ตอนที่ 1
***บทที่ 1: ตื่นขึ้นในกระท่อมร้างและผู้บุกรุก***
ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาบีบรัดขมับ ราวกับมีเข็มเล่มเล็กนับพันเล่มทิ่มแทงทะลุเข้าไปในสมอง กลิ่นอับชื้นของเชื้อราผสมผสานกับกลิ่นดินโคลนที่ลอยมาตามสายลมเหมันต์อันหนาวเหน็บ ปลุกให้ดรุณีแรกรุ่นที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงไม้กระดานแข็งๆ ค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก
หลินหว่านเซี่ยกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับการมองเห็น ภาพเพดานหลังคามุงจากที่มีรูโหว่จนแสงแดดสีหม่นลอดผ่านเข้ามาได้ ปรากฏสู่สายตา นางพยายามขยับตัว ทว่าเรี่ยวแรงกลับเหือดหายไปจนหมดสิ้น ความรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรงตีตื้นขึ้นมาจากกระเพาะอาหาร ราวกับมีไฟสุมอยู่ภายใน
สติสัมปชัญญะที่เริ่มแจ่มชัดมาพร้อมกับความทรงจำสองสายที่ไหลทะลักเข้าหากันดั่งเกลียวคลื่น สายหนึ่งคือชีวิตของพนักงานสาวออฟฟิศในยุคปัจจุบันผู้หลงใหลในการเล่นเกมปลูกผักทำฟาร์มเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนอีกสายหนึ่ง... คือความทรงจำอันแสนรันทดของ 'หลินหว่านเซี่ย' บุตรสาวแห่งตระกูลหลิน อดีตขุนนางตงฉินที่ถูกใส่ร้ายจนต้องรับโทษทัณฑ์เนรเทศรอนแรมมาไกลถึงหมู่บ้านสือโถว แดนชายแดนอันแสนทุรกันดารและแห้งแล้ง
นางทะลุมิติมาแล้ว... ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูตกอับที่ครอบครัวกำลังเผชิญกับวิกฤตความอดอยากจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด!
"เซี่ยเอ๋อร์... ลูกแม่ตื่นแล้วหรือ" น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นข้างเตียง เสิ่นหว่านอิ๋ง อดีตฮูหยินผู้เคยงดงามและเพียบพร้อม บัดนี้ใบหน้าซูบผอมซีดเซียว สวมใส่อาภรณ์ผ้าฝ้ายหยาบกระด้างที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน นางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าซับน้ำตาที่หางตา ก่อนจะเอื้อมมืออันสั่นเทามาลูบศีรษะบุตรสาวอย่างทะนุถนอม
ถัดออกไปไม่ไกล หลินจื้อหยวน บิดาผู้เคยเป็นถึงขุนนางบุ๋นผู้สง่างาม กำลังนั่งพิงผนังดินโคลนที่ปริแตก เขากระชับเสื้อคลุมตัวบางที่ไม่อาจต้านทานความหนาวเย็น พลางไอออกมาอย่างหนักหน่วง ร่างกายของเขาอ่อนแอลงมากจากการเดินทางไกลและสภาพอากาศที่เลวร้าย ส่วนหลินอวี่เฉิน พี่ชายวัยสิบแปดปี ผู้เป็นดั่งเสาหลักเดียวที่เหลืออยู่ของบ้าน กำลังก้มหน้าก้มตาเหลาด้ามจอบที่บิ่นหักด้วยใบหน้าเคร่งเครียด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและสิ้นหวัง
หลินหว่านเซี่ยกวาดสายตามองครอบครัวใหม่ของนาง สภาพความยากจนข้นแค้นนี้เลวร้ายยิ่งกว่าในจินตนาการเสียอีก ที่ดินทำกินที่ทางการจัดสรรให้ก็มีแต่ดินปนทรายและก้อนหิน ปลูกสิ่งใดก็แทบไม่งอกเงย หากปล่อยไว้เช่นนี้ พวกเขาคงต้องอดตายในฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือนเป็นแน่
แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากปลอบโยนผู้เป็นมารดา เสียงกัมปนาทก็ดังสนั่นขึ้น!
"ปัง!"
บานประตูไม้ผุพังที่แทบจะหลุดออกจากบานพับถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวอาดๆ เข้ามาในกระท่อม ใบหน้าของเขาอวบอูมมันย่อง สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีที่ดูขัดกับสภาพแวดล้อมรอบด้าน ดวงตาเล็กหยีฉายแววเย่อหยิ่งและละโมบอย่างไม่ปิดบัง
จ้าวต้าฝู... บุตรชายของผู้ใหญ่บ้านสือโถว อันธพาลท้องถิ่นที่คอยขูดรีดชาวบ้านผู้ยากไร้!
"นี่มันเลยกำหนดจ่ายค่าคุ้มครองมาสามวันแล้วนะ ท่านอดีตใต้เท้าหลิน!" จ้าวต้าฝูแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน สายตาดูแคลนกวาดมองครอบครัวตระกูลหลินราวกับมองมดปลวก "ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีเงินจ่าย เช่นนั้นก็เอาโฉนดที่ดินรกร้างตีนเขาชางหลางผืนสุดท้ายนั่นมาขัดดอกเสียดีๆ ไม่อย่างนั้น... วันนี้พวกเจ้าก็เตรียมตัวไสหัวออกไปนอนหนาวตายกลางหิมะได้เลย!"
"คุณชายจ้าว..." หลินจื้อหยวนพยุงร่างที่สั่นเทาให้ลุกขึ้นยืน พยายามประสานมือคารวะอย่างผู้มีวิสัยทัศน์ "ที่ดินผืนนั้นเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตครอบครัวข้า หากท่านยึดไป พวกเราคงไม่มีหนทางรอด ขอท่านโปรดผ่อนผันให้พวกเราอีกสักสองสามวันเถิด พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ข้าจะหาทาง..."
"ถุย!" จ้าวต้าฝูถ่มน้ำลายลงบนพื้นดินอย่างหยาบคาย "ฤดูใบไม้ผลิหรือ? สภาพอย่างพวกเจ้า แค่พ้นคืนพรุ่งนี้ไปได้ก็ถือว่าสวรรค์เมตตาแล้ว อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า! ข้าให้เวลาพวกเจ้าตัดสินใจแค่ครึ่งก้านธูป จะมอบโฉนดมา หรือจะให้ข้าให้คนมาพังกระท่อมซอมซ่อมนี้ทิ้งเสีย!"
หลินอวี่เฉินทนดูบิดาถูกหยามเกียรติไม่ไหว เขากำด้ามจอบในมือแน่นจนข้อขาวซีด ก้าวพรวดออกมายืนขวางหน้าจ้าวต้าฝูด้วยแววตาดุดัน "หากเจ้ากล้าแตะต้องบิดามารดาข้าแม้แต่ปลายก้อย ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!"
จ้าวต้าฝูหัวเราะร่วน ไม่เกรงกลัวท่าทีของเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย เขามีกำลังคนอยู่ข้างนอก หากปะทะกันจริงๆ ตระกูลหลินที่อ่อนแอไม่มีทางสู้แรงชาวนาฉกรรจ์ได้เลย
ความตึงเครียดพุ่งทะยานถึงขีดสุด บิดาไอจนแทบทรุด มารดาร้องไห้สะอึกสะอื้น พี่ชายพร้อมแลกชีวิต
ทว่าในวินาทีที่จ้าวต้าฝูกำลังจะส่งสัญญาณเรียกสมุนด้านนอก เสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นจับขั้วหัวใจก็ดังขึ้นแทรกอากาศอันหนักอึ้ง
"พี่ใหญ่ วางจอบลงเถิด การใช้กำลังหาใช่ทางออกสำหรับวิญญูชนไม่"
หลินหว่านเซี่ยค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากเตียง แม้ร่างกายจะโอนเอนราวกับกิ่งหลิวลู่ลม แต่ท่วงท่าการก้าวเดินของนางกลับมั่นคง แผ่นหลังเหยียดตรง สองตามองตรงไปยังจ้าวต้าฝูโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย แววตาที่เคยอ่อนแอขลาดเขลา บัดนี้กลับคมกริบดุจกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก
"เจ้า... นังหนูหลิน เจ้ากล้าแส่เรื่องของผู้ใหญ่หรือ?" จ้าวต้าฝูชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับสายตาของดรุณีน้อยตรงหน้า
"ข้าเพียงแต่หวังดี ไม่อยากให้ตระกูลจ้าวของท่านต้องประสบเคราะห์กรรมถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตรต่างหากเล่า" มุมปากของหลินหว่านเซี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ
"เจ้าพูดพล่อยอันใด!" จ้าวต้าฝูตวาดลั่น ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสี
"ข้าพูดพล่อยหรือ?" นางก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว น้ำเสียงกังวานชัดเจนทุกถ้อยคำ "ตระกูลหลินของข้าแม้จะตกระกำลำบาก แต่ก็เป็นนักโทษเนรเทศที่ได้รับพระราชทานที่ดินทำกินจากองค์ฮ่องเต้ มีชื่อบันทึกอยู่ในทะเบียนของกรมอาญาอย่างชัดเจน หากที่ดินผืนนี้ซึ่งเป็นสมบัติของราชสำนักถูกผู้ใดลักลอบยึดครองไปโดยพละการ ถือว่ามีความผิดฐาน 'ปล้นชิงราชทรัพย์และขัดราชโองการ'..."
นางหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงกดต่ำ "ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกข้าต้องหิวตายหรือหนาวตายเพราะถูกรีดไถ บิดาของท่านที่เป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน ย่อมต้องรับโทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปล่อยปละละเลยนักโทษของแผ่นดิน โทษทัณฑ์ของการกระด้างกระเดื่องต่อราชสำนัก... คุณชายจ้าวคิดว่าหัวของท่านและบิดา มีมากพอให้เพชฌฆาตสับเล่นหรือไม่เล่า?"
คำพูดที่ถูกร้อยเรียงอย่างเป็นเหตุเป็นผล อ้างอิงข้อกฎหมายการเนรเทศอย่างแยบคาย ทำเอาจ้าวต้าฝูถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าที่เคยมมันย่องบัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเป็นแค่อันธพาลหมู่บ้าน ไม่เคยร่ำเรียนกฎหมาย ไม่รู้ว่าสิ่งที่นางพูดเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ แต่ด้วยข้อหาที่โยงไปถึง 'ราชสำนัก' และ 'กรมอาญา' ก็เพียงพอที่จะทำให้คนขลาดกลัวอย่างเขาอกสั่นขวัญแขวน
"จะ... เจ้าอย่ามาขู่ข้าให้ยากเลย!" จ้าวต้าฝูพยายามทำใจดีสู้เสือ แต่เสียงของเขากลับสั่นพร่า
"หากท่านคิดว่าข้าขู่ ก็ลองก้าวเข้ามาพังกระท่อมนี้ดูสิ" หลินหว่านเซี่ยเชิดหน้าขึ้น ท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว "พรุ่งนี้เช้า ข้าจะให้พี่ใหญ่เดินทางเข้าอำเภอ ไปตีกลองร้องทุกข์หน้าศาล ให้ท่านนายอำเภอมาตรวจสอบดูว่า ผู้ใหญ่บ้านสือโถวใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงนักโทษของราชสำนักจริงหรือไม่!"
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!" จ้าวต้าฝูกัดฟันกรอด เขาสบถด่าอย่างหยาบคายอีกสองสามคำ ก่อนจะรีบหันหลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีออกจากกระท่อมไปราวกับสุนัขจนตรอก โดยไม่ลืมลากสมุนที่รออยู่ด้านนอกกลับไปด้วย
เมื่อเงาของจ้าวต้าฝูหายลับไปจากสายตา ความเงียบสงัดก็โรยตัวลงครอบคลุมกระท่อมร้างอีกครั้ง
หลินจื้อหยวน เสิ่นหว่านอิ๋ง และหลินอวี่เฉิน ต่างเบิกตากว้างมองหลินหว่านเซี่ยด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อสายตา นี่ใช่เซี่ยเอ๋อร์ผู้บอบบางและมักจะเอาแต่ร้องไห้หลบอยู่หลังมารดาของพวกเขาจริงหรือ? เหตุใดนางจึงดูเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และเฉลียวฉลาดสามารถยกข้อกฎหมายมาตอกกลับอันธพาลได้อย่างหมดจดเช่นนี้?
"เซี่ยเอ๋อร์... เจ้า... เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" หลินอวี่เฉินทิ้งจอบในมือ รีบพุ่งเข้ามารับร่างของน้องสาวที่จู่ๆ ก็เริ่มโอนเอน
หลินหว่านเซี่ยหันไปยิ้มบางๆ ให้กับครอบครัว "ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่... ไม่ต้องกังวล ความยากลำบากสอนให้คนเราต้องเข้มแข็ง ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเราได้อีก"
นางตั้งใจจะกล่าวอะไรต่อเพื่อคลายความกังวลให้ทุกคน ทว่าความแข็งแกร่งที่ฝืนแสดงออกมาก่อนหน้านี้ได้สูบพลังงานหยดสุดท้ายในร่างกายที่หิวโหยไปจนหมดสิ้น ท้องของนางร้องประท้วงอย่างรุนแรง หน้ามืดวิงเวียน ภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยวและหมุนคว้าง
ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาพร้อมกับสติที่หลุดลอย ร่างบางทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของพี่ชาย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของมารดา
ในห้วงแห่งความมืดมิดที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบลง หลินหว่านเซี่ยกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในโสตประสาท เป็นเสียงที่เย็นชา ไร้อารมณ์ ทว่ากลับแฝงความกวนประสาทอย่างประหลาด
*[ติ๊ง! ตรวจพบโฮสต์กำลังจะขาดใจตายเพราะความหิวโหยและขาดสารอาหารขั้นวิกฤต... ช่างเป็นโฮสต์ที่อ่อนแอเสียจริง]*
*[กำลังทำการปฐมพยาบาลฉุกเฉินระดับจิตวิญญาณ... เริ่มต้นการเชื่อมต่อเข้าสู่ 'ระบบห้างสรรพสินค้าเกษตรอัจฉริยะ' ใน 3... 2... 1...]*
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ระบบห้างสรรพสินค้าเกษตรอัจฉริยะ]**