เด็กเปรตต้องเจอดี
ค่ำคืนที่เหน็บหนาว แสงจันทร์ส่องลอดกิ่งไม้แห้งกรังลงมายังพื้นดินเย็นเยียบ ความเงียบสงัดถูกทำลายโดยเสียงฝีเท้าย่ำเบาๆ ของเด็กชายผู้หนึ่ง เว่ยโก่วจื่ออดทนรอจนแน่ใจว่าคนในเรือนหลักหลับสนิทกันหมดแล้ว จึงย่องกลับมาที่กระท่อมท้ายจวนอีกครั้ง
ครานี้เขาไม่ผลีผลามไปที่หน้าต่าง แต่กลับเดินวนไปด้านหลัง ที่ซึ่งแผ่นไม้กระดานผนังผุพังจนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดพอให้เด็กอายุแปดหนาวลอดตัวเข้าไปได้ เขาสำรวจอย่างระมัดระวัง เมื่อไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ จึงค่อยๆ สอดตัวผ่านช่องนั้นเข้าไปอย่างแผ่วเบาราวกับอสรพิษร้าย
กลิ่นหอมของหมูตุ๋นยังคงอบอวลอยู่ภายในกระท่อม มันเข้มข้นและยั่วยวนยิ่งกว่าตอนที่ได้กลิ่นจากภายนอกเสียอีก เว่ยโก่วจื่อกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ดวงตาละโมบกวาดมองไปรอบๆ
ใต้แสงตะเกียงริบหรี่ เขาเห็นเว่ยเสี่ยวเป่านั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ มือเล็กป้อมประคองชามกระเบื้องใบเล็กไว้อย่างหวงแหน ในชามนั้นมีหมูตุ๋นชิ้นสุดท้ายเหลืออยู่! แม้จะเป็นเพียงชิ้นเล็กๆ แต่ในสายตาของเว่ยโก่วจื่อ มันคือของล้ำค่าที่เขาต้องได้ครอบครอง
ความหิวและความอิจฉาริษยาทำให้สติของเด็กชายขาดสะบั้น เขาไม่สนใจอีกต่อไปว่านังสะใภ้รองจะอยู่หรือไม่ สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือหมูชิ้นนั้น!
“เอามาให้ข้า!” เว่ยโก่วจื่อตะคอกเสียงต่ำพร้อมกับพุ่งปราดเข้าไปหาเว่ยเสี่ยวเป่าราวกับหมาป่าหิวโซ
เว่ยเสี่ยวเป่าสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างอย่างหวาดหวั่น เขากอดชามหมูตุ๋นไว้แน่น ส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่...นี่ท่านแม่ให้ข้า”
“ข้าบอกให้เอามา!” เว่ยโก่วจื่อไม่ฟังเสียง เขายื่นมือสกปรกพยายามจะกระชากชามไปจากมือน้องชาย แต่เว่ยเสี่ยวเป่าแม้จะตัวเล็กกว่าและขี้กลัว กลับกอดชามไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ฉับพลันนั้น! เงาร่างหนึ่งก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนน่าพรั่นพรึง
เสิ่นหมิงจูที่กำลังเก็บถ้วยชามอยู่มุมห้อง หันขวับมาทันทีที่ได้ยินเสียงบุตรชาย นางไม่ได้ตกใจ แต่ดวงตาหงส์กลับทอประกายเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี นางก้าวเพียงสองก้าวก็มาถึงตัวเว่ยโก่วจื่อ คว้าหมับเข้าที่ต้นคอของเด็กเปรตอย่างแม่นยำและรุนแรง!
“โอ๊ย!” เว่ยโก่วจื่อร้องเสียงหลง พลังมหาศาลบีบเข้าที่ต้นคอจนเขาแทบหายใจไม่ออก เรี่ยวแรงที่จะแย่งชามพลันหายวับไปในบัดดล
เสิ่นหมิงจูไม่ได้กล่าววาจาใด นางออกแรงเพียงน้อยนิดก็หิ้วร่างของเว่ยโก่วจื่อลอยขึ้นจากพื้นราวกับหิ้วลูกไก่ตัวหนึ่ง เด็กชายดิ้นรนขัดขืน แต่ก็ไม่อาจสลัดหลุดจากกรงเล็บเหล็กของนางได้
นางลากเขาไปยังประตูที่เปิดแง้มไว้ แล้วโยนร่างนั้นออกไปนอกกระท่อมอย่างไม่ไยดี!
ตุ้บ!
ร่างของเว่ยโก่วจื่อกระแทกพื้นดินแข็งๆ จนจุกไปทั้งตัว เด็กชายที่เคยถูกตามใจมาทั้งชีวิตไม่เคยถูกผู้ใดกระทำรุนแรงถึงเพียงนี้ เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่ยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาทั้งเจ็บปวดและไม่เชื่อสายตา
เสิ่นหมิงจูยืนสงบนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู แสงจันทร์อาบร่างของนาง ทำให้เกิดเงาทอดยาวน่าเกรงขาม น้ำเสียงของนางเยียบเย็นราวกับใบมีดที่เพิ่งชักออกจากฝัก “กระท่อมนี้คือบ้านของข้ากับลูก หากเจ้ากล้าปีนเข้ามาอีกครั้ง... ข้าจะตัดมือของเจ้าทิ้งเสีย”
นัยน์ตาของนางปราศจากแววล้อเล่น มันคือคำขู่ที่พร้อมจะกลายเป็นความจริงได้ทุกเมื่อ เว่ยโก่วจื่อตัวสั่นเทาด้วยความกลัวและความเจ็บใจ เขาระเบิดเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดเสียง “ฮือ... ท่านแม่! นังสะใภ้รองมันตีข้า! มันจะฆ่าข้า!”
เด็กชายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแล้ววิ่งเตลิดกลับไปยังเรือนหลักอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องไห้จ้าที่ดังสะท้อนไปทั่วทั้งจวนอันเงียบสงัด
เสิ่นหมิงจูปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา นางหันกลับมาหาบุตรชายที่ยังคงนั่งตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ นางย่อตัวลงลูบศีรษะเล็กๆ อย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเป่า มีแม่อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้”
เว่ยเสี่ยวเป่าพยักหน้าช้าๆ ขอบตาแดงก่ำ แต่ในใจกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดเมื่ออยู่กับท่านแม่
ไม่ถึงหนึ่งเค่อต่อมา เสียงตึงตังและเสียงด่าทอสาปแช่งก็ดังขึ้นที่หน้ากระท่อม
“นังสารเลวเสิ่นหมิงจู! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำร้ายลูกชายข้า! ออกมาให้ข้าตบสั่งสอนเสียดีๆ!”
เสียงแหลมสูงของเฉียนชุ่ยฮวาดังขึ้นราวกับเสียงนกแสก เป็นไปตามที่เสิ่นหมิงจูคาดไว้ไม่มีผิด นางแสยะยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา คิดจะมาหาเรื่องข้างั้นรึ? ก็ดี! จะได้สะสางบัญชีแค้นกันให้สิ้นสุดเสียที!
แทนที่จะเปิดประตูออกไปโต้เถียง เสิ่นหมิงจูกลับหันไปที่หีบไม้เก่าๆ ของนางอย่างใจเย็น นางเปิดมันออก มือเรียวหยิบเอาบางสิ่งออกมาจากกองเสื้อผ้าเก่าๆ ที่นางใช้บังตาไว้ แท้จริงแล้ว ของสิ่งนี้เพิ่งถูกนำออกมาจากมิติลับของนางเมื่อครู่นี้เอง
มันคือมีดแล่เนื้อเล่มหนึ่งที่นางพกติดตัวมาจากโลกก่อน คมมีดส่องประกายวาววับเยียบเย็นภายใต้แสงตะเกียง มันเป็นมีดคุณภาพดีที่ถูกลับคมกริบ แตกต่างจากมีดทำครัวทื่อๆ ของตระกูลเว่ยราวฟ้ากับเหว
“นังแพศยา! ไม่ออกมาใช่หรือไม่! ได้! ข้าจะพังประตูเข้าไปลากคอเจ้าเอง!” เฉียนชุ่ยฮวายังคงกรีดร้องไม่หยุด พร้อมกับเสียงทุบประตูที่ดังโครมคราม
เสิ่นหมิงจูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว นางไม่จำเป็นต้องอดทนกับคนพวกนี้อีกต่อไป
ปัง!
ประตูถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจากด้านใน!
เฉียนชุ่ยฮวาที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่ ชะงักกึกจนแทบหัวคะมำ นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้นางตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
เสิ่นหมิงจูยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา ในมือกำมีดแล่เนื้อเล่มงามที่ส่องประกายวาวโรจน์ คมมีดสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายสีเงินน่าหวาดเสียว บ่งบอกถึงความคมกริบที่สามารถตัดผ่านเนื้อหนังได้อย่างง่ายดาย
“เจ้า...เจ้าจะทำอะไร!” เฉียนชุ่ยฮวาเสียงสั่น นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตรายถึงชีวิต
“ข้าเคยเตือนแล้วมิใช่หรือ ว่าอย่ามายุ่งกับข้าและลูก” เสิ่นหมิงจูกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยไอสังหารที่ทำให้อากาศโดยรอบเย็นเยียบลงถนัดตา “ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่เคยจำ”
พูดจบนางก็ก้าวออกมาจากกระท่อมช้าๆ แต่ละย่างก้าวหนักแน่นและมั่นคง ปลายมีดในมือชี้ตรงไปยังร่างของเฉียนชุ่ยฮวา
“กรี๊ดดด! นังบ้า! เจ้ามันบ้าไปแล้ว!” เฉียนชุ่ยฮวาสติแตก นางไม่เคยเห็นเสิ่นหมิงจูในสภาพนี้มาก่อน นังสะใภ้รองที่เคยแต่ก้มหน้ายอมให้นางทุบตีด่าทอ บัดนี้กลับกลายเป็นพญามารที่ถือมีดจ้องจะเอาชีวิตนาง!
ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจจนหมดสิ้น เฉียนชุ่ยฮวาหมุนตัวแล้วออกวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต!
“ช่วยด้วย! นังสะใภ้รองมันจะฆ่าข้า!”
เสิ่นหมิงจูไม่ได้วิ่งตามไปจนถึงเรือนหลัก นางเพียงไล่ตามไปจนถึงสุดเขตแดนของกระท่อม ก่อนจะหยุดยืนนิ่ง มองร่างอ้วนกลมที่วิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานกลับไปยังเรือนใหญ่อย่างน่าสมเพช
นางยกมีดในมือขึ้นชี้ตามหลังไป เป็นการประกาศกร้าวอย่างชัดเจนว่านี่คือเส้นแบ่งเขตแดนที่ห้ามล่วงล้ำ ความขัดแย้งระหว่างนางกับสะใภ้ใหญ่ได้เดินทางมาถึงจุดที่ไม่สามารถหวนคืนได้อีกต่อไปแล้ว
เสียงกรีดร้องของเฉียนชุ่ยฮวายังคงดังโหยหวน สร้างความแตกตื่นให้กับคนในจวนและเพื่อนบ้านที่เริ่มลืมตาตื่น แต่เสิ่นหมิงจูกลับไม่สนใจ นางหันหลังกลับเข้ากระท่อมอย่างสงบ ปิดประตูลงกลอน ทิ้งไว้เพียงความหนาวเหน็บและความอาฆาตแค้นที่คุกรุ่นอยู่ในอากาศ รอวันที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม...