แยกไปอยู่เรือนซอมซ่อ
สายลมยามค่ำคืนพัดพาความเย็นยะเยือกมาพร้อมกับความเงียบงันที่น่าอึดอัด เสิ่นหมิงจูก้าวเท้ากลับเข้าสู่ห้องพักซอมซ่อของตนด้วยท่วงท่าสงบนิ่งราวผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น นางวางตะกร้าที่บรรจุสมุนไพรป่าลงบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่าอย่างแผ่วเบา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มไหววูบอยู่นอกหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่น
นางทราบดีว่านั่นคือหม่าจินหลวนและเฉียนชุ่ยฮวาที่กำลังซุ่มซ่อนอยู่ สองแม่ผัวลูกสะใภ้คงกำลังปรึกษาหารือแผนการชั่วร้ายบทใหม่อยู่เป็นแน่
ภายในเรือนใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงน้ำมัน หม่าจินหลวนนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ ความอัปยศอดสูที่ได้รับเมื่อตอนกลางวันยังคงแผดเผาอยู่ในอก เฉียนชุ่ยฮวาที่ยืนนวดบ่าให้อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราวกับจะขาดใจ
“ท่านแม่เจ้าขา... ท่านจะปล่อยให้นังตัวดีนั่นเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของบ้านตระกูลเว่ยเราต่อไปอีกหรือเจ้าคะ? ตั้งแต่มันฟื้นขึ้นมา บ้านเราก็มีแต่เรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน มันต้องเป็นตัวกาลกิณีนำพาโชคร้ายมาให้เป็นแน่!”
หม่าจินหลวนทุบโต๊ะดังปัง! “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร! ตอนนี้มันปีกกล้าขาแข็ง ชาวบ้านต่างก็เข้าข้างมัน!”
เฉียนชุ่ยฮวายิ้มเยาะที่มุมปาก “ท่านแม่... เหตุใดเราต้องเก็บตัวหายนะไว้ในบ้านด้วยเล่าเจ้าคะ? ท้ายจวนของเรายังมีกระท่อมเก่าอยู่หลังหนึ่งไม่ใช่หรือ? แม้จะผุพังไปบ้าง แต่ก็พอให้สองแม่ลูกนั่นซุกหัวนอนได้” นางโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูแม่สามี “ขับไล่มันไปอยู่ที่นั่นเสีย ให้มันอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คน ให้มันได้ลิ้มรสความลำบากยากแค้นอย่างแท้จริง อีกทั้ง... ของป่าที่มันหามาได้ก็จะไม่ได้แบ่งให้ใครอีก พวกเราจะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้ามันทุกวันด้วยเจ้าค่ะ!”
ดวงตาของหม่าจินหลวนทอประกายวาวโรจน์ขึ้นมาทันที แผนการนี้ช่างร้ายกาจและถูกใจนางยิ่งนัก! การไล่เสิ่นหมิงจูไปอยู่กระท่อมท้ายจวนไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษ แต่ยังเป็นการตัดแขนตัดขา ทำให้นางไม่สามารถเข้าถึงครัวหรือส่วนกลางของบ้านได้อีกต่อไป เป็นการบีบคั้นให้นางต้องอดตายไปเองอย่างช้าๆ
“ดี! แผนนี้ดีนัก!” หม่าจินหลวนลุกพรวดขึ้นทันที “ไป! ไปจัดการมันบัดนี้!”
บานประตูห้องของเสิ่นหมิงจูถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต หม่าจินหลวนเชิดหน้าเดินนำเข้ามา ตามด้วยเฉียนชุ่ยฮวาที่เดินตามมาพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
“สะใภ้รอง!” หม่าจินหลวนตวาดลั่น “นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้ากับลูกของเจ้าจงย้ายไปอยู่ที่กระท่อมท้ายจวนเสีย! บ้านหลักแห่งนี้ไม่ต้อนรับตัวอัปมงคลเช่นเจ้าอีกต่อไป!”
เสิ่นหมิงจูที่กำลังเช็ดหน้าเช็ดตาให้เว่ยเสี่ยวเป่าอยู่เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองอย่างราบเรียบ นางไม่แสดงท่าทีตกใจหรือโวยวายแม้แต่น้อย ในใจของนางกลับรู้สึกยินดีปรีดาเสียด้วยซ้ำ!
นี่มิใช่สิ่งที่นางปรารถนาอยู่หรอกหรือ? การได้แยกตัวออกจากคนบ้านหลักเหล่านี้ คือหนทางสู่ความอิสระ การได้ใช้มิติลับของนางอย่างสะดวกโดยไม่ต้องคอยระแวดระวังสายตาที่สอดส่องอยู่ตลอดเวลา
“เจ้าค่ะ” เสิ่นหมิงจูตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเพียงคำเดียว
ความสงบนิ่งของนางทำให้หม่าจินหลวนและเฉียนชุ่ยฮวาถึงกับชะงักไป พวกนางคาดหวังว่าจะได้เห็นเสิ่นหมิงจูคุกเข่าอ้อนวอน ร้องไห้ฟูมฟาย แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“เจ้า... เจ้าไม่คัดค้านรึ?” หม่าจินหลวนถามอย่างไม่เชื่อหู
“ท่านแม่เป็นผู้ใหญ่ในบ้าน เมื่อท่านมีคำสั่ง ข้าซึ่งเป็นสะใภ้จะกล้าขัดได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ?” เสิ่นหมิงจูกล่าวอย่างนอบน้อม แต่แววตากลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก “ข้าจะเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้”
หม่าจินหลวนรู้สึกราวกับชกเข้ากับปุยนุ่น นางสะบัดแขนเสื้ออย่างขัดใจแล้วเดินกระทืบเท้าจากไปพร้อมกับเฉียนชุ่ยฮวา ทิ้งท้ายไว้เพียงคำขู่ “ก็ดี! ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทนอยู่ในกระท่อมผีสิงนั่นได้สักกี่น้ำ!”
