แผนร้ายยามวิกาล

ภายใต้แสงจันทร์ซีดเซียว ร่างอ้วนกลมของเฉียนชุ่ยฮวาวิ่งล้มลุกคลุกคลานกลับมาถึงเรือนหลักด้วยสภาพน่าอนาถ นางพิงเสาเรือนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ภาพของเสิ่นหมิงจูที่ถือมีดทำครัวเล่มคมกริบไล่ตามนางมายังคงติดตา ไอสังหารเย็นเยียบจากนังสะใภ้รองผู้นั้นทำให้นางขนลุกชูชันไปทั้งร่าง

“นังสารเลว! นังแพศยา!” เฉียนชุ่ยฮวาขบกรามแน่น ความอัปยศอดสูและความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่แผดเผาในอก นางผู้ซึ่งเป็นถึงสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเว่ย กลับต้องมาวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนจากนังสะใภ้รองที่เคยเป็นเพียงมดปลวกให้เหยียบย่ำ!

ความแค้นนี้หากไม่ชำระ นางคงไม่อาจข่มตาหลับลงได้!

เมื่อความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในใจ แววตาของเฉียนชุ่ยฮวาก็ทอประกายอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง นางนึกถึงพ่อค้าทาสคนเดิมที่เคยติดต่อไว้ แม้ครั้งก่อนจะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ครั้งนี้นางจะทำให้มันสำเร็จให้จงได้!

รอจนเสียงครืนครานในจวนสงบลง ผู้คนต่างแยกย้ายกลับเข้าเรือนของตน เฉียนชุ่ยฮวาก็ย่องออกจากเรือนอย่างเงียบเชียบที่สุด นางใช้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าอ้วนฉุของตนไว้ ก่อนจะลัดเลาะไปตามมุมมืดของตรอกซอกซอย มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นที่พักของเหล่าพ่อค้าพเนจร

ไม่นานนัก นางก็ได้พบกับชายร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าบากที่เคยเจรจากันไว้ พ่อค้าทาสผู้นั้นกำลังนั่งซดสุราด้วยท่าทางหงุดหงิด เมื่อเห็นเฉียนชุ่ยฮวาเดินเข้ามาหา ดวงตาของเขาก็หรี่ลงอย่างไม่เป็นมิตร

“เจ้ายังมีหน้ามาหาข้าอีกรึ? ครั้งก่อนทำข้าเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา!”

“เถ้าแก่โปรดใจเย็นก่อน” เฉียนชุ่ยฮวารีบเอ่ยเสียงประจบประแจง นางล้วงเอาปิ่นปักผมเงินชิ้นสุดท้ายที่พอจะมีค่าออกมาจากมวยผม ยื่นให้พ่อค้าทาสอย่างนอบน้อม “ครั้งนี้ข้ามีแผนที่ดีกว่าเดิมมารับประกันความสำเร็จ”

พ่อค้าทาสชำเลืองมองปิ่นเงินในมือนางอย่างดูแคลน แต่ก็ยอมเก็บมันไว้ “ว่ามา”

“คืนนี้ยามไฮ่ (亥時: 21.00-22.59 น.) ข้าจะแง้มประตูหลังจวนไว้ให้ พวกท่านเพียงเข้าไปที่กระท่อมซอมซ่อท้ายจวน จัดการนังแม่มันแล้วจับตัวเด็กออกมาก็สิ้นเรื่อง” เฉียนชุ่ยฮวาอธิบายแผนการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ครั้งนี้นังแม่มันอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครช่วยมันได้แน่นอน!”

พ่อค้าทาสแค่นเสียงหยัน “แล้วข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร?”

“เพราะข้าเกลียดมันเข้ากระดูกดำ!” เฉียนชุ่ยฮวาประกาศกร้าว “ข้าต้องการให้มันเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น! ขอเพียงท่านจับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมันไปได้ ข้าวสารครึ่งกระสอบนั้นข้าไม่ต้องการแม้แต่เมล็ดเดียว!”

แววตาอาฆาตมาดร้ายของนางทำให้พ่อค้าทาสพยักหน้าอย่างพึงพอใจ คนที่ขับเคลื่อนด้วยความแค้นย่อมไว้ใจได้มากกว่าคนที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ “ตกลงตามนี้ คืนนี้ยามไฮ่ ข้าจะพาลูกน้องไปสองคน รออยู่ที่ประตูหลังจวน”

เมื่อทำข้อตกลงสำเร็จ เฉียนชุ่ยฮวาก็รีบเร้นกายกลับจวนด้วยหัวใจที่พองโต คืนนี้จะเป็นคืนแห่งการชำระแค้นของนาง! นังเสิ่นหมิงจู...เตรียมตัวรับความวิบัติได้เลย!

...

ช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น เสิ่นหมิงจูไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์เมื่อเช้า นางรู้ดีว่าคนอย่างเฉียนชุ่ยฮวาย่อมไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ขณะที่นางกำลังเก็บสมุนไพรแห้งที่ตากไว้บริเวณรอบกระท่อม สายตาของนางก็พลันสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ

บนพื้นดินที่แห้งผาก มีรอยเท้าหลายคู่ปะปนกันอยู่ รอยเท้าเหล่านั้นไม่ใช่ของนางหรือของเสี่ยวเป่า และยิ่งไม่ใช่ของคนบ้านหลักที่นางคุ้นเคย ลักษณะของมันเป็นรอยรองเท้าผ้าพื้นหนาของบุรุษฉกรรจ์ ทั้งยังทิ้งร่องรอยการเดินด้อมๆ มองๆ อยู่รอบกระท่อมราวกับกำลังสำรวจหาช่องทาง

เสิ่นหมิงจูยืนนิ่ง ขมวดคิ้วครุ่นคิด สัญชาตญาณอันตรายร้องเตือนขึ้นมาทันที มีคนแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้...และเป้าหมายของมันย่อมหนีไม่พ้นกระท่อมของนางกับลูกเป็นแน่

นางกลับเข้ากระท่อม ตรวจดูเสี่ยวเป่าที่กำลังหลับกลางวันอย่างสงบอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้าเล็กๆ ที่เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นนั้นคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตนาง ใครก็ตามที่คิดจะมาพรากลูกไปจากนาง มันผู้นั้นต้องข้ามศพนางไปก่อน!

“คิดจะเล่นสกปรกกับข้างั้นรึ เฉียนชุ่ยฮวา...ได้!”

เสิ่นหมิงจูกล่าวเสียงเย็น นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่รอให้ภัยมาถึงตัวอีกต่อไป ในเมื่อศัตรูคิดจะลงมือก่อน นางก็จะเตรียมการต้อนรับพวกมันอย่างสาสม!

นางหลับตาลง ส่งจิตเข้าสู่ **【มิติหอโอสถและโกดังเสบียง】** ทันที ทิวทัศน์รอบกายเปลี่ยนจากกระท่อมโทรมๆ เป็นหอโอสถโบราณสูงตระหง่าน นางไม่เสียเวลาชื่นชมสมุนไพรล้ำค่านับพันชนิด แต่กลับมุ่งตรงไปยังห้องปรุงยาที่อยู่ชั้นในสุด ซึ่งมีอุปกรณ์ทันสมัยซ่อนอยู่

นางเปิดตู้เก็บวัตถุดิบ หยิบสมุนไพรพิษสองสามชนิดที่มีสรรพคุณแตกต่างกันออกมา ทั้ง ‘บุปผาอสรพิษ’ ที่ทำให้กล้ามเนื้อชาด้าน และ ‘รากสลายกำลัง’ ที่ส่งผลต่อเส้นเอ็นโดยตรง นางนำมันเข้าเครื่องสกัดเข้มข้น ก่อนจะนำผงที่ได้มาผสมกับผงแป้งสีขาวในอัตราส่วนที่แม่นยำ

เพียงชั่วพริบตา ‘ผงพิษอัมพาตไร้ลักษณ์’ ก็เสร็จสมบูรณ์ พิษชนิดนี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เมื่อสูดดมเข้าไปในปริมาณเล็กน้อย จะออกฤทธิ์อย่างเชื่องช้า ทำให้ร่างกายท่อนล่างค่อยๆ ชาและหมดความรู้สึกไปในที่สุด แต่จะไม่ถึงแก่ชีวิต เป็นพิษที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจับเป็น!

เสิ่นหมิงจูนำผงพิษที่ปรุงเสร็จกลับออกมาจากมิติ นางมองผงสีขาวในถุงกระดาษด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะเริ่มลงมือวางกับดักอย่างระมัดระวัง

นางโรยผงพิษบางๆ ไว้ที่พื้นดินบริเวณธรณีประตูทางเข้าหลัก จากนั้นก็นำไปโรยไว้ใต้ขอบหน้าต่างที่ผุพัง ทุกจุดที่คาดว่าผู้บุกรุกจะย่างเท้าเข้ามาล้วนถูกเคลือบไว้ด้วยม่านพิษที่มองไม่เห็น นางจัดฉากทุกอย่างให้ดูเป็นปกติที่สุด ก่อนจะนำเศษฟางแห้งมาโปรยทับร่องรอยไว้อย่างแนบเนียน

เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าภายนอกก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ความมืดมิดแห่งรัตติกาลค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ

เสิ่นหมิงจูกลับเข้ามาในกระท่อม ลูบศีรษะของเสี่ยวเป่าที่ยังคงหลับสนิทอย่างแผ่วเบา นางหยิบมีดทำครัวเล่มเดิมที่ใช้ข่มขู่เฉียนชุ่ยฮวาเมื่อเช้าออกมาวางไว้ข้างหมอน ก่อนจะนั่งลงข้างเตียงอย่างสงบ รอคอยการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญด้วยจิตใจที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง

เวลาล่วงเลยสู่ยามไฮ่...

เสียงเห่าหอนของสุนัขจรจัดดังแว่วมาแต่ไกล เงาร่างตะคุ่มสามสายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเงียบกริบภายใต้ความมืด พวกมันลัดเลาะมาจนถึงประตูหลังของจวนตระกูลเว่ย ซึ่งถูกแง้มเอาไว้ตามที่เฉียนชุ่ยฮวาบอกจริงๆ

“หึ...ดูเหมือนนังอ้วนั่นจะไม่ได้โกหก” พ่อค้าทาสแสยะยิ้มชั่วร้าย เขาส่งสัญญาณให้ลูกน้องอีกสองคนตามเข้ามา

“เถ้าแก่ กระท่อมหลังนั้นใช่หรือไม่?” ลูกน้องคนหนึ่งชี้ไปยังกระท่อมโทรมๆ ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายจวน

“ใช่แล้ว เป้าหมายคือเด็กน้อยในนั้น ส่วนนังแม่มัน...ถ้าขัดขืนก็จัดการซะ แต่อย่าให้ถึงตาย เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่” พ่อค้าทาสสั่งการเสียงต่ำ

ทั้งสามย่องเข้าไปใกล้กระท่อมราวกับหมาป่าที่กำลังล้อมจับลูกแกะ พวกมันเดินวนรอบหนึ่งเพื่อสำรวจ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้ที่ปิดสนิท

หนึ่งในลูกน้องใช้มีดสั้นงัดแงะสลักประตูอย่างชำนาญ

*แกร๊ก...*

เสียงสลักไม้ถูกปลดออกดังขึ้นเบาๆ ในความเงียบสงัด พ่อค้าทาสพยักหน้าให้ลูกน้องถีบประตูพังเข้าไป แต่ลูกน้องคนนั้นกลับส่ายหน้าแล้วค่อยๆ ผลักประตูให้เปิดออกอย่างแผ่วเบาที่สุด เพื่อไม่ให้คนข้างในตื่นตกใจ

บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าแง้มเปิดออก เผยให้เห็นความมืดมิดภายในกระท่อม มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาเป็นลำบางๆ เผยให้เห็นร่างของเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่บนเตียง

รอยยิ้มกระหยิ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหล่าผู้บุกรุก งานนี้ช่างง่ายดายเสียจริง!

ชายคนแรกก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปข้างในอย่างเงียบกริบ ตามด้วยคนที่สอง และพ่อค้าทาสเป็นคนสุดท้าย

ทว่า...ในวินาทีที่เท้าของชายคนแรกสัมผัสกับพื้นดินภายในกระท่อมนั้นเอง