิ้นเรื่อง ถือว่าเป็นการชดใช้หนี้สินทั้งหมด พวกเจ้าจะได้หมดภาระ ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินอีกต่อไป”

ข้อเสนอที่ได้ยินทำให้เยี่ยเสี่ยวหม่านแค่นยิ้มในใจ ในที่สุดหางจิ้งจอกก็โผล่ออกมาจนได้

“ท่านลุงใหญ่ช่างมีเมตตาเสียจริง” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “แต่เรื่องที่ดินคงไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ นั่นเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้พวกข้า”

“นังเด็กไม่รู้จักบุญคุณ!” เยี่ยต้าไห่เดือดดาล “นี่ข้าอุตส่าห์หาทางออกให้แล้วนะ! หรือเจ้าอยากจะให้ข้ายึดบ้านหลังนี้ไปด้วย!”

“ท่านไม่มีสิทธิ์” เยี่ยเสี่ยวหม่านตอบกลับเสียงกร้าว ดวงตาฉายประกายเด็ดเดี่ยวไม่ยอมคน “ท่านผู้ใหญ่บ้านก็อยู่ที่นี่ ข้าขอถามท่านสักคำ ตามกฎหมายแห่งแคว้นต้าเยี่ยน การยึดทรัพย์สินของผู้อื่นโดยปราศจากสัญญาเงินกู้ที่ประทับตรารับรอง หรือไม่มีคำสั่งจากศาล ถือเป็นการปล้นชิงทรัพย์สินซึ่งหน้าใช่หรือไม่เจ้าคะ!”

คำถามนี้เปรียบเสมือนก้อนหินที่ขว้างลงไปในบ่อน้ำนิ่ง สวีต้าหมิงที่กำลังจะเอ่ยปากกดดันต่อถึงกับชะงักงัน เขาเบิกตากว้างมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา นังเด็กนี่รู้เรื่องกฎหมายได้อย่างไร!

เขาเป็นเพียงผู้ใหญ่บ้านเล็กๆ ในชนบท จะกล้าทำเรื่องที่ผิดกฎหมายแผ่นดินอย่างโจ่งแจ้งได้อย่างไร หากเรื่องนี้บานปลายไปถึงที่ว่าการอำเภอ ตำแหน่งของเขาคงได้สั่นคลอนเป็นแน่

“เอ่อ... เรื่องนั้น... มันก็ใช่” สวีต้าหมิงอึกอัก ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อซึม “แต่เสี่ยวหม่าน นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของเจ้า...”

“หนี้สินที่มีมูลค่าถึงสิบตำลึงย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในครอบครัวอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ” เยี่ยเสี่ยวหม่านตัดบทอย่างไม่ไว้หน้า “ข้ามิได้คิดจะเบี้ยวหนี้ที่บิดาสร้างไว้ หากท่านลุงใหญ่มีสัญญาเงินกู้จริง โปรดนำออกมาให้ข้าดูเถิดเจ้าค่ะ”

คำพูดของนางทำให้เยี่ยต้าไห่หน้าซีดสลับเขียว เขากระทืบเท้าอย่างขัดใจ “สัญญาบ้าบออะไรกัน! แค่คำพูดระหว่างพี่น้องก็พอแล้ว!”

“ถ้าเช่นนั้นก็เป็นเพียงหนี้ปากเปล่า ซึ่งกฎหมายไม่รับรอง” เยี่ยเสี่ยวหม่านกล่าวสรุปอย่างเฉียบขาด “แต่เพื่อเห็นแก่ความเป็นญาติ ข้าจะให้โอกาสท่าน”

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด

“ให้เวลาข้าเจ็ดวัน! ภายในเจ็ดวันนี้ หากท่านลุงใหญ่สามารถนำสัญญาเงินกู้ที่มีลายนิ้วมือของบิดาข้ามาแสดงได้ ข้าจะหาเงินสิบตำลึงมาคืนให้ท่านครบทุกอีแปะ แต่ตลอดเจ็ดวันนี้ ห้ามผู้ใดเข้ามายุ่มย่ามกับที่ดินของข้าแม้แต่ปลายเล็บ!”

เยี่ยต้าไห่ถึงกับพูดไม่ออก จะไปหาสัญญาบ้าๆ นั่นมาจากที่ไหนกัน!

สวีต้าหมิงเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีจึงรีบขยิบตาให้เยี่ยต้าไห่ การยอมรับข้อเสนอนี้ อย่างน้อยก็ยังเป็นการรักษาหน้า และยังสร้างแรงกดดันให้เด็กสาวได้อีกด้วย การหาเงินสิบตำลึงภายในเจ็ดวันสำหรับครอบครัวที่ไม่มีแม้ข้าวจะกินนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

“ก็ได้!” เยี่ยต้าไห่กัดฟันกรอด “ข้าจะให้เวลาเจ้าเจ็ดวัน! เมื่อครบกำหนดแล้ว หากเจ้ายังหาเงินมาคืนไม่ได้ ที่ดินผืนนั้นต้องตกเป็นของข้า! ถึงตอนนั้นต่อให้เจ้าคุกเข่าอ้อนวอน ข้าก็จะไม่ใจอ่อน!”

พูดจบ เขากับสวีต้าหมิงก็สะบัดชายเสื้อเดินจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งไว้เพียงเหล่าเด็กๆ ที่หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

“พี่ใหญ่... ทำอย่างไรดี สิบตำลึง... เราจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ไหน” เยี่ยจื่ออวี้เอ่ยถามเสียงสั่น น้ำตาคลอหน่วย

เยี่ยเสี่ยวหม่านหันกลับมาลูบศีรษะน้องๆ ด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง “ไม่ต้องกลัว พี่ใหญ่จัดการเอง”

หลังจากปลอบโยนน้องๆ จนสงบลงแล้ว นางก็เดินกลับเข้าห้องนอนที่เล็กและแคบ ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ทันทีที่อยู่ตามลำพัง ความเยือกเย็นเมื่อครู่ก็สลายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความมุ่งมั่น

นางหลับตาลง จิตของนางพลันวูบหายเข้าไปในพื้นที่อันคุ้นเคย ‘มิติพฤกษาสวรรค์’

เบื้องหน้าคือแปลงผักสีเขียวชอุ่มที่เจริญงอกงามผิดธรรมชาติ หัวไชเท้าหยกขาวแต่ละหัวอวบอิ่มน่ากิน ผักกาดแก้วก็จับหัวแน่นราวกับก้อนหิน น้ำพุวิญญาณที่มุมหนึ่งของมิติยังคงหยดน้ำใสสะอาดลงมาไม่หยุดหย่อน ที่นี่คือความหวังเดียวของนาง

เยี่ยเสี่ยวหม่านเดินไปหยิบหัวไชเท้าที่โตเต็มที่ขึ้นมาหนึ่งหัว ความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือทำให้นางใจเย็นลงได้บ้าง

สิบตำลึงในเจ็ดวัน...

เงินจากการขายผักครั้งก่อนยังเหลืออยู่ไม่มากนัก ต่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมดในมิตินี้ไปขาย ก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายนัก

นางต้องหาหนทางอื่น... หนทางที่จะทำเงินก้อนใหญ่ได้ในเวลาอันสั้น!

ดวงตาของเยี่ยเสี่ยวหม่านทอประกายกร้าวแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตที่บีบคั้นเข้ามาทุกขณะ จิตใจของนางกลับยิ่งสงบนิ่งและเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม

เจ็ดวัน... นี่คือเส้นตายที่พวกนั้นขีดไว้ และนางจะต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้