ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้อาภัพ
ความเจ็บปวดราวกับศีรษะจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ปลุกสติของเสิ่นหมิงจูให้ตื่นจากความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด นางขมวดคิ้วแน่น สูดลมหายใจเข้าปอด ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงกลิ่นอับชื้นของดินและไอดินที่แห้งผาก ร่างกายหนักอึ้งดั่งถูกภูผากดทับ ขยับเขยื้อนแม้เพียงปลายนิ้วก็ยังยากเย็น
ที่นี่...ไม่ใช่ห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อที่นางคุ้นเคย
ยังไม่ทันที่เสิ่นหมิงจูจะได้ประมวลผล เสียงสนทนาอันแหบแห้งและเต็มไปด้วยความละโมบก็ลอยแว่วมาจากด้านนอกประตูไม้ผุพัง
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าผสมยาลงในน้ำแกงของมันตั้งครึ่งชาม ป่านนี้คงหลับลึกไม่รู้เรื่องราวไปอีกหลายชั่วยาม” นั่นคือเสียงประจบประแจงของเฉียนชุ่ยฮวา สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเว่ย
ตามมาด้วยเสียงห้าวแหบของหญิงชราผู้หนึ่ง “ดี! ทำการให้เรียบร้อย อย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เถ้าแก่หลี่ ข้าวสารครึ่งกระสอบของข้าเล่า?”
“ฮูหยินเว่ยโปรดวางใจ” เสียงบุรุษแปลกหน้าตอบกลับอย่างมีเล่ห์นัย “เพียงท่านส่งมอบเด็กน้อยผู้นั้นมา ข้าวสารขาวละเอียดครึ่งกระสอบนี้ย่อมเป็นของท่านทันที เด็กชายวัยสามหนาวเช่นนี้ แม้จะผอมแห้งไปบ้าง แต่ยังพอฝึกฝนไว้ใช้งานได้”
เด็กชายวัยสามหนาว...
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเสิ่นหมิงจู! ทันใดนั้น ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก
นางคือเสิ่นหมิงจู แพทย์พิษวิทยาอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แต่บัดนี้ วิญญาณของนางกลับมาอยู่ในร่างของ ‘เสิ่นหมิงจู’ สะใภ้รองผู้อาภัพแห่งตระกูลเว่ยในหมู่บ้านคูหลิว สามีของเจ้าของร่างเดิมนามเว่ยฉางหยวน ถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานขุดคลองเมื่อสองปีก่อนและหายสาบสูญไป ทิ้งให้นางต้องเลี้ยงดูบุตรชาย ‘เว่ยเสี่ยวเป่า’ วัยสามหนาวเพียงลำพัง
แผ่นดินต้าฉู่ทางตอนเหนือกำลังเผชิญภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์ แหล่งน้ำเหือดแห้ง ผู้คนอดอยากล้มตาย หม่าจินหลวน แม่ผัวใจยักษ์ และเฉียนชุ่ยฮวา สะใภ้ใหญ่ผู้เห็นแก่ตัว ได้ยึดเอาเสบียงส่วนของสองแม่ลูกไปจนหมดสิ้น และบัดนี้... พวกมันถึงกับวางยาสลบนางเพื่อที่จะขายหลานในไส้ของตนเอง แลกกับข้าวสารเพียงครึ่งกระสอบ!
“อึก... เสี่ยวเป่า...”
เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากของเด็กน้อยที่นอนซุกอยู่ข้างกายนาง สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง เสิ่นหมิงจูไม่สนใจอีกแล้วว่าตนเองทะลุมิติมาได้อย่างไร หรือเหตุใดจึงมาอยู่ในร่างนี้ สิ่งเดียวที่นางรู้คือ... ใครก็หน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์พรากลูกไปจากอกนาง!
“ปล่อยข้า! ท่านย่า ท่านป้าใหญ่ ปล่อยข้า! ข้าจะไปหาท่านแม่!” เสียงร้องไห้ของเว่ยเสี่ยวเป่าดังขึ้น ปลุกพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของร่างกายนี้ให้ตื่นขึ้นมา
เสิ่นหมิงจูฝืนความอ่อนเปลี้ยจากฤทธิ์ยา นางกัดฟันกรอด ลุกขึ้นยืนโซซัดโซเซ มือผลักประตูไม้อย่างแรง แต่ทว่ามันกลับถูกใครบางคนลงกลอนไว้จากด้านนอก
“เปิดประตูนะ!” นางตะโกนจนสุดเสียง ทุบประตูไม้ผุพังอย่างบ้าคลั่ง “หม่าจินหลวน! เจ้าสารเลว! เปิดประตูให้ข้า!”
ด้านนอกพลันเกิดความโกลาหลขึ้นเล็กน้อย
“นางตื่นแล้ว! เป็นไปได้อย่างไร?” เฉียนชุ่ยฮวาร้องอย่างตื่นตระหนก
“ตื่นแล้วจะทำไมได้! ฤทธิ์ยายังไม่หมดง่ายๆ หรอก เถ้าแก่หลี่ รีบพาตัวเด็กไปเร็วเข้า!” หม่าจินหลวนเร่งเร้าอย่างไม่สบอารมณ์
สิ้นเสียงนั้น เสิ่นหมิงจูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของบุรุษกำลังเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเสียงร้องไห้จ้าของบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน หัวใจของนางราวกับถูกบีบขยี้ นางถอยหลังไปสองก้าว ตั้งหลักมั่น แล้วพุ่งเข้ากระแทกบานประตูไม้อย่างสุดแรงเกิด!
*โครม!*
สลักไม้เก่าคร่ำคร่าทานรับแรงกระแทกจากสตรีผู้ถูกปลุกสัญชาตญาณอสูรไม่ไหว มันแตกหักกระเด็นออกไปพร้อมกับบานประตูที่พังครืนลงมา!
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือหม่าจินหลวนกำลังยืนกอดกระสอบข้าวสารด้วยใบหน้าละโมบ เฉียนชุ่ยฮวากำลังฉุดแขนเล็กๆ ของเสี่ยวเป่าไว้ ส่วนบุรุษร่างใหญ่สวมชุดผ้าหยาบที่มีรอยยิ้มหยันบนใบหน้า... พ่อค้าทาส... กำลังยื่นมือมารับตัวเด็กน้อยที่ดิ้นรนขัดขืนทั้งน้ำตา
ทุกผู้คนในลานบ้านต่างตกตะลึงกับภาพสตรีร่างบอบบางที่ควรจะนอนสลบไสลอยู่ในห้อง บัดนี้กลับพังประตูออกมาด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจะปกป้องลูกน้อย
“แม่... ท่านแม่!” เว่ยเสี่ยวเป่าร้องเรียกเสียงหลง พยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุม
เสิ่นหมิงจูมิได้สิ้นเปลืองวาจาแม้แต่ครึ่งคำ สายตาคมปลาบดุจใบมีดของนางกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่มุมหนึ่งของลานดิน... ที่นั่นมีเพิงครัวเล็กๆ บนเขียงไม้เก่าๆ มีมีดทำครัวบิ่นๆ เล่มหนึ่งวางอยู่
พริบตานั้น ร่างที่เคยอ่อนแอราวกับจะปลิวลมกลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ!
นางพุ่งตัวไปคว้ามีดทำครัวเล่มนั้นไว้ในมือ ความเย็นเฉียบของโลหะที่คุ้นเคยทำให้นางรู้สึกมั่นคงขึ้นมาอย่างประหลาด ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตั้งตัว เสิ่นหมิงจูก็ปราดเข้าไปกระชากร่างของเว่ยเสี่ยวเป่ากลับมาสู่อ้อมแขนด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาก็ตวัดปลายมีดบิ่นๆ จ่อเข้าที่ลำคอของพ่อค้าทาสทันที!
ฉับพลัน! ทุกอย่างพลันหยุดนิ่ง
พ่อค้าทาสที่เคยมีท่าทีเหยียดหยันบัดนี้หน้าซีดเผือด สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบและคมมีดที่กดลงบนผิวหนังบริเวณเส้นเลือดใหญ่ เขายืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
“เจ้า... เจ้าจะทำอะไร!” หม่าจินหลวนตวาดลั่น แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความตระหนกตกใจอย่างปิดไม่มิด นางไม่เคยเห็นสะใภ้รองที่เคยอ่อนแอและว่านอนสอนง่ายคนนี้ในสภาพเช่นนี้มาก่อน
เสิ่นหมิงจูไม่แม้แต่จะชายตามองแม่ผัวใจยักษ์ นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่หวาดหวั่นของพ่อค้าทาส น้ำเสียงของนางเย็นชาและไร้ความรู้สึกใดๆ ราวกับน้ำแข็งพันปี
“ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม”
“...”
“หากเท้าของเจ้ายังเหยียบอยู่ในธรณีประตูบ้านข้า...” นางกดปลายมีดลงไปอีกเล็กน้อย “ศีรษะของเจ้า... จะหลุดออกจากบ่า!”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเลือดเย็นบริสุทธิ์ ทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงกับขนลุกชันไปทั่วร่าง พ่อค้าทาสกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก เขาเป็นคนค้ามนุษย์ ย่อมเคยพบพานคนบ้าดีเดือดมานับไม่ถ้วน แต่แววตาของสตรีนางนี้... มันไม่ใช่แววตาของคนบ้า แต่เป็นแววตาของนักล่าที่พร้อมจะปลิดชีวิตเหยื่อได้ทุกเมื่อ!
“เจ้ากล้ารึ! นั่นเถ้าแก่หลี่นะ! เจ้าอยากตายรึไง!” เฉียนชุ่ยฮวาข่มขู่เสียงสั่น
เสิ่นหมิงจูแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ในเมื่อพวกเจ้ากล้าขายลูกข้าเพื่อประทังชีวิต แล้วเหตุใดข้าจะกล้าฆ่าคนเพื่อปกป้องลูกข้าบ้างไม่ได้เล่า?”
นางกระชับอ้อมแขนกอดร่างเล็กๆ ที่สั่นเทาของเว่ยเสี่ยวเป่าให้แน่นขึ้น ปลายมีดในมือยังคงนิ่งสนิท จ่ออยู่ที่จุดตายของพ่อค้าทาสไม่ไหวติง สถานการณ์ในลานบ้านตระกูลเว่ยตึงเครียดถึงขีดสุด ราวกับเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงทุกขณะ