แฉความชั่วสะใภ้ใหญ่
แสงอรุณแรกจับขอบฟ้า ปัดเป่าความมืดมิดยามราตรีจนสิ้น ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีน้ำหมึกเป็นสีเทาหม่น อากาศยามเช้าในยุคภัยแล้งนั้นหนาวเหน็บจนเสียดกระดูก
เสิ่นหมิงจูยืนสงบนิ่งอยู่หน้ากระท่อมท้ายจวน ร่างของนางตั้งตรงราวทวนเล่มหนึ่ง แววตาคมปลาบปราศจากความลังเล เมื่อคืนนางมิได้หลับใหลแม้เพียงนิด แต่กลับมิได้รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ถูกปลุกเร้าทำให้จิตใจของนางตื่นตัวและเฉียบคมถึงขีดสุด
นางเหลือบมองร่างของพ่อค้าทาสที่นอนสลบไสลไม่ต่างจากซากไม้ รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก "ของขวัญ...ต้องส่งให้ถึงมือผู้รับด้วยตนเอง"
เสิ่นหมิงจูพลิกฝ่ามือ จิตของนางจมดิ่งสู่มิติลับในบัดดล ในหอโอสถอันทันสมัย นางมิได้หยิบโอสถหรือสมุนไพรใดๆ หากแต่เดินตรงไปยังส่วนของโกดังที่เก็บอุปกรณ์จิปาถะ นางคว้าเชือกไนลอนที่เหนียวและทนทานที่สุดออกมาเส้นหนึ่ง สิ่งของที่ไม่มีทางปรากฏในยุคสมัยนี้
นางกลับสู่โลกภายนอกในชั่วพริบตา ก่อนจะใช้เชือกมัดข้อเท้าของพ่อค้าทาสอย่างแน่นหนา ปลายเชือกอีกด้านถูกพันรอบแขนของนางเพื่อให้ง่ายต่อการออกแรง
"ได้เวลาไปพบเจ้านายของเจ้าแล้ว" นางกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเริ่มออกแรงลาก
ร่างของชายฉกรรจ์ที่บัดนี้ไม่ต่างจากถุงทรายถูกลากครืดไปตามพื้นดินที่แห้งแตกระแหง ฝุ่นดินสีเหลืองคลุ้งตลบตามทางที่นางเดินผ่าน เสียงครืดคราดดังเสียดแทงประสาทในความเงียบสงัดยามเช้าตรู่ ปลายทางของนางคือประตูใหญ่ของเรือนหลักตระกูลเว่ย!
ตึง! ตึง! ตึง!
เสิ่นหมิงจูไม่ได้ใช้มือเคาะประตู หากแต่ใช้เท้าถีบเข้าที่บานประตูไม้อย่างแรงสามครั้งซ้อน เสียงดังสนั่นปลุกให้บ้านตระกูลเว่ยและเพื่อนบ้านที่อยู่รายล้อมตื่นขึ้นจากนิทรา
"เปิดประตู! คนบ้านใหญ่ตระกูลเว่ย! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
สุรเสียงของนางดังกังวานราวกับเสียงระฆัง ยะเยือกและทรงพลังจนผู้ที่ได้ยินต้องสะท้าน นางตะโกนซ้ำๆ พร้อมกับถีบประตูเป็นระยะๆ ไม่นานนัก หน้าต่างของบ้านข้างเคียงก็เริ่มแง้มออกทีละบานสองบาน ชาวบ้านที่ตื่นเพราะเสียงโวยวายต่างชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความสงสัย
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นแต่เช้า?"
"นั่น...นั่นสะใภ้รองบ้านเว่ยมินใช่หรือ? นางลากผู้ใดมาด้วย?"
ในที่สุด ประตูเรือนหลักก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ใบหน้าที่บูดบึ้งของหม่าจินหลวนปรากฏขึ้น นางกำลังจะอ้าปากด่าทอ แต่เมื่อเห็นร่างที่นอนกองอยู่บนพื้นและสายตาชาวบ้านที่จับจ้องมา นางก็ชะงักคำพูดทั้งหมดลงคอ
"สะใภ้รอง! เจ้า...เจ้ากำลังทำบ้าอะไร! แต่เช้าตรู่ก็สร้างเรื่องอัปยศให้ตระกูล!"
เสิ่นหมิงจูแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เรื่องอัปยศรึ? ท่านแม่สามี ข้าเกรงว่าเรื่องอัปยศที่แท้จริงยังซ่อนอยู่ในเรือนของท่านต่างหาก!"
นางไม่รอให้หม่าจินหลวนได้โต้ตอบ หันหน้าไปทางชาวบ้านที่เริ่มออกมายืนมุงดูอยู่ห่างๆ แล้วประกาศด้วยเสียงอันดังฟังชัด!
"พี่ป้าน้าอาทุกท่าน! ข้าเสิ่นหมิงจู สะใภ้รองตระกูลเว่ย ขอให้ทุกท่านช่วยเป็นพยาน!" นางชี้ไปยังร่างของพ่อค้าทาสที่นอนแน่นิ่ง "ชายผู้นี้คือพ่อค้าทาส! เมื่อคืนมันกับพวกบุกเข้ามาในกระท่อมของข้า หมายจะจับตัวเสี่ยวเป่า ลูกชายวัยสามหนาวของข้าไปขาย!"
"อะไรนะ!"
"สวรรค์! ช่างใจอำมหิตนัก!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้าน ทุกสายตาจ้องมองมายังเหตุการณ์ด้วยความตื่นตระหนก การซื้อขายมนุษย์เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ แต่การลักขโมยเด็กไปขายนั้นเลวร้ายยิ่งกว่า!
"แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น!" เสิ่นหมิงจูตวัดสายตาเย็นเยียบไปยังเฉียนชุ่ยฮวาที่เพิ่งเดินหน้าตื่นออกมาสมทบ "คือคนที่ชักนำโจรชั่วเข้ามาในบ้าน! คนที่แง้มประตูหลังไว้ให้พวกมัน! ก็คือคนในตระกูลเว่ยของเราเอง!"
ใบหน้าของเฉียนชุ่ยฮวาซีดเผือดเป็นกระดาษในทันที นางส่ายหน้าระรัว เหงื่อกาฬแตกพลั่ก "เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกันนะ!"
"ใส่ร้ายรึ?" เสิ่นหมิงจูยิ้มเย้ย "พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านคงจำชายผู้นี้ได้กระมัง? เขาอุตส่าห์รับสารภาพด้วยตนเองว่าท่านเป็นผู้ว่าจ้างให้เขามาจับหลานชายแท้ๆ ของตนเองไปขาย เพื่อแลกกับข้าวสารเพียงครึ่งกระสอบ! จิตใจของท่านช่างประเสริฐนัก!"
ทุกคำพูดของเสิ่นหมิงจูดุจดั่งคมมีดที่กรีดเฉือนใบหน้าของคนบ้านหลักจนสิ้นลาย! ชาวบ้านที่มุงดูต่างเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
"ขายหลานตัวเอง? ตระกูลเว่ยทำเรื่องแบบนี้ได้ลงคอเชียวรึ?"
"น่าละอายสิ้นดี! นี่มันไม่ใช่คนแล้ว!"
"สะใภ้ใหญ่ผู้นั้นดูร้ายกาจมาแต่ไหนแต่ไร ที่แท้ก็จิตใจต่ำช้าถึงเพียงนี้!"
หม่าจินหลวนยืนตัวสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความอัปยศอดสู! ชื่อเสียงของตระกูลเว่ยที่นางพยายามรักษามาทั้งชีวิต บัดนี้ถูกบุตรสะใภ้ทั้งสองหยามเกียรติจนป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าธารกำนัล! นางจ้องมองใบหน้าที่ซีดขาวของเฉียนชุ่ยฮวาด้วยแววตาที่แทบจะลุกเป็นไฟ
"เจ้า...เจ้าตัวดี!" หม่าจินหลวนคำรามลั่น
เพียะ!
ฝ่ามือเหี่ยวย่นของหม่าจินหลวนฟาดกระทบใบหน้าของเฉียนชุ่ยฮวาอย่างเต็มแรง! เสียงดังสนั่นจนชาวบ้านที่มุงดูอยู่ยังต้องสะดุ้ง เฉียนชุ่ยฮวาเซถลา ใบหน้าปรากฏรอยนิ้วมือทั้งห้าเด่นชัด นางมองแม่สามีด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวด
"เจ้าสารเลว! นำพาความวิบัติมาสู่ตระกูล!" หม่าจินหลวนกรีดเสียงแหลม "ข้าจะลงโทษเจ้าอย่างหนัก! ลากตัวมันเข้าไป!"
บ่าวไพร่สองคนรีบเข้ามาลากตัวเฉียนชุ่ยฮวาที่กำลังร้องห่มร้องไห้กลับเข้าไปในเรือน หม่าจินหลวนหันมาจ้องเสิ่นหมิงจูเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะตวาดใส่ชาวบ้าน
"ไม่มีอะไรให้ดูแล้ว! กลับไปให้หมด!"
นางสั่งให้คนลากร่างของพ่อค้าทาสที่ยังไม่ได้สติเข้าไปในจวน ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าทุกคนดังปัง! ทิ้งไว้เพียงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ยังคงไม่จางหายไปจากหน้าประตู
เสิ่นหมิงจูยืนมองประตูที่ปิดสนิทด้วยแววตาเรียบเฉย นางบรรลุเป้าหมายของตนแล้ว ชื่อเสียงของตระกูลเว่ยในหมู่บ้านคูหลิวได้พังทลายลงในวันนี้ ส่วนเฉียนชุ่ยฮวา...บทบาทสะใภ้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจของนางได้จบสิ้นลงแล้วเช่นกัน
นางหันหลังกลับ เดินตรงไปยังกระท่อมท้ายจวนของตนอย่างสง่างาม ไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านที่มองตามแม้แต่น้อย
ภายในเรือนหลัก เสียงกรีดร้องและทุบตีของเฉียนชุ่ยฮวาดังระงมออกมาเป็นระยะ แต่ไม่นานก็เงียบหายไป เหลือเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด วันนี้ ไม่มีผู้ใดในบ้านหลักกล้าก้าวเท้าออกจากจวนไปเผชิญหน้ากับสายตาดูแคลนของชาวบ้านอีกเลย
ณ กระท่อมท้ายจวน เสิ่นหมิงจูกำลังต้มโจ๊กข้าวฟ่างหอมกรุ่นให้บุตรชายตัวน้อย ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เริ่มสว่างไสว นางเหลือบมองไปยังเรือนหลักที่เงียบสงัดราวป่าช้า มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย...นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น สงครามที่แท้จริงระหว่างนางกับคนบ้านหลัก...เพิ่งจะเปิดฉากขึ้น