หมูตุ๋นในยามวิกาล

ราตรีเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของกระท่อมซอมซ่อท้ายจวนตระกูลเว่ย เสิ่นหมิงจูมิได้ใส่ใจความหนาวเหน็บภายนอก นางจ้องมองเนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ที่วางอยู่บนเขียงไม้ซึ่งนางเพิ่งนำออกมาจากมิติด้วยแววตาแน่วแน่

นางลงมืออย่างคล่องแคล่วราวกับทำเช่นนี้มานับร้อยนับพันครั้ง ปลายนิ้วเรียวบรรจงหั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ ไขมันและเนื้อแดงที่สลับชั้นกันอย่างงดงามสะท้อนแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เตาเหล็กขนาดเล็กถูกจุดไฟขึ้นอย่างเงียบเชียบ เปลวไฟสีส้มเต้นระริกในความมืด ขับไล่ความเยียบเย็นและความอับชื้นออกไป

เสิ่นหมิงจูวางหม้อดินเผาใบใหม่ลงบนเตา เสียงน้ำสะอาดที่นางนำออกมาจากมิติกระทบกับก้นหม้อดังซ่าเบาๆ พริบตาต่อมา นางก็สะบัดมืออีกครั้ง ขวดเครื่องปรุงชั้นเลิศ ทั้งซีอิ๊วขาว เหล้าจีน และเครื่องเทศหอมกรุ่นนานาชนิดก็ปรากฏขึ้นในมือ

นางใส่เนื้อหมูลงไปในหม้อ ตามด้วยเครื่องปรุงต่างๆ อย่างชำนาญ ไม่นานนัก...กลิ่นหอมจรุงใจก็เริ่มลอยอวลขึ้นมา เป็นกลิ่นของเนื้อหมูที่เคี่ยวกับเครื่องเทศจนได้ที่ กลิ่นหอมหวานอันซับซ้อนที่สามารถปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยของทุกคนที่ได้กลิ่น

กลิ่นหอมนี้เองที่ปลุกเว่ยเสี่ยวเป่าซึ่งหลับใหลอยู่บนฟูกนอนวิเศษให้ตื่นขึ้น เด็กน้อยขยี้ตาปรือ สูดจมูกฟุดฟิดไปมาอย่างน่าเอ็นดู

“ท่านแม่... กลิ่นอันใดหรือขอรับ? หอมเหลือเกิน...”

เสิ่นหมิงจูหันไปยิ้มให้บุตรชาย “เสี่ยวเป่าตื่นแล้วหรือ? นอนต่ออีกสักประเดี๋ยวเถิด แม่กำลังทำของอร่อยให้เจ้าอยู่”

แต่กลิ่นหอมเช่นนี้ ไหนเลยจะทำให้เด็กน้อยข่มตาหลับต่อได้ เว่ยเสี่ยวเป่าค่อยๆ ลุกขึ้นจากฟูกนุ่ม ดวงตากลมโตของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นหม้อดินเผาที่ส่งไออุ่นและกลิ่นหอมอบอวลอยู่บนเตา

“ของอร่อยหรือขอรับ?”

“ใช่แล้ว” เสิ่นหมิงจูกล่าวขณะใช้ทัพพีคนหมูตุ๋นในหม้ออย่างเบามือ “หมูตุ๋นสำหรับเสี่ยวเป่าคนเก่งของแม่”

นางเหลือบมองบุตรชายอีกครั้งแล้วก็อดรู้สึกพึงพอใจไม่ได้ เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ภายใต้การดูแลของนาง เด็กน้อยที่เคยผอมแห้งแก้มตอบ บัดนี้เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แก้มที่เคยซูบซีดกลับมีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏขึ้น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวก็เริ่มฉายแววสดใสของเด็กในวัยเดียวกัน นี่คือผลลัพธ์ที่ทำให้นางรู้สึกว่าทุกอย่างคุ้มค่า

ไม่นานนัก เสิ่นหมิงจูก็ตักข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงสุกกำลังดีจากหม้ออีกใบที่นำออกมาจากมิติใส่ลงในชาม ตามด้วยหมูตุ๋นเนื้อนุ่มเปื่อยที่ราดน้ำขลุกขลิกสีน้ำตาลเข้ม ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนแทบทนไม่ไหว

“มาเถิด มาทานกัน” นางกวักมือเรียกบุตรชาย

เว่ยเสี่ยวเป่าปีนลงจากเตียงอย่างกระตือรือร้น เขารับชามข้าวจากมารดามาถือไว้ ดวงตาจับจ้องเนื้อหมูชิ้นอ้วนในชามอย่างไม่วางตา เด็กน้อยไม่เคยเห็นอาหารที่น่ากินเช่นนี้มาก่อนในชีวิต เขาตักหมูตุ๋นเข้าปากอย่างระมัดระวัง ความนุ่มละมุนของเนื้อหมูที่แทบจะละลายในปากทันที พร้อมกับรสชาติเค็มอมหวานกลมกล่อมของน้ำปรุงรส ทำให้ดวงตาของเด็กน้อยสว่างวาบขึ้นมาทันที

“อร่อย! อร่อยเหลือเกินขอรับท่านแม่!”

เด็กน้อยร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจสิ่งใดอีก เสิ่นหมิงจูมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน นางใช้ตะเกียบคีบเนื้อส่วนที่ดีที่สุดใส่ลงในชามของลูกชายไม่หยุด

ทว่า... ในยุคสมัยที่ผู้คนต้องแทะเปลือกไม้และขุดรากหญ้ากินเพื่อประทังชีวิต กลิ่นหอมของหมูตุ๋นและข้าวสวยร้อนๆ จะเล็ดลอดจากประสาทสัมผัสของคนขี้ตะกละไปได้อย่างไร

สายลมยามค่ำคืนได้พัดพากลิ่นหอมยั่วยวนนี้ลอยออกจากกระท่อมท้ายจวน ล่องลอยข้ามลานดินอันแห้งแล้ง ไปจนถึงเรือนหลักของตระกูลเว่ย...

ณ ห้องนอนของบ้านใหญ่ เว่ยโก่วจื่อบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเว่ยต้าหนิวกำลังนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงด้วยความหิวโหย ในท้องของเขามีเพียงข้าวต้มใสๆ ที่มีเศษผักป่าลอยอยู่ไม่กี่ชิ้น มันไม่อาจบรรเทาความว่างเปล่าในกระเพาะของเด็กชายวัยกำลังโตได้เลย

ทันใดนั้น จมูกของเขาก็ได้กลิ่น... กลิ่นหอมประหลาดที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน มันเป็นกลิ่นของเนื้อสัตว์ที่ปรุงรสอย่างดี หอมหวานชวนฝันจนทำให้ท้องของเขาร้องดังโครกครากยิ่งกว่าเดิม

เว่ยโก่วจื่อลุกพรวดขึ้นจากเตียง เขาตามกลิ่นนั้นไปราวกับถูกมนตร์สะกด เท้าเปล่าของเขาย่ำไปบนพื้นดินเย็นเฉียบ ตรงไปยังที่มาของกลิ่น...กระท่อมซอมซ่อท้ายจวน

เด็กชายย่องไปที่ข้างหน้าต่าง แอบมองผ่านรอยแตกเล็กๆ บนผนังไม้ผุพัง ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของเขาแทบถลนออกมาจากเบ้า!

ในกระท่อมที่ควรจะมืดมิดและอดอยาก กลับมีแสงไฟสลัวๆ ส่องสว่าง เผยให้เห็นนังสะใภ้รองเสิ่นหมิงจูกับเจ้าเด็กเว่ยเสี่ยวเป่ากำลังนั่งกินอาหารอย่างมีความสุข บนโต๊ะตรงหน้าพวกมันคือข้าวสวยขาวอวบเต็มชาม และที่สำคัญ... หมูตุ๋นชิ้นใหญ่สีเข้มเป็นมันวาวที่ส่งกลิ่นหอมจนเขาแทบคลั่ง!

น้ำลายสอขึ้นมาเต็มกระพุ้งแก้ม ความอิจฉาริษยาและความหิวโหยปะทุขึ้นในใจของเว่ยโก่วจื่ออย่างรุนแรง ของดีๆ เช่นนั้น เหตุใดเจ้าเด็กน่ารังเกียจเว่ยเสี่ยวเป่าจึงได้กิน? มันควรจะเป็นของเขา! ของเขาคนเดียว!

เว่ยโก่วจื่อขบกรามแน่น ดวงตาฉายแววละโมบ เขาลองขยับบานหน้าต่างไม้อย่างแผ่วเบา หวังจะหาทางเข้าไปขโมยอาหารอันโอชะนั้น แต่บานหน้าต่างเก่าแก่กลับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญและขยับได้เพียงเล็กน้อยก่อนจะติดแน่น เด็กชายชะงัก รีบหมอบตัวลงต่ำด้วยกลัวว่าคนข้างในจะได้ยิน

เขารออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จึงค่อยๆ โผล่หน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง ความคิดที่จะพังหน้าต่างเข้าไปถูกระงับไว้ชั่วคราว เขารู้ดีว่าหากส่งเสียงดังเกินไปจะต้องถูกจับได้เป็นแน่

เว่ยโก่วจื่อกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ชามหมูตุ๋นในมือของเว่ยเสี่ยวเป่าไม่วางตา ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในสมอง... คืนนี้อาจจะยังไม่เหมาะ แต่เขาจะต้องหาทางเข้าไปแย่งมันมาให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม! หมูตุ๋นชามนั้น... จะต้องเป็นของข้า