ปลุกมิติหอโอสถ

ความตึงเครียดภายในลานบ้านตระกูลเว่ยบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก จิตสังหารอันเย็นเยียบของเสิ่นหมิงจูแผ่กระจายออกมาราวกับคลื่นน้ำแข็ง พ่อค้าทาสเถ้าแก่หลี่รู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานอยู่ปลายมีด เขาเชื่อสุดหัวใจว่าหากขยับแม้เพียงนิด ศีรษะของตนคงได้หลุดจากบ่าเป็นแน่

“ข้า...ข้าถอยก็ได้!” ในที่สุด เถ้าแก่หลี่ก็ยอมปริปาก น้ำเสียงแหบแห้งและสั่นเทา “แค่เด็กผอมแห้งคนเดียว ไม่คุ้มให้ข้าต้องเอาชีวิตมาเสี่ยง!”

เขาพูดเพื่อรักษาหน้า แต่ในใจกลับหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ สตรีผู้นี้บ้าไปแล้ว! แววตาของนางไม่ใช่การขู่เล่น แต่เป็นแววตาของอสรพิษที่พร้อมจะฉกสังหารได้ทุกเมื่อ

เสิ่นหมิงจูลดปลายมีดลงเล็กน้อยเป็นการอนุญาต เถ้าแก่หลี่รีบผงะถอยหลังไปหลายก้าวราวกับหนีพญามัจจุราช เขาหันไปตวาดใส่หม่าจินหลวนอย่างหัวเสีย “เรื่องแค่นี้ยังจัดการไม่ได้! วันหลังอย่าได้มาเรียกใช้ข้าอีก!”

พูดจบก็สะบัดชายเสื้อจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง ทิ้งให้หม่าจินหลวนและเฉียนชุ่ยฮวายืนหน้าซีดสลับเขียวด้วยความอับอายและโกรธแค้น

“นางสารเลว! เจ้ากล้าทำลายเรื่องดีๆ ของข้ารึ!” หม่าจินหลวนชี้หน้าด่าทอ แต่ไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้ “คอยดูเถอะ! ข้าจะขายลูกเจ้าให้ได้! เจ้าแม่ลูกต้องอดตายอยู่ในบ้านนี่แหละ!”

เสิ่นหมิงจูไม่สนใจคำขู่แม้แต่น้อย นางกวาดสายตาเย็นชาไปมองแม่ผัวและพี่สะใภ้ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้องของตนแล้วกระแทกประตูปิดดังปัง! พร้อมกับลงดาลประตูอย่างแน่นหนา

ทันทีที่แผ่นหลังพิงกับประตูไม้เก่าคร่ำคร่า เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เคยมีก็พลันหายวับไปในบัดดล สติที่เคยตึงเครียดคลายลง ความเจ็บปวดและอาการวิงเวียนจากพิษที่ยังตกค้างอยู่ในร่างก็ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน

“ท่านแม่...” เสียงเล็กๆ ของเว่ยเสี่ยวเป่าดังขึ้นข้างกาย เด็กน้อยยังคงตัวสั่นด้วยความกลัว แต่ก็พยายามยื่นมือเล็กๆ มาจับแขนเสื้อของมารดาไว้แน่น

เสิ่นหมิงจูฝืนยิ้มบางๆ พยายามประคองร่างตนเองพาลูกชายไปยังเตียงนอนแข็งๆ “เสี่ยวเป่า... ไม่ต้องกลัวนะ... แม่ยังอยู่ตรงนี้”

สิ้นเสียงนั้น สติสัมปชัญญะของนางก็ดับวูบลง ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงบนพื้นข้างเตียงทันที!

...

ในห้วงแห่งความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด เสิ่นหมิงจูรู้สึกว่าจิตวิญญาณของนางกำลังล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง มันไม่ใช่ความฝัน แต่กลับแจ่มชัดยิ่งกว่าความเป็นจริง

พลันปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า นางพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่หน้าอาคารทรงจีนโบราณขนาดมหึมา ที่หน้าประตูมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่สลักอักษรสีทองสี่ตัวเอาไว้ว่า ‘หอโอสถหมื่นพิษ’

เสิ่นหมิงจูใจเต้นระรัว นางก้าวเข้าไปด้านในอย่างไม่รู้ตัว ภาพที่เห็นทำให้นางตกตะลึงจนพูดไม่ออก!

ด้านหนึ่งของหอโอสถเรียงรายไปด้วยตู้ยาไม้จันทน์หอมนับร้อยนับพัน ลิ้นชักแต่ละอันสลักชื่อสมุนไพรหายากเอาไว้ชัดเจน ทั้งโสมพันปี บัวหิมะหมื่นปี เห็ดหลินจือจิตวิญญาณ และสมุนไพรมีพิษร้ายแรงที่นางเคยรู้จักในชาติก่อน ส่วนอีกด้านหนึ่งกลับเป็นห้องทดลองที่เต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์และเครื่องสกัดสารเคมีอันล้ำสมัย!

นี่มัน...สวรรค์ของนักพิษวิทยาชัดๆ!

ราวกับมีบางสิ่งดลใจ นางเดินทะลุผ่านหอโอสถออกไปด้านหลัง และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือโกดังขนาดมหึมาที่ใหญ่โตจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ภายในกองเต็มไปด้วยกระสอบข้าวสารที่สูงจรดเพดาน เนื้อสัตว์แปรรูปนานาชนิด ผักผลไม้สดใหม่ และที่สำคัญที่สุด... บ่อน้ำแร่ใสสะอาดที่ส่งไอเย็นจางๆ ออกมา

เสิ่นหมิงจูพลันเข้าใจทุกสิ่งในบัดดล นี่คือมิติจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในร่างนี้! คือ ‘มิติหอโอสถและโกดังเสบียง’ ที่ติดตัวนางมาจากชาติที่แล้ว!

นางรีบร้อนเดินไปยังบ่อน้ำแร่ จิตใจสั่งการเพียงแวบเดียว น้ำในบ่อก็ลอยขึ้นมาเป็นสายแล้วไหลเข้าสู่ปากนางอย่างน่าอัศจรรย์ ความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ขับไล่ความอ่อนล้าและความเจ็บปวดจากพิษร้ายให้มลายหายไปจนสิ้น

จากนั้นนางก็หันไปยังหอโอสถ จิตของนางนึกถึงยาถอนพิษชั้นเลิศ พลันปรากฏขวดยาหยกขาวใบเล็กขึ้นในมือ นางเปิดจุกแล้วดื่มยาทั้งขวดลงไปในอึกเดียว พลังชีวิตที่เหือดแห้งพลันฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว!

เมื่อร่างกายกลับสู่สภาวะปกติ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของเสิ่นหมิงจูก็คือลูกชายตัวน้อยของนาง

‘เสี่ยวเป่าหิว...’

เพียงแค่นึก กระแสจิตก็เชื่อมโยงไปยังโกดังเสบียงทันที ในใจนางนึกถึงซาลาเปาไส้เนื้ออุ่นๆ สักลูก พริบตาต่อมา ซาลาเปาสีขาวนวลขนาดเท่ากำปั้นที่ยังส่งไอร้อนกรุ่นก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง

นางต้องกลับไป! ต้องกลับไปหาลูก!

สิ้นความคิดนั้น สติของเสิ่นหมิงจูก็ถูกดึงกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอย่างรวดเร็ว นางสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนพื้นห้องเย็นเฉียบ พบว่าเว่ยเสี่ยวเป่ายังคงกอดแขนนางไว้ไม่ยอมปล่อย ใบหน้าเล็กๆ ซีดเซียวและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา

และในมือขวาของนาง... ยังคงกำซาลาเปาอุ่นๆ ลูกนั้นไว้แน่น!

มันไม่ใช่ความฝัน! มิติหอโอสถมีอยู่จริง!

“ท่านแม่... ท่านแม่ฟื้นแล้ว!” เว่ยเสี่ยวเป่าร้องออกมาด้วยความดีใจระคนหวาดกลัว

เสิ่นหมิงจูยิ้มให้ลูกน้อยอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางยื่นซาลาเปาไปจ่อที่ปากของเด็กชาย “เสี่ยวเป่า กินซะสิลูก”

ดวงตาของเว่ยเสี่ยวเป่าเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ เขาไม่ได้กลิ่นหอมของเนื้อและแป้งหมี่มานานเท่าใดแล้วก็ไม่รู้ เด็กน้อยกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ แต่ก็ยังส่ายหน้า “ท่านแม่กินก่อน... ท่านแม่ยังไม่ได้กินอะไรเลย”

หัวใจของเสิ่นหมิงจูพลันอ่อนยวบ นี่คือลูกชายของนาง แม้จะหิวโซเพียงใด แต่ก็ยังนึกถึงนางเป็นคนแรก นางลูบหัวเล็กๆ ของเขาเบาๆ “แม่ไม่หิวหรอก เจ้ากินเถอะนะคนดี กินให้อิ่ม แล้วเจ้าจะมีแรง”

เมื่อเห็นมารดายืนกราน เว่ยเสี่ยวเป่าจึงค่อยๆ อ้าปากงับซาลาเปาคำใหญ่ ความหอมหวานของเนื้อสับและแป้งนุ่มๆ ทำให้เด็กน้อยแทบจะหลั่งน้ำตา เขาเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยที่สุดในชีวิต

ขณะที่เสิ่นหมิงจูกำลังมองภาพลูกชายกินซาลาเปาอย่างมีความสุข เสียงแหลมแสบแก้วหูของหม่าจินหลวนก็ดังลอดประตูเข้ามาจากด้านนอก

“อีตัวดี! คิดว่าขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วจะรอดรึ! คอยดูเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะให้ต้าหนิวมาพังประตู! ถึงตอนนั้น ต่อให้เจ้าคุกเข่าอ้อนวอน ข้าก็จะลากไอ้เด็กเปรตนั่นไปขายให้จงได้! บ้านหลักจะต้องมีข้าวกิน!”

เสียงด่าทอสาปแช่งยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเสิ่นหมิงจูค่อยๆ เลือนหายไป ชั่วพริบตาเดียวก็ถูกแทนที่ด้วยความเยียบเย็นและเฉียบขาด แววตาของนางทอประกายอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง...

อยากได้ข้าวสารรึ? ได้... แต่คงไม่ใช่ข้าวสารที่พวกเจ้าจะได้กินอย่างมีความสุขแน่