ตอนที่ 9

***บทที่ 9: ความโลภของลุงใหญ่***

ภายหลังจากบานประตูไม้ถูกปิดลงเสียงดังลั่น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมกระท่อมซอมซ่อในทันที กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อตุ๋นยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทว่าบรรยากาศกลับไม่น่าอภิรมย์เช่นเดิม

เยี่ยเสี่ยวหม่านหันกลับมาเผชิญหน้าน้องๆ ทั้งห้าที่นั่งตัวแข็งทื่อ ดวงตาของแต่ละคนยังฉายแววตื่นตระหนกไม่หาย นางถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

“ไม่ต้องกลัวนางหรอก” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นางทำอะไรพวกเราไม่ได้ ตราบใดที่พวกเราอยู่ด้วยกัน”

เยี่ยจื่อเฉินกำหมัดแน่น “พี่ใหญ่ ท่านทำถูกแล้ว คนเช่นนั้นไม่สมควรได้กินของดีๆ ของพวกเรา”

“ใช่แล้ว! พี่ใหญ่เก่งที่สุด!” เยี่ยเสี่ยวหลันและเยี่ยจื่ออวี้ประสานเสียงสนับสนุน แม้จะยังหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ความเชื่อมั่นในตัวพี่สาวคนโตนั้นมีมากกว่า

เยี่ยเสี่ยวหม่านเดินกลับไปนั่งที่เดิม ตักเนื้อชิ้นโตใส่ชามให้น้องเล็กทั้งสอง “กินกันต่อเถอะ เนื้อจะเย็นหมดแล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”

คำพูดของนางราวกับมีมนตร์สะกด บรรยากาศที่ตึงเครียดพลันผ่อนคลายลง เด็กๆ เริ่มกลับมากินอาหารในชามต่ออย่างเอร็ดอร่อย แต่เยี่ยเสี่ยวหม่านกลับกินไม่ลง นางรู้ดีว่าคำขู่ของเยี่ยกุ้ยฟางก่อนจากไปนั้นไม่ใช่แค่ลมปาก ความอิจฉาริษยาที่ปะทุขึ้นในวันนี้ เปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองไฟแห่งความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่แล้วระหว่างบ้านของนางกับบ้านใหญ่

ค่ำคืนนั้น หลังจากส่งน้องๆ เข้านอนจนหมดแล้ว เยี่ยเสี่ยวหม่านยังคงนั่งอยู่ข้างโต๊ะอาหารที่ว่างเปล่า แสงจันทร์สาดส่องผ่านรอยแตกของผนังลงมากระทบใบหน้าครึ่งซีกของนาง ดวงตาหงส์ทอประกายเย็นชาและครุ่นคิด

‘พายุลูกใหม่กำลังจะมา...’ นางคิดในใจ ‘และครั้งนี้ข้าต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ดีกว่าเดิม’

นางหลับตาลง วินาทีต่อมา สติของนางก็เข้าสู่มิติพฤกษาสวรรค์ทันที ที่นี่คือฐานที่มั่น คือความหวังเดียวของนาง ผักกาดขาวและหัวไชเท้าหยกขาวที่ปลูกไว้กำลังเติบโตอย่างงดงามภายใต้การบำรุงของน้ำพุวิญญาณ อากาศภายในมิติบริสุทธิ์และสดชื่น ช่วยชะล้างความขุ่นมัวในใจของนางได้เป็นอย่างดี

นางเดินตรวจดูผลผลิตของตนเองอย่างละเอียด การเติบโตของมันคือหลักประกันความอยู่รอดของน้องๆ ทุกชีวิต ‘ไม่ว่าบ้านใหญ่จะวางแผนอะไร ข้าจะไม่มีวันยอมให้พวกมันมาแตะต้องสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เด็ดขาด ที่ดินผืนนั้น...เป็นของพวกเรา’

ความเด็ดเดี่ยวฉายชัดในแววตาของนางอีกครั้ง ก่อนที่สติจะกลับคืนสู่ร่างเดิมในกระท่อมอันเงียบสงัด

***

เสียงกรีดร้องและเสียงสะอื้นไห้ดังลั่นไปทั่วลานบ้านของตระกูลเยี่ยสายหลัก

“ท่านพ่อ! ท่านแม่! ฮือ... เยี่ยเสี่ยวหม่านมันรังแกข้า!” เยี่ยกุ้ยฟางวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาฟ้องหวังลี่และเยี่ยต้าไห่ที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ นางทิ้งตัวลงกับพื้น ร่ำไห้ราวกับจะขาดใจ

หวังลี่รีบลุกขึ้นมาประคองบุตรสาวสุดที่รักด้วยความตกใจ “กุ้ยฟาง! เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรเจ้า!”

“เยี่ยเสี่ยวหม่าน! นางด่าข้าไม่พอ ยังไล่ข้าออกมาอย่างกับหมูกับหมา!” นางชี้ไม้ชี้มือไปยังทิศทางของบ้านท้ายหมู่บ้าน น้ำตาไหลพราก “ข้าแค่อยากจะไปดูว่าพวกเด็กกำพร้านั่นเป็นอยู่อย่างไร แต่นางกลับกล่าวหาว่าข้าจะไปขอของกิน ทั้งยังหยามข้าต่อหน้าน้องๆ ของมันอีก!”

เยี่ยต้าไห่ซึ่งนั่งเงียบมาตลอดขมวดคิ้วมุ่น สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้น “แล้วพวกมันกินอะไรกันอยู่?”

คำถามของเขาทำให้เยี่ยกุ้ยฟางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา “เนื้อ! พวกมันมีเงินซื้อเนื้อมาทำแกงหม้อใหญ่ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว!”

“เนื้อรึ?” เยี่ยต้าไห่ทวนคำ ดวงตาที่เล็กหยีพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ในหมู่บ้านที่แร้นแค้นเช่นนี้ การได้กินเนื้อถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก “พวกมันเอาเงินจากไหนมา?”

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร!” เยี่ยกุ้ยฟางยังคงคร่ำครวญ “แต่ที่แน่ๆ คือพวกมันไม่ได้อดอยากอย่างที่พวกเราคิด! พวกมันหลอกทุกคน! เยี่ยเสี่ยวหม่านมันร้ายกาจ มันซ่อนเงินเอาไว้แน่ๆ!”

หวังลี่โอบกอดบุตรสาวพลางลูบหลังปลอบโยน “ใจเย็นๆ นะลูกแม่ เดี๋ยวแม่จะไปจัดการนังสเด็กนั่นให้เอง กล้าดียังไงมารังแกลูกสาวข้า!”

ทว่าเยี่ยต้าไห่กลับไม่ได้สนใจเรื่องศักดิ์ศรีของบุตรสาวอีกต่อไปแล้ว ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่คำว่า "เงิน" และ "เนื้อ" วนเวียนอยู่เต็มไปหมด หากเด็กพวกนั้นมีเงินซื้อเนื้อกินได้จริง แสดงว่าพวกมันต้องมีหนทางหาเงินที่ดีกว่าการเก็บผักป่ามาขายเป็นแน่

ความคิดของเขาวกกลับไปที่ที่ดินผืนงามติดลำธารซึ่งเป็นมรดกของบ้านรอง... ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแถบนี้ หากได้มันมาครอบครอง ผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีคงจะมากมายมหาศาล

ความโลภฉายชัดขึ้นในแววตาของเยี่ยต้าไห่ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่าทางครุ่นคิดอย่างหนัก

“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง” เขาเอ่ยกับภรรยาและบุตรสาวเสียงเรียบ “ข้าจะจัดการเอง”

พูดจบ เขาก็เดินหายเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้สองแม่ลูกมองหน้ากันอย่างงุนงง แต่เยี่ยต้าไห่ไม่ได้เข้าไปเพื่อพักผ่อน เขากำลังวางแผน... แผนการที่จะฮุบสมบัติชิ้นสุดท้ายของน้องชายผู้ล่วงลับมาเป็นของตนเอง!

วันรุ่งขึ้น ข่าวลือเรื่องบ้านของเยี่ยเสี่ยวหม่านมีเนื้อกินก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง แต่เยี่ยเสี่ยวหม่านหาได้สนใจไม่ นางยังคงใช้ชีวิตตามปกติ พาจื่อเฉินออกไปเก็บฟืน พาน้องๆ ไปหาผักป่า แต่ในใจกลับเฝ้าระวังภัยที่มองไม่เห็นอย่างเงียบเชียบ

จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันนั้นเอง ขณะที่นางกำลังซ่อมหลังคาที่รั่วอยู่ เถาซานเหนียงก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีรีบร้อนและกังวล

“เสี่ยวหม่าน... ป้ามีเรื่องจะเตือน” หญิงม่ายเพื่อนบ้านกระซิบกระซาบ พลางสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน

เยี่ยเสี่ยวหม่านหยุดมือลง มองหน้าอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ “ท่านป้าซานเหนียง มีเรื่องอันใดรึ?”

“เมื่อเช้าป้าเห็นลุงใหญ่ของเจ้า... เยี่ยต้าไห่... ไปด้อมๆ มองๆ แถวที่ดินริมน้ำของเจ้า” เถาซานเหนียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “เขาเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิด ป้าเกรงว่าเขาจะคิดไม่ดีกับที่ดินผืนนั้น”

หัวใจของเยี่ยเสี่ยวหม่านกระตุกวูบ สิ่งที่นางคาดการณ์ไว้เป็นความจริง บ้านใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

แต่นางยังคงควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉย พยักหน้ารับช้าๆ “ขอบคุณท่านป้าซานเหนียงที่กรุณามาบอก ข้าจะระวังตัวให้มากขึ้น”

“เจ้าต้องระวังให้มากนะเสี่ยวหม่าน ลุงของเจ้าไม่ใช่คนดี” เถาซานเหนียงย้ำอีกครั้ง ก่อนจะรีบขอตัวจากไป

เยี่ยเสี่ยวหม่านมองตามหลังเพื่อนบ้านไปจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองที่ดินริมลำธารที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาของนางหรี่ลงอย่างอันตราย ‘คิดจะฮุบที่ดินของข้างั้นรึ? เยี่ยต้าไห่... มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก’

***

เย็นวันเดียวกันนั้นเอง เยี่ยต้าไห่ไม่ได้กลับบ้าน แต่กลับเดินเลี้ยวไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านสวีต้าหมิงซึ่งตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน บ้านของผู้ใหญ่บ้านหลังใหญ่กว่าและดูดีกว่าบ้านของชาวบ้านทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา

สวีต้าหมิงกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน เมื่อเห็นเยี่ยต้าไห่เดินเข้ามาก็แสร้งยิ้มต้อนรับ “อ้าว พี่ต้าไห่ ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้?”

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน” เยี่ยต้าไห่ประสานมือคารวะ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “ข้ามีเรื่องกลุ้มใจในครอบครัว อยากจะมาขอคำชี้แนะจากท่าน”

“เรื่องอันใดรึ? หากข้าช่วยได้ก็ยินดี” สวีต้าหมิงรินชาให้แขก ดวงตาเหลือบมองอย่างประเมิน

เยี่ยต้าไห่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำทีเป็นทุกข์ใจอย่างยิ่ง “ก็เรื่องของหลานๆ ข้าน่ะสิ ท่านผู้ใหญ่บ้านก็รู้ว่าน้องรองกับน้องสะใภ้ข้าจากไปแล้ว ทิ้งเด็กตาดำๆ ไว้ตั้งหกคน ข้าในฐานะลุงก็อดเป็นห่วงไม่ได้”

“อืม... เป็นเรื่องน่าเห็นใจยิ่งนัก” สวีต้าหมิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ในใจกลับรู้ดีว่าคนอย่างเยี่ยต้าไห่ไม่มีทางมาหาเขาด้วยเรื่องแค่นี้แน่

“ที่ข้ากังวลที่สุดก็คือเรื่องที่ดินริมลำธารผืนนั้น... เด็กๆ ยังเล็กนัก จะดูแลที่ดินผืนงามเช่นนั้นได้อย่างไร เกรงว่าจะไม่เหมาะสม ปล่อยทิ้งไว้ก็รกร้างเสียเปล่า” เยี่ยต้าไห่ค่อยๆ เผยความต้องการที่แท้จริงออกมา

ดวงตาของสวีต้าหมิงทอประกายวูบหนึ่ง เขาวางถ้วยชาลงช้าๆ “แล้ว...พี่ต้าไห่คิดจะทำเช่นไรเล่า?”

“ข้าคิดว่า... ในฐานะญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว ข้าควรจะเข้ามาดูแลที่ดินผืนนั้นแทนพวกเขา เพื่อให้ที่ดินไม่ถูกทิ้งร้าง และยังสามารถสร้างผลผลิตมาจุนเจือเด็กๆ ได้ด้วย” เขาพูดอย่างชอบธรรม “แต่ข้าเกรงว่าเยี่ยเสี่ยวหม่านจะไม่เข้าใจเจตนาดีของข้า จึงอยากจะมาขอให้ท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยเป็นคนกลางให้”

สวีต้าหมิงลูบเคราแพะของตนเองอย่างใช้ความคิด เขารู้ดีว่านี่คือข้ออ้างของเยี่ยต้าไห่ที่ต้องการจะยึดที่ดินของหลานตัวเอง แต่ที่ดินผืนนั้นมันช่างน่าดึงดูดใจเสียจริง...

“เรื่องนี้... ค่อนข้างละเอียดอ่อนนะพี่ต้าไห่ ที่ดินเป็นชื่อของน้องชายท่าน การจะโอนย้ายกรรมสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องง่าย” สวีต้าหมิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความนัย

เยี่ยต้าไห่รู้ทันทีว่าผู้ใหญ่บ้านจอมเจ้าเล่ห์กำลังรอข้อเสนอ เขาจึงขยับเข้าไปใกล้ กระซิบด้วยสุ้มเสียงแหบพร่าด้วยความโลภ “ท่านผู้ใหญ่บ้าน หากเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี... ที่ดินริมลำธารส่วนที่ติดกับเนินเขาทางทิศใต้นั้น ข้าจะยกให้ท่านเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ท่านช่วยเหลือครอบครัวข้า”

ข้อเสนอนี้ทำให้ดวงตาของสวีต้าหมิงเป็นประกายวาบ ที่ดินส่วนนั้นแม้จะไม่ใช่ส่วนที่ดีที่สุด แต่ก็ถือว่าอุดมสมบูรณ์และมีขนาดไม่เล็กเลย การได้มาเปล่าๆ ย่อมเป็นเรื่องที่คุ้มค่ายิ่ง

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสวีต้าหมิง “ในเมื่อพี่ต้าไห่มีเจตนาดีต่อหลานๆถึงเพียงนี้ ข้าในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็ย่อมต้องให้ความช่วยเหลือ”

เยี่ยต้าไห่ลอบยิ้มอย่างยินดี เขารู้ว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้ว

“แต่เราต้องมีเหตุผลที่ดีพอในการเข้าไปจัดการเรื่องที่ดินนะ” สวีต้าหมิงกล่าวต่อ “แค่ความเป็นห่วงอย่างเดียวคงไม่พอ”

เยี่ยต้าไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มชั่วร้ายจะปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ว่าไปแล้ว... ตอนน้องรองยังมีชีวิตอยู่ เขายังติดหนี้ข้าอยู่ก้อนหนึ่ง เป็นเงินสิบตำลึงที่ยืมไปรักษาอาการป่วยของลูกคนเล็ก... แต่ยังไม่ทันได้คืนก็มาจากไปเสียก่อน”

สวีต้าหมิงเบิกตากว้าง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ “โอ้? มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?”

ทั้งสองสบตากัน แผนการอันชั่วร้ายได้ก่อตัวขึ้นในความเงียบงันนั้นแล้ว รอยยิ้มของสวีต้าหมิงกว้างขึ้นกว่าเดิม

“ถ้าเช่นนั้น... เรื่องก็ง่ายขึ้นเยอะเลย”