เสิ่นหมิงจูไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น นางหันไปมองข้าวของในห้องซึ่งมีเพียงเสื้อผ้าเก่าขาดสองสามชุดและผ้าห่มบางๆ หนึ่งผืน นางรวบมันใส่ห่อผ้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงจูงมือลูกชายตัวน้อยเดินออกจากห้องที่เคยเป็นเหมือนกรงขังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายใหม่
กระท่อมท้ายจวนนั้นซอมซ่อยิ่งกว่าที่นางคิดไว้เสียอีก มันเป็นเพียงเรือนดินเล็กๆ ที่ผนังมีรอยร้าวไปทั่ว หลังคามุงฟางมีรูโหว่จนมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนได้เป็นหย่อมๆ ภายในมีเพียงแคร่ไม้ไผ่ผุๆ หนึ่งตัวและกลิ่นอับชื้นที่บ่งบอกว่าไม่มีผู้ใดอาศัยมานานแล้ว
“ท่านแม่... ที่นี่... ที่นี่น่ากลัว” เว่ยเสี่ยวเป่ากอดขาของนางแน่น ดวงตาคู่โตเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น มองความมืดและเงาไม้อันน่าสะพรึงกลัวที่ทอดเข้ามาทางช่องโหว่ของผนัง
เสิ่นหมิงจูย่อตัวลงกอดปลอบบุตรชายอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเป่า มีแม่อยู่ที่นี่ทั้งคน จะไม่มีอะไรทำร้ายเจ้าได้”
นางลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ ก่อนจะเดินไปสำรวจรอบกระท่อม เมื่อแน่ใจแล้วว่าหม่าจินหลวนและเฉียนชุ่ยฮวาได้จากไปไกลแล้ว และไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้พอที่จะมองเห็น นางจึงหันกลับมาที่กลางห้อง
เสิ่นหมิงจูหลับตาลงชั่วครู่ ใช้สมาธิเชื่อมต่อกับมิติส่วนตัวของนาง พริบตาต่อมา เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
**“ออกมา”**
สิ้นเสียงคำสั่งในใจ บนพื้นที่ว่างเปล่ากลางกระท่อมพลันปรากฏฟูกนอนหนานุ่มสีขาวสะอาดพร้อมผ้าห่มขนแกะผืนใหญ่และหมอนสองใบขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์! มันเป็นของที่นางเตรียมไว้ในโกดังเสบียงของมิติ เป็นเครื่องนอนสมัยใหม่ที่นุ่มสบายราวกับปุยเมฆ แตกต่างจากแคร่ไม้ผุพังราวฟ้ากับเหว
เว่ยเสี่ยวเป่าเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เขามองฟูกนอนที่ปรากฏขึ้นมาราวกับเวทมนตร์สลับกับใบหน้าของมารดา
“ท่านแม่... นี่คือ...?”
“เตียงนอนวิเศษสำหรับเสี่ยวเป่าคนเก่งของแม่” เสิ่นหมิงจูกล่าวพร้อมรอยยิ้ม นางจูงมือลูกชายไปที่ฟูกนุ่ม “ลองนอนดูสิ นุ่มสบายกว่าแคร่ไม้แข็งๆ นั่นเยอะเลย”
เด็กน้อยค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนฟูก ความนุ่มหยุ่นที่รองรับร่างเล็กๆ ของเขาทำให้ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เขากลิ้งตัวไปมาบนฟูกอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะคิกคักสดใสของเขาขับไล่บรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวของกระท่อมออกไปจนหมดสิ้น
เสิ่นหมิงจูปูผ้าห่มให้ลูกชายอย่างดี เสี่ยวเป่าที่เหนื่อยและหวาดกลัวมาทั้งวันจึงผล็อยหลับไปในอ้อมกอดอันอบอุ่นของผ้าห่มขนแกะบนที่นอนแสนสบายอย่างรวดเร็ว
หลังจากลูกชายหลับใหลแล้ว ใบหน้าอ่อนโยนของเสิ่นหมิงจูก็กลับมาเรียบเฉยและเย็นชาอีกครั้ง นางมองไปยังทิศทางของบ้านหลัก แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยวและอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง
พวกมันคิดว่าการขับไล่นางมาที่นี่คือการลงโทษงั้นหรือ? ช่างโง่เขลาเสียจริง! ที่นี่ต่างหากคือสวรรค์ของนาง คือจุดเริ่มต้นของการเอาคืนอย่างสาสม!
เสิ่นหมิงจูสะบัดมือเบาๆ อีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าหาใช่เครื่องนอนไม่ หากแต่เป็นเตาเหล็กขนาดเล็กกะทัดรัด พร้อมด้วยหม้อดินเผาใบใหม่เอี่ยม และที่สำคัญที่สุด... เนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามที่ยังมีไขมันแทรกเป็นลายหินอ่อน!
กลิ่นอายแห่งการอดอยากและความแร้นแค้นของบ้านตระกูลเว่ยจะไม่มีวันย่างกรายเข้ามาในกระท่อมหลังนี้ได้อีกต่อไป! ค่ำคืนนี้... นางจะต้มหมูตุ๋นร้อนๆ ให้ตนเองและลูกชายได้กินให้อิ่มหนำสำราญ