สั่งสอนพี่สามี

สายลมแห้งแล้งพัดพาฝุ่นดินให้คลุ้งตลบ เว่ยต้าหนิวในอาภรณ์มอซ่อยืนทะมึนขวางทางอยู่เบื้องหน้า ดั่งขุนเขาเตี้ยๆ ที่แฝงเร้นเจตนาร้ายกาจ ดวงตาคู่เล็กหรี่ปรือจับจ้องไปยังตะกร้าในมือของเสิ่นหมิงจูด้วยความละโมบโลภมากที่มิได้ปิดบัง

“น้องสะใภ้รอง,” น้ำเสียงของเขาหยาบกระด้าง "ขึ้นเขาไปรอบนี้คงได้ของดีมาไม่น้อยกระมัง? เอามาให้พี่ใหญ่ดูสักหน่อยเป็นไร"

เสิ่นหมิงจูกระชับมือที่จูงเว่ยเสี่ยวเป่าให้แน่นขึ้นเล็กน้อย ดึงร่างเล็กผอมของบุตรชายมาหลบอยู่ด้านหลังนาง แววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดหวั่น บัดนี้กลับนิ่งสงบดุจผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น “ไม่มีสิ่งใดดอกเจ้าค่ะพี่ใหญ่ มีเพียงผักป่ากับสมุนไพรไม่กี่ชนิดเท่านั้น”

“หึ! ผักป่าอันใดจะหนักอึ้งถึงเพียงนี้!” เว่ยต้าหนิวแค่นเสียงอย่างไม่เชื่อถือ เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอับชื้นจากเสื้อผ้าโชยมาปะทะจมูก “อย่าคิดมาตบตาข้า! ของที่หามาได้จากในเขาย่อมต้องเป็นของส่วนรวมของบ้านใหญ่! ส่งมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

สิ้นคำ ร่างใหญ่โตของเขาก็พุ่งเข้ามาหมายจะกระชากตะกร้าจากมือนาง!

เสิ่นหมิงจูคาดการณ์ไว้แล้ว มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ในขณะที่เว่ยต้าหนิวเอื้อมมือมานั้น มืออีกข้างของนางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและแนบเนียน นิ้วเรียวดีดผงสีขาวขุ่นที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าให้ลอยไปในอากาศ ผงพิษละเอียดจาก ‘เถาวอลหมื่นคัน’ ที่นางแอบบดเตรียมไว้ล่วงหน้า โปรยปรายลงบนหูหิ้วของตะกร้าสานอย่างแม่นยำ

ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา!

ฝ่ามือหยาบกร้านของเว่ยต้าหนิวคว้าหมับเข้าที่หูหิ้วตะกร้าเต็มแรง เขาออกแรงกระชากด้วยหมายจะแย่งชิงมาเป็นของตน เสิ่นหมิงจูแสร้งทำเป็นต้านทานไม่อยู่ ปล่อยมือจากตะกร้าอย่างง่ายดาย

“ฮ่าๆ! ในที่สุดก็...” เว่ยต้าหนิวยังกล่าวไม่ทันจบประโยค ก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่ฝ่ามือ

ความรู้สึกคันยุบยิบแล่นปราดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับมีมดนับหมื่นตัวกำลังไต่และกัดแทะผิวหนังของเขาพร้อมๆ กัน ชายหนุ่มร่างใหญ่สะบัดมืออย่างแรงด้วยความตกใจ ปล่อยตะกร้าหล่นกระแทกพื้นจนหญ้าแห้งที่ปิดทับไว้ด้านบนกระจายออก เผยให้เห็นเพียงใบไม้และผักป่าธรรมดาไม่กี่กำ

“คัน! เหตุใดจึงคันเช่นนี้!” เว่ยต้าหนิวร้องลั่น เขาใช้มืออีกข้างเกาฝ่ามือที่คันคะเยออย่างบ้าคลั่ง แต่ยิ่งเกา ความคันก็ยิ่งทวีความรุนแรงและลุกลามจากฝ่ามือขึ้นไปทั่วทั้งแขนอย่างรวดเร็ว

ผิวหนังของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงปื้นในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ความคันทรมานบีบคั้นจนสติสัมปชัญญะแทบหลุดลอย เขาเกา! เกา! และเกาไม่หยุด! จนผิวหนังถลอกปอกเปิก แต่ก็ยังไม่สามารถบรรเทาอาการคันที่ราวกับจะแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกได้

“โอ๊ย! คัน! ข้าจะตายแล้ว!”

ในที่สุด เว่ยต้าหนิวก็ทนต่อไปไม่ไหว สายตาเหลือบไปเห็นแอ่งโคลนเล็กๆ ข้างทางที่ยังพอมีน้ำขังอยู่บ้าง ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เขากระโจนสุดตัวลงไปยังแอ่งโคลนนั้นทันที!

ตูม!

ร่างใหญ่โตม้วนตัวคลุกเคล้ากับโคลนเหนียวหนืดอย่างไม่คิดชีวิต ความเย็นของโคลนช่วยบรรเทาอาการคันลงได้เพียงเล็กน้อย แต่สภาพของเขานั้นดูไม่ต่างจากสุกรที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่ในเล้า น่าสมเพชเวทนาจนถึงขีดสุด

เสียงเอะอะโวยวายทำให้หม่าจินหลวนที่กำลังรอคอย ‘ของป่า’ อยู่ในเรือนหลักต้องรีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมาดู “ต้าหนิว! ลูกข้า! เกิดเรื่องอันใดขึ้น!”

ภาพที่นางเห็นคือบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนกำลังนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ในแอ่งโคลน เนื้อตัวมอมแมมไปทั้งร่าง ขณะที่เสิ่นหมิงจูยืนนิ่งสงบอยู่ไม่ไกล พร้อมกับบุตรชายตัวน้อยที่เกาะชายกระโปรงนางแน่น

โทสะของหญิงชราพุ่งขึ้นถึงขีดสุด!

“นังสัตว์นรก!” หม่าจินหลวนชี้หน้าด่ากราดเสิ่นหมิงจู น้ำลายฟุ้งกระจาย “เจ้าทำอันใดลูกชายข้า! เจ้าต้องลอบวางยาพิษเขาเป็นแน่! นังใจอำมหิต!”

เสิ่นหมิงจูเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองนางด้วยสายตาเรียบเฉยจนน่าขนลุก “ท่านแม่กล่าวหาข้าหรือเจ้าคะ? ไม่ทราบว่าท่านมีหลักฐานอันใด”

นางพยักพเยิดไปยังตะกร้าที่ตกอยู่บนพื้น “ข้ากับเสี่ยวเป่าเพียงไปเก็บผักป่ามาประทังชีวิต แต่พี่ใหญ่กลับกล่าวหาว่าข้าซ่อนของดีไว้ แล้วยังใช้กำลังพยายามจะแย่งชิงไป เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็คลุ้มคลั่งกระโดดลงไปในแอ่งโคลนด้วยตนเอง เหตุใดจึงมาโทษว่าเป็นความผิดของข้าเล่า?”

คำพูดของนางชัดถ้อยชัดคำและมีเหตุผลจนหม่าจินหลวนถึงกับชะงักไปชั่วขณะ

“หรือท่านแม่คิดว่าหญิงม่ายยากจนเช่นข้า จะมีปัญญาไปหา ‘ยาพิษ’ มาจากที่ใดได้?” น้ำเสียงของเสิ่นหมิงจูเย็นเยียบลงทุกขณะ “หากพี่ใหญ่ไม่คิดละโมบในของที่ไม่ใช่ของตน ไม่คิดจะแย่งอาหารจากปากเด็กน้อยวัยสามหนาว เขาจะตกอยู่ในสภาพน่าอดสูเช่นนี้ได้อย่างไร? ชาวบ้านต่างก็เห็นว่าข้าขึ้นเขาไปมือเปล่า ท่านจะให้ข้าไปนำยาพิษมาจากสรวงสวรรค์ชั้นใดกันเจ้าคะ?”

ทุกถ้อยคำของนางราวกับคมมีดที่กรีดเฉือนเข้าใส่หน้าของหม่าจินหลวนอย่างจัง!

จริงอย่างที่นางว่า... ใครๆ ก็รู้ว่าบ้านรองนั้นยากจนข้นแค้น แม้แต่ข้าวสักเม็ดยังแทบไม่มีจะกรอกหม้อ แล้วจะไปเอายาพิษร้ายแรงมาจากที่ไหนได้? การกระทำของเว่ยต้าหนิวที่ผ่านมานั้นเป็นที่รู้กันดีในหมู่บ้านว่าเกียจคร้านและชอบรังแกผู้อ่อนแอกว่า

หม่าจินหลวนอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ใบหน้าเหี่ยวย่นของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและอัปยศอดสู ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงก ชี้หน้านางสะใภ้รองที่นางเคยเหยียบย่ำได้ตามใจชอบ แต่บัดนี้กลับกล้าต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัว

เสิ่นหมิงจูไม่รอให้นางได้ตั้งตัว นางก้มลงเก็บตะกร้าขึ้นมาอย่างใจเย็น จัดแจงใบไม้ที่กระจัดกระจายให้เข้าที่ จากนั้นจึงจูงมือเว่ยเสี่ยวเป่า

ก่อนจะหมุนกายจากไป นางทิ้งสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีมองไปยังสองแม่ลูกที่คนหนึ่งกำลังเดือดดาลจนพูดไม่ออก ส่วนอีกคนกำลังครวญครางอยู่ในกองโคลน

“หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ข้าขอตัวพาลูกกลับเรือนก่อนนะเจ้าคะ”

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด กับหม่าจินหลวนที่กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อด้วยความแค้นที่ทำอันใดไม่ได้ และเสียงโหยหวนของเว่ยต้าหนิวที่ยังคงดังก้องมาจากแอ่งโคลนนั้นไม่หยุดหย่อน บรรยากาศแห่งการกดขี่ข่มเหงในบ้านตระกูลเว่ย... กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล