การแบ่งปันที่อยุติธรรม
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแตกของบานประตูไม้ซอมซ่อ ปลุกให้สรรพชีวิตในหมู่บ้านคูหลิวตื่นขึ้นจากนิทรา เสียงด่าทอสาปแช่งของหม่าจินหลวนสงบลงไปตั้งแต่เมื่อใดยามใดไม่ปรากฏ ทว่าความเยียบเย็นที่ทิ้งไว้ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
เสิ่นหมิงจูขยับกายอย่างแผ่วเบา นางไม่ได้หลับเลยแม้แต่น้อยตลอดทั้งคืน สองตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเล็กๆ ของบุตรชายผู้หลับใหลอย่างสงบในอ้อมแขน ซาลาเปาลูกนั้นช่วยต่อชีวิตให้เด็กน้อย ทั้งยังช่วยเติมพลังที่ขาดหายไปของนางให้กลับคืนมา
“ท่านแม่...” เว่ยเสี่ยวเป่าขยับตัว ละเมอเสียงแผ่ว ใบหน้ายังคงซุกซบอยู่กับอกมารดาอย่างคุ้นเคย
เสิ่นหมิงจูลูบศีรษะทุยของเขาเบาๆ ความอบอุ่นจากร่างเล็กจ้อยส่งผ่านมาย้ำเตือนถึงสิ่งเดียวที่นางต้องปกป้องไว้ด้วยชีวิต ในโลกใบใหม่ที่โหดร้ายและกันดารแห่งนี้ เว่ยเสี่ยวเป่าคือเหตุผลเดียวของการมีอยู่ของนาง
ไม่นานนัก เสียงตึงตังจากลานบ้านก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าบ้านหลักเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ตามมาด้วยเสียงตะโกนเรียกอันหยาบกระด้างของหม่าจินหลวน
“สะใภ้รอง! ยังไม่ไสหัวออกมาหุงหาอาหารอีกรึ! หรือจะรอให้ข้าไปพังประตูจริงๆ!”
เสิ่นหมิงจูประคองร่างลูกชายให้นอนลงบนเตียงแข็งๆ อย่างนุ่มนวลที่สุด นางจัดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนให้เข้าที่ แววตาที่เคยอ่อนโยนยามมองบุตร บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาราวน้ำแข็งพันปี นางผลักประตูที่ผุพังออกไปเผชิญหน้ากับความจริง
บนโต๊ะอาหารกลางลานบ้าน หม่าจินหลวนนั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ข้างกายนางคือเว่ยต้าหนิวบุตรชายคนโตผู้มีร่างกายกำยำแต่แววตาขลาดเขลา และเฉียนชุ่ยฮวา สะใภ้ใหญ่ที่กำลังแสร้งทำเป็นปรนนิบัติแม่สามีอย่างขยันขันแข็ง
กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวต้มลอยแตะจมูก ทว่าเมื่อเสิ่นหมิงจูเดินเข้าไปใกล้ นางก็พบว่าสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าหาใช่ข้าวต้มไม่
ในชามของหม่าจินหลวน เว่ยต้าหนิว และเฉียนชุ่ยฮวา คือข้าวต้มข้าวฟ่างที่พอจะมีเนื้อข้าวให้เห็นอยู่บ้าง แม้จะไม่ข้นคลั่ก แต่ก็ยังถือว่าเป็นอาหาร แต่ในชามสองใบที่เตรียมไว้สำหรับนางและเสี่ยวเป่านั้น... กลับมีเพียงน้ำข้าวใสแจ๋วที่แทบจะมองทะลุถึงก้นชามได้ มีเศษข้าวลอยอยู่เพียงไม่กี่เม็ดอย่างน่าสมเพช
นี่มันยิ่งกว่าน้ำซาวข้าวเสียอีก!
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบพาลูกแกมากินซะ แล้วจะได้รีบไปทำงาน!” หม่าจินหลวนตวาดลั่น กวาดตามองเสิ่นหมิงจูด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
เฉียนชุ่ยฮวายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความสะใจ “ท่านแม่... อย่าดุสะใภ้รองเลยเจ้าค่ะ บางทีนางอาจจะยังไม่ชินกับอาหารของบ้านเราก็ได้”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนการปลอบโยน แต่เนื้อในกลับแฝงไว้ด้วยหนามแหลมคม นี่คือการเย้ยหยันกันอย่างโจ่งแจ้งที่สุด! พวกมันฮุบเอาเสบียงของนางไปจนหมดสิ้น แล้วยังมาทำราวกับเป็นผู้มีพระคุณที่แบ่งปันอาหารให้!
เสิ่นหมิงจูไม่แม้แต่จะชายตามองนาง นางเดินกลับเข้าไปในห้อง อุ้มเว่ยเสี่ยวเป่าที่เพิ่งตื่นงัวเงียออกมา เด็กน้อยขยี้ตา มองชามน้ำข้าวใสๆ แล้วหันไปมองชามของคนอื่นๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
“ท่านแม่... ทำไมข้าวของเสี่ยวเป่าไม่เหมือนของท่านย่าเลย”
หัวใจของเสิ่นหมิงจูเจ็บแปลบ นางกดความสงสารและความโกรธเกรี้ยวลงไปในส่วนลึก นางยิ้มให้ลูกน้อย “ของพวกเขามิใช่อาหารทิพย์อันใดหรอกลูกรัก เดี๋ยวแม่จะพาเจ้าไปกินของที่อร่อยกว่านี้”
ว่าแล้วนางก็หันไปทางโต๊ะอาหาร กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เด็ดขาด “น้ำข้าวเช่นนี้ พวกท่านเก็บไว้กินกันเองเถิด ข้ากับลูกไม่ต้องการ”
“ว่ากระไรนะ!” หม่าจินหลวนทุบโต๊ะดังปัง “อีคนอกตัญญู! ข้าอุตส่าห์มีเมตตาแบ่งอาหารให้ ยังจะกล้าเรื่องมากอีกรึ! ไม่อยากกินก็อดตายไปพร้อมกับลูกของแกเลยไป!”
เสิ่นหมิงจูแค่นยิ้ม “ถูกต้อง ข้าจะพาลูกไปหาของกินเอง ดีกว่าต้องมานั่งรอรับเศษอาหารจากความ ‘เมตตา’ ของท่านแม่”
ขณะที่กล่าว นางเหลือบไปเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ลอบกลืนน้ำลาย แววตาฉายความละโมบ ก่อนจะแสร้งทำเป็นลุกไปตักน้ำ แล้วหายเข้าไปในครัวอย่างมีลับลมคมใน ชั่วครู่หนึ่ง กลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ที่หอมกว่าข้าวฟ่างในหม้อหลายเท่านักก็ลอยโชยออกมาแผ่วเบา... นางถึงกับลอบกินข้าวขาวที่ขโมยไปจากนางเพียงลำพัง! ช่างเป็นสตรีที่เห็นแก่ตัวได้เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ!
ไม่รอให้หม่าจินหลวนได้เอ่ยปากด่าทอต่อ เสิ่นหมิงจูจูงมือเว่ยเสี่ยวเป่าเดินตรงไปยังประตูบ้าน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน นางหยิบตะกร้าสานเก่าๆ ที่แขวนอยู่ข้างฝาขึ้นมาสะพายบ่า
“เจ้าจะไปไหน!” เว่ยต้าหนิวถามขึ้นอย่างโง่งม
“ขึ้นเขา” เสิ่นหมิงจูตอบสั้นๆ ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “ไปหาของป่า อย่างน้อยรากไม้และเปลือกไม้บนเขาก็ยังซื่อตรงกว่าน้ำใจของคนในบ้านนี้”
พูดจบนางก็ก้าวเท้าออกจากบ้านไปทันที ทิ้งให้หม่าจินหลวนกรีดร้องด่าทออยู่เบื้องหลังราวกับคนเสียสติ
เส้นทางขึ้นเขาทั้งแห้งแล้งและกันดาร แต่เสิ่นหมิงจูกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด อากาศที่นี่บริสุทธิ์กว่าอากาศที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังในบ้านตระกูลเว่ยเป็นไหนๆ
นางจูงมือเสี่ยวเป่าเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแน่ใจว่าลับตาคนแล้ว จึงหาที่เหมาะๆ ใต้เงาไม้ใหญ่ให้ลูกชายนั่งพัก
“เสี่ยวเป่า รอแม่ตรงนี้นะ อย่าไปไหนไกล แม่จะไปหาผลไม้ป่าอร่อยๆ มาให้” นางกำชับ พลางลูบหัวลูกชายเบาๆ
เมื่อเห็นลูกพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย จิตของเสิ่นหมิงจูพลันจมดิ่งลงในบัดดล ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมิติหอโอสถอันคุ้นเคย ด้านหนึ่งคือหอโอสถสูงตระหง่าน อีกด้านคือโกดังเสบียงขนาดมหึมา นางเพ่งสมาธิไปยังโกดังเสบียง ทันใดนั้น มันฝรั่งสองหัว ผักป่าสดๆ สองสามกำ และผลไม้ป่าสีแดงสดน่ากินก็ปรากฏขึ้นในตะกร้าสานของนางราวกับมีเวทมนตร์ นี่คือการใช้มิติครั้งแรกของนางในโลกใบนี้!
นางนำหญ้าแห้งและใบไม้มาวางปิดทับของในตะกร้าไว้อย่างแนบเนียนเพื่อตบตาคน จากนั้นจึงเริ่มสำรวจพืชพรรณรอบๆ ตัวอย่างจริงจัง ในฐานะสุดยอดแพทย์พิษวิทยาแห่งศตวรรษที่ 21 พืชพรรณธรรมดาในสายตาคนอื่นกลับกลายเป็นขุมทรัพย์ในสายตาของนาง
พลันสายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่เลื้อยพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่ ใบของมันมีลักษณะเป็นแฉกเล็กๆ ปกคลุมด้วยขนละเอียด... เถาวอลหมื่นคัน! แค่สัมผัสเพียงเล็กน้อยก็จะเกิดอาการคันคะเยออย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว
ใกล้ๆ กันนั้นยังมีต้นหญ้ารูปร่างประหลาดที่ชูช่อดอกสีม่วงเข้ม... หญ้าสลายใจ! ยางของมันมีพิษร้ายแรง หากผสมกับสมุนไพรอีกสองสามชนิด ก็จะกลายเป็นยาพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทได้อย่างเฉียบพลัน
รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนใบหน้าของเสิ่นหมิงจู นางไม่ได้คิดจะใช้มันเพื่อสังหารผู้ใด... อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ แต่มันคืออาวุธชั้นดีสำหรับการป้องกันตัวและสั่งสอนพวกเหลือบไรที่จ้องจะเอาเปรียบนางและลูก!
นางใช้กิ่งไม้ค่อยๆ เขี่ยและขุดรากถอนโคนพืชมีพิษเหล่านั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ห่อด้วยใบไม้ขนาดใหญ่หลายชั้น ก่อนจะยัดมันลงไปในส่วนลึกที่สุดของตะกร้า นี่คือการเริ่มต้นสะสมวัตถุดิบสำหรับ ‘หอโอสถ’ ของนาง
หลังจากได้ของที่ต้องการแล้ว เสิ่นหมิงจูจึงจูงมือเว่ยเสี่ยวเป่าเดินกลับลงจากเขา ในใจพลางครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไป จะต้องทำอย่างไรจึงจะนำอาหารจากมิติออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผยโดยไม่เป็นที่สงสัย และจะจัดการกับคนบ้านหลักอย่างไรดี
ทว่าเมื่อเดินมาจนเกือบจะถึงตีนเขา ร่างของนางพลันแข็งทื่อ
เงาร่างสูงใหญ่ของเว่ยต้าหนิวยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า สายตาละโมบของเขามิได้จับจ้องที่นาง... หากแต่เป็นตะกร้าในมือของนางที่บัดนี้ดูหนักอึ้งขึ้นกว่าตอนขาไปอย่างเห็นได้ชัด