ตอนที่ 8

***บทที่ 8: ความอิจฉาของลูกพี่ลูกน้อง***

แววตาอาฆาตมาดร้ายของเยี่ยกุ้ยฟางที่จับจ้องมาจากอีกฟากของถนน ยังคงติดอยู่ในห้วงคำนึงของเยี่ยเสี่ยวหม่านตลอดเส้นทางกลับบ้าน แม้จะพยายามสลัดมันทิ้งไป แต่นางก็รู้ดีว่าสายตาเช่นนั้นย่อมไม่ใช่ลางดี

นางดึงมือน้องชายให้แน่นขึ้นเล็กน้อย เร่งฝีเท้ากลับสู่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาให้เยี่ยจื่อเฉินต้องกังวลใจ

เมื่อสองพี่น้องมาถึงหน้าบ้าน เด็กๆ อีกสี่คนที่รอคอยอยู่ก็พากันวิ่งกรู่ออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ

“พี่ใหญ่! ท่านพี่รอง! กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ!” เยี่ยเสี่ยวหลัน พี่สาวคนที่สามร้องถามด้วยดวงตาเป็นประกาย

เยี่ยเสี่ยวหม่านยิ้มบางๆ พลางยื่นตะกร้าให้เยี่ยจื่ออวี้ที่เดินตามออกมา “จื่ออวี้ ช่วยพี่นำของไปเก็บในครัวที”

เมื่อเห็นถุงข้าวสารสีขาวอวบอ้วน เนื้อหมูสามชั้นที่ห่อด้วยใบไผ่อย่างดี และผ้าผืนใหม่หลายพับ ดวงตาของเหล่าพี่น้องก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนยินดี

“เนื้อ...นี่คือเนื้อหมูจริงๆ หรือขอรับ!” เยี่ยจื่อเฟย น้องชายคนที่สี่อุทานเสียงดัง น้ำลายแทบจะสอออกมานอกปาก

“จริงสิ คืนนี้พี่ใหญ่จะทำหมูตุ๋นน้ำแดงให้พวกเรากิน” เยี่ยเสี่ยวหม่านตอบพลางลูบศีรษะน้องชายคนสุดท้อง เยี่ยเสี่ยวเป่าที่เกาะขาของนางอยู่ไม่ห่าง

ภายในครัวเล็กๆ ที่คับแคบแต่สะอาดสะอ้าน เยี่ยเสี่ยวหม่านเริ่มลงมือเตรียมอาหารเย็นอย่างคล่องแคล่ว นางแบ่งเนื้อหมูสามชั้นออกมาครึ่งหนึ่งสำหรับมื้อนี้ ส่วนที่เหลือ...นางเหลือบมองไปนอกประตูอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น จึงใช้ความคิดเพียงชั่ววูบ เนื้อหมูส่วนที่เหลือพร้อมด้วยผ้าผืนใหม่และของมีค่าอื่นๆ ก็อันตรธานหายเข้าไปในมิติพฤกษาสวรรค์ทันที

ความรอบคอบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด นางรู้ดีว่ากลิ่นเนื้อที่หอมหวนย่อมดึงดูดแมลงหวี่แมลงวันที่ไม่ได้รับเชิญ การซุกซ่อนเสบียงส่วนเกินไว้จึงเป็นการกระทำที่ฉลาดที่สุดในยามนี้

“จื่ออวี้ มานี่สิ” นางกวักมือน้องชายคนรองที่กำลังช่วยจุดเตา

เยี่ยจื่ออวี้รีบเดินเข้ามาหา “มีอันใดให้ข้าช่วยหรือขอรับพี่ใหญ่”

เยี่ยเสี่ยวหม่านหยิบสมุดเล่มเล็กกับแท่งถ่านที่ซื้อมาจากตลาดส่งให้เขา “พี่เคยบอกเจ้าว่าครอบครัวเราต้องมีคนดูแลเรื่องเงินทอง ต่อไปนี้หน้าที่นี้เป็นของเจ้า”

นางสอนวิธีการจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างง่ายๆ ให้เขา “วันนี้เราขายผักกาดขาวได้เท่าใด ซื้อข้าวสาร เนื้อหมู และสิ่งของอื่นๆ ไปเป็นเงินเท่าใด จดบันทึกไว้ให้หมดทุกอย่าง ทุกครั้งที่เรามีรายจ่ายหรือรายรับ เจ้าต้องจดไว้เสมอ เข้าใจหรือไม่?”

เยี่ยจื่ออวี้รับคำอย่างแข็งขัน ดวงตาฉายแววจริงจังเกินวัย เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงที่พี่สาวมอบให้ และตั้งปณิธานในใจว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด

ขณะที่พี่น้องกำลังเรียนรู้หน้าที่ใหม่ กลิ่นหอมของการเคี่ยวเนื้อหมูในน้ำซอสสีแดงเข้มก็เริ่มโชยออกจากครัว มันเป็นกลิ่นหอมที่อวลไปด้วยความสุขและความหวัง กลิ่นที่บ้านหลังนี้ไม่เคยได้สัมผัสมานานเหลือเกิน

ไม่นานนัก หมูตุ๋นน้ำแดงร้อนๆ ก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะไม้เก่าๆ เนื้อหมูสีน้ำตาลแดงเป็นมันวาวส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เด็กๆ ต่างจ้องมองตาไม่กะพริบ

“กินได้แล้ว” เยี่ยเสี่ยวหม่านกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สิ้นเสียงของนาง เด็กๆ ก็ลงมือกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ความสุขฉายชัดอยู่บนใบหน้าของทุกคน เนื้อหมูที่นุ่มละมุนลิ้น รสชาติหวานเค็มกลมกล่อมของน้ำซอสที่คลุกเคล้ากับข้าวสวยร้อนๆ มันคือรสชาติของสวรรค์สำหรับเด็กๆ ที่อดอยากมานาน

เยี่ยเสี่ยวหม่านมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต นี่คือความสุขที่นางต้องการจะปกป้องไว้ให้ได้

ทว่าความสุขมักอยู่ได้ไม่นาน...

กลิ่นหมูตุ๋นที่หอมฟุ้งลอยตามลมไปไกลจนถึงบ้านใหญ่ของตระกูลเยี่ยซึ่งอยู่ต้นหมู่บ้าน มันเสียดแทงเข้าจมูกของเยี่ยกุ้ยฟางที่เพิ่งกลับจากตลาดด้วยอารมณ์หงุดหงิด

“กลิ่นอะไรกัน! หอมราวกับเนื้อตุ๋น!” นางขมวดคิ้ว พลางเดินตามกลิ่นไปอย่างอดไม่ได้

เมื่อเดินมาจนถึงหน้ากระท่อมผุพังของบ้านรอง ดวงตาของนางก็ต้องเบิกกว้างด้วยความโกรธระคนอิจฉา ภาพเด็กกำพร้าหกคนกำลังล้อมวงกินหมูตุ๋นกันอย่างมีความสุขบาดลึกเข้าไปในใจของนาง

พวกมันไปเอาเงินมาจากไหน! เหตุใดพวกมันจึงมีปัญญาซื้อเนื้อกิน!

ปัง!

เยี่ยกุ้ยฟางถีบประตูที่ปิดไม่สนิทให้เปิดออกจนสุด นางกอดอกเชิดหน้าเดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีหยิ่งยโส

“โอ้โห! อยู่ดีกินดีกันใหญ่เลยนะบ้านรอง! ไปขโมยเงินใครมาซื้อเนื้อกินกันรึ!” นางเปิดฉากด้วยวาจาดูแคลนทันที

เด็กๆ ที่กำลังกินอย่างมีความสุขสะดุ้งตกใจ รีบวางตะเกียบแล้วถอยไปหลบอยู่ด้านหลังเยี่ยเสี่ยวหม่าน

เยี่ยเสี่ยวหม่านวางตะเกียบลงช้าๆ ใบหน้าของนางเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

“ข้ามาทำอะไรน่ะรึ?” เยี่ยกุ้ยฟางหัวเราะเยาะ “ข้าได้กลิ่นเนื้อหอมฟุ้งมาจากบ้านใหญ่ เลยตามมาดู ในเมื่อพวกเจ้ามีของดีกินกัน เหตุใดจึงไม่คิดจะแบ่งปันให้ญาติพี่น้องบ้าง หรือว่าพอมีเงินหน่อยก็ลืมหัวนอนปลายเท้าไปแล้ว!”

นางชี้ไปที่ชามหมูตุ๋นบนโต๊ะ “ในฐานะลูกพี่ลูกน้องของพวกเจ้า ข้าควรมีสิทธิ์ได้กินด้วย เอามาให้ข้าชามหนึ่งสิ!”

เยี่ยจื่อเฉินกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ “พวกท่านไม่เคยเห็นเราเป็นญาติ! ตอนที่พวกเราจะอดตาย เหตุใดท่านจึงไม่เคยมาดูดำดูดี!”

“เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! กล้าเถียงข้ารึ!” เยี่ยกุ้ยฟางตวาดแว้ด

เยี่ยเสี่ยวหม่านยกมือขึ้นห้ามน้องชายไว้ แววตาของนางที่จ้องมองลูกพี่ลูกน้องผู้นี้เยียบเย็นราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์

“ญาติหรือ?” นางแค่นเสียงหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “คำนี้ออกจากปากเจ้าแล้วช่างน่าขันสิ้นดี ยามที่พ่อแม่ข้าสิ้นใจ พวกเจ้าบ้านใหญ่ทำราวกับเป็นคนแปลกหน้า ยามที่พวกข้าไม่มีแม้ข้าวสารจะกรอกหม้อ พวกเจ้าก็ยืนมองอย่างเลือดเย็น รอคอยวันที่พวกข้าจะอดตายกันทั้งหมดเพื่อจะได้เข้ามาฮุบที่ดินผืนนี้”

คำพูดของนางเฉียบคมราวกริช ทุกถ้อยคำแทงทะลุหน้ากากจอมปลอมของเยี่ยกุ้ยฟาง

“บัดนี้พวกข้าหาเลี้ยงปากท้องด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองได้ เจ้ากลับโผล่หน้ามาทวงสิทธิ์ความเป็นญาติงั้นรึ? เยี่ยกุ้ยฟาง...ยางอายของเจ้ามันหายไปไหนหมดสิ้นแล้ว?”

ใบหน้าของเยี่ยกุ้ยฟางพลันซีดเผือดสลับกับแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย “เจ้า...เจ้ากล้าด่าข้ารึ!”

“ข้าเพียงพูดความจริง” เยี่ยเสี่ยวหม่านลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่ดูบอบบางกลับแผ่แรงกดดันที่น่าเกรงขามออกมา “เนื้อในชามนี้ ทุกชิ้นแลกมาด้วยหยาดเหงื่อของข้าและน้องๆ มันไม่ใช่ของสำหรับคนที่จิตใจสกปรกและละโมบโลภมากเช่นเจ้า”

นางเดินตรงไปที่ประตู ชี้มือออกไปด้านนอก “ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า กลับไปเสีย”

“เยี่ยเสี่ยวหม่าน! เจ้ากล้าไล่ข้ารึ!”

“หากไม่ไปดีๆ จะให้ข้าใช้ไม้กวาดไล่หรือไม่?” เยี่ยเสี่ยวหม่านเอ่ยเสียงเย็น

ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของเยี่ยกุ้ยฟางถูกทำลายจนป่นปี้ นางไม่เคยถูกใครหยามหน้าถึงเพียงนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากคนที่นางเคยเหยียบย่ำมาตลอด

“ดี! ดีมาก!” นางกัดฟันกรอด จ้องเยี่ยเสี่ยวหม่านด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเกลียดชัง “เจ้าจำเอาไว้! เรื่องนี้ยังไม่จบแน่!”

พูดจบนางก็สะบัดหน้าเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย

ปัง!

เยี่ยเสี่ยวหม่านปิดประตูใส่หน้าเสียงดังลั่น ตัดขาดสายตาอาฆาตแค้นนั้นทันที นางหันกลับมามองน้องๆ ที่ยังคงมีสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้

“ไม่ต้องกลัว กินกันต่อเถอะ เนื้อจะเย็นหมดแล้ว”

ถึงแม้จะพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่ในใจของนางกลับรู้ดี...พายุลูกใหม่กำลังจะพัดมาในไม่ช้า และมันอาจจะรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ หลายเท่านัก เยี่ยกุ้ยฟางที่กลับไปด้วยความอัปยศและความแค้น จะต้องไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ อย่างแน่นอน ความอิจฉาของนางได้จุดไฟแห่งความขัดแย้งขึ้นแล้ว และมันกำลังจะลุกลามไปยังบ้านใหญ่ทั้งหลัง